ตอนที่ 208 การประชุมแพทย์
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนกล่าวกับแพทย์อาวุโสว่า “…ขอบอกตามตรง ข้าน้อยไม่เคยศึกษาวิชาแพทย์เลยขอรับ”
แพทย์หนุ่มที่อยู่ด้านข้างเบิกตากว้าง นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ไม่เคยศึกษาวิชาแพทย์แต่กลับสามารถเขียนบันทึกทางการแพทย์ได้ละเอียดกว่าของตระกูลพวกเขาอีก แล้วเวลาหลายปีที่พวกเขาสู้อุตส่าห์ร่ำเรียนมามันสูญเปล่าไปหมดเลยหรือ?
ก็ไม่แปลกที่แพทย์หนุ่มจะประหลาดใจ เพราะชางกงชุนอวี๋อี้ถือได้ว่าเป็นผู้ริเริ่มการจดบันทึกประวัติการรักษาผู้ป่วย ตลอดชีวิตของเขา เขาได้บันทึกอาการของผู้ป่วยที่เขารักษาไว้ทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงให้คนรุ่นหลัง ตระกูลชุนอวี๋จึงยึดถือแนวทางนี้มาโดยตลอด…
ทว่ารายการที่จดบันทึกกลับไม่ละเอียดเท่าที่เฟยเฉียนจด ราวกับเห็นภาพเหตุการณ์ชัดเจนอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังมีการแบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบชัดเจน
แพทย์อาวุโสก็อ่านไปพยักหน้าไป จากนั้นก็กล่าวว่า “เช่นนั้น เชิญท่านทั้งสองตามข้ามาเถิด”
เฟยเฉียนและหวงจงเดินตามแพทย์อาวุโสไปยังโถงด้านหลัง ยังไม่ทันจะถึงห้องโถงด้านหลัง ก็ได้ยินเสียงคนกำลังถกเถียงกันเรื่องบางอย่าง…
“…จะใช้ปริมาณอูโถว (รากของต้น Aconitum) มากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?! แม้มันจะสามารถฟื้นฟูหยางและช่วยชีวิตในยามวิกฤตได้ บำรุงธาตุไฟและเสริมหยางได้ แต่พิษของมันก็ร้ายแรงนัก ไม่อาจใช้พร่ำเพรื่อได้!” เสียงหนึ่งที่ค่อนข้างแหบพร่ากล่าวขึ้น
จากนั้นก็มีเสียงชายวัยกลางคนดังขึ้น: “สาเหตุที่คนเราล้มป่วย ย่อมมาจากความร้อน ความชื้น ลมหนาว น้ำค้าง พิษจากภายนอกเข้าแทรกซึมหยาง รูขุมขนเปิดปิด อาหารการกินไม่สมดุล พิษสะสมอยู่ภายใน ดังนั้นจึงสามารถใช้อูโถวเพื่อขับไล่ความเย็นและขจัดสิ่งชั่วร้ายได้ เพราะมันมีฤทธิ์รุนแรงและกระจายได้กว้าง และคนผู้นี้มีพิษเย็นสะสมมานานนับสิบปี จึงเหมาะสมพอดีที่จะ…”
แพทย์อาวุโสเดินเข้าไปพลางกล่าวว่า “ป๋ออวี้ จ้งจิ่ง ท่านทั้งสองหยุดเถียงกันก่อนเถิด ลองดูสิ่งนี้สิว่าเป็นอย่างไร?”
จ้งจิ่งหรือ?
เฟยเฉียนที่เดินตามหลังมาหูผึ่งขึ้นมาทันที หรือว่าจะเป็นจางจ้งจิ่ง? แล้วเหตุใดจางจ้งจิ่งจึงมาอยู่ที่ลั่วหยางเล่า? ในความทรงจำของเขา จางจ้งจิ่งไม่ได้อยู่ที่ฉางซาหรอกหรือ?
หลังจากได้รับการแนะนำตัวสั้นๆ ก็เป็นจางจ้งจิ่งผู้โด่งดังจริงๆ!
ไม่นานนัก บันทึกประวัติการรักษาที่เฟยเฉียนเขียนขึ้น ก็ถูกส่งเวียนให้คนทั้งสองในโถงด้านหลังได้อ่าน…
ในสมัยโบราณกาล แพทย์ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ “ผู้มีวิชาอาคม” ซึ่ง “วิชาอาคม” นั้นครอบคลุมทั้งสายคัมภีร์แพทย์ สายยาตำรับ สายวิชาห้องหอ และสายเทพเซียน
และเมื่อมาถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น แพทย์เพิ่งจะเริ่มแยกตัวออกมาจาก “ผู้มีวิชาอาคม” ในเวลานี้ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งสำนักทางการแพทย์ ดังนั้น “ตำรับยา” ของแพทย์จึงมีที่มาจากจุดนี้ เพราะในอดีตผู้มีวิชาอาคมมักจะต้องใช้จินตนาการและทฤษฎีการบำเพ็ญเพียรที่เหนือมนุษย์ แต่เมื่อนำมาใช้ในกระบวนการรักษาโรคของแพทย์กลับค่อยๆ พบว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก ดังนั้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น การแพทย์จึงค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากสำนักทฤษฎีมาเป็นสำนักคลินิกปฏิบัติ
และสำหรับสำนักคลินิกปฏิบัตินั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือบันทึกต่างๆ ทั้งพยาธิวิทยา การใช้ยา และรายละเอียดอื่นๆ การตอบสนองทางสรีรวิทยาที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละคน ได้กลายมาเป็นรากฐานของการแพทย์ทางคลินิก
ในฐานะผู้บุกเบิกคนแรกๆ ของสำนักคลินิกปฏิบัติ จางจ้งจิ่งย่อมให้ความสนใจกับบันทึกของเฟยเฉียนเป็นอย่างมาก เขาอ่านไปพยักหน้าไป และในที่สุดก็โพล่งออกมาว่า “เมื่อได้ดูบันทึกนี้แล้ว ก็รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่ข้าเคยจดไว้ก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเพียงเศษขยะเท่านั้น!”
แพทย์อาวุโสที่อยู่ด้านข้างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง ในฐานะแพทย์อาวุโสของตระกูลชุนอวี๋ เขาย่อมเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของสำนักคลินิกปฏิบัติ ดังนั้นเขาจึงสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับจางจ้งจิ่งได้ในเรื่องของสรรพคุณยาและปริมาณที่ใช้ แทนที่จะไปคุยเรื่องหยินหยางและความว่างเปล่าที่จับต้องไม่ได้
จางจ้งจิ่งชี้ไปที่ข้อความบรรทัดหนึ่งในบันทึกแล้วกล่าวว่า “อาการไอ… เมื่อเจออากาศเย็นจะไอง่ายขึ้น ตอนเช้าและตอนกลางคืนจะไอหนักเป็นพิเศษ อาจมีช่วงหยุดพักบ้าง และมีอาการหอบหืดร่วมด้วย… อาการนี้เกิดจากลมหนาวเข้าแทรกซึมร่างกาย ลุกลามเข้าสู่เส้นลมปราณปอด… ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! สิ่งนี้ผู้ใดเป็นคนเขียนหรือ?”
เมื่อทราบว่าเป็นเฟยเฉียนที่เขียน จางจ้งจิ่งก็เดินเข้ามาจับมือเฟยเฉียนไว้แน่น แล้วกล่าวว่า “ท่านนี้… อ้อ คุณชายเฟย ท่านร่ำเรียนวิชามาจากผู้ใดหรือ?”
การศึกษาด้านการแพทย์ในจีนโบราณเป็นระบบการถ่ายทอดจากอาจารย์สู่ศิษย์ อาจารย์มีบทบาทสำคัญที่สุดในการศึกษาด้านการแพทย์ของจีนโบราณ ลูกศิษย์มักจะได้รับการสั่งสอนและชี้แนะจากอาจารย์เพียงคนเดียวไปตลอดชีวิต ดังนั้น การฝากตัวเป็นศิษย์จึงเป็นตัวกำหนดเนื้อหาการเรียนรู้ ลักษณะการวิจัย และทิศทางการพัฒนาของลูกศิษย์
ด้วยเหตุนี้ จางจ้งจิ่งจึงเอ่ยปากถามเฟยเฉียนทันที ว่าเขาได้เรียนรู้วิธีการจดบันทึกเช่นนี้มาจากใคร…
“ฮ่าๆ จ้งจิ่งเข้าใจผิดแล้ว คุณชายเฟยไม่ได้ร่ำเรียนจากผู้มีวิชาอาคม แต่ร่ำเรียนมาจากไช่จงหลางต่างหาก!” แพทย์อาวุโสที่พาเฟยเฉียนเข้ามากล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
นี่พวกท่าน… ออกนอกเรื่องกันไปไกลแล้วนะ!
“การบันทึกเป็นเรื่องเล็กน้อย การรักษาผู้ป่วยต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่” เฟยเฉียนชี้ไปที่บันทึกแล้วกล่าว “ผู้ป่วยรายนี้ทนทุกข์ทรมานมาหลายปี ใช้ยามานับไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงเป็นๆ หายๆ ไอไม่หยุด ร่างกายซูบผอม อ่อนแอจนทนความยากลำบากในการเดินทางไกลไม่ไหว ด้วยความจนใจจึงต้องใช้วิธีนี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ… เด็กเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ เมื่อเห็นเขาต้องเจ็บปวดทรมาน ก็แทบอยากจะเจ็บแทน… ขอความกรุณาทุกท่านโปรดยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยเถิด!”
กล่าวจบ เฟยเฉียนก็ประสานมือทำความเคารพ และโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
หวงจงที่อยู่ด้านข้างก็น้ำตาคลอเบ้า โค้งคำนับตามเฟยเฉียนเช่นกัน
คำพูดของเฟยเฉียน ทำให้แพทย์ทั้งสามท่านเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม พวกเขาเข้ามารวมตัวกัน และเริ่มเปิดดูใบสั่งยาและอาการต่างๆ ที่เคยบันทึกไว้ก่อนหน้านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ในระหว่างนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยเสียงกระซิบเป็นระยะ…
ดูคล้ายกับการประชุมแพทย์ในยุคหลังเสียจริง!
เฟยเฉียนหันไปมองหวงจงที่อยู่ด้านข้าง ก็เห็นเขายืดคอยาว สองมือประสานกันแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด บนหน้าผากถึงกับมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา…
เฟยเฉียนปลอบหวงจงเบาๆ ว่า “ฮั่นเซิง วางใจเถิด บุตรชายของท่านย่อมได้รับความคุ้มครองจากสวรรค์อย่างแน่นอน…” เดิมทีก่อนมาเฟยเฉียนก็ไม่ได้มั่นใจมากนัก แต่เมื่อได้พบกับจางจีหรือจางจ้งจิ่ง เขาก็เบาใจไปได้เปราะหนึ่งแล้ว
จางจ้งจิ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ก่อตั้งสำนักแพทย์เฉพาะทางโรคไข้หวัด เขาได้นำทฤษฎีและตำรับยามาหลอมรวมกัน ให้ความสำคัญกับอาการทางคลินิก และยืนหยัดที่จะรักษาโรคให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างไม่ย่อท้อ สั่งสมประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงอย่างมหาศาล ในที่สุดก็เขียน “ตำราว่าด้วยโรคไข้หวัดและโรคเบ็ดเตล็ด” ซึ่งวางรากฐานให้กับการวินิจฉัยและรักษาโรคตามอาการของการแพทย์แผนจีน ตำราของเขาได้รับการยกย่องให้เป็นคัมภีร์ ทำให้เกิดสำนักแพทย์เฉพาะทางโรคไข้หวัดที่มีอายุยาวนานที่สุด มีแพทย์มากที่สุด มีอิทธิพลมากที่สุด และมีความเจริญรุ่งเรืองทางวิชาการมากที่สุด
แม้ว่าตอนนี้จางจ้งจิ่งอาจจะยังไม่ได้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองที่ฉางซา แต่ก็อาจจะแค่มีประสบการณ์ในการรักษาน้อยไปสักหน่อย ส่วนเรื่องความรู้ทางทฤษฎีนั้น เชื่อว่าคงไม่ด้อยไปกว่าใคร และยังมีแพทย์อาวุโสสองท่านจากตระกูลชุนอวี๋ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านการแพทย์ในลั่วหยางมาร่วมกันปรึกษาหารือด้วย เชื่อว่าน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีออกมา…
หวงจงก็กระซิบตอบเฟยเฉียนว่า “หากบุตรชายของข้าหายดี ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของจื่อเยวียนเลย!”
ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าจางจ้งจิ่งและอีกสองท่านจะปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุปบางอย่างแล้ว พวกเขาหยุดการพูดคุย และเดินมาตรงหน้าเฟยเฉียนและหวงจง
จางจ้งจิ่งหันไปมองทั้งสองข้าง เป็นสัญญาณเชิญให้ผู้อาวุโสพูดก่อน
แพทย์อาวุโสที่เคยถกเถียงเรื่องใบสั่งยากับจางจ้งจิ่งหัวเราะแล้วกล่าวว่า “โรคนี้เป็นความถนัดของท่าน จ้งจิ่งก็ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก!”
แพทย์อาวุโสที่พาเฟยเฉียนและหวงจงเข้ามาก็กล่าวเสริมว่า “จ้งจิ่งพูดมาเถอะ!”
“เช่นนั้น ข้าก็ขออนุญาตล่วงเกินแล้ว หากมีข้อบกพร่องประการใด ขอเชิญทุกท่านชี้แนะด้วย!” จางจ้งจิ่งหันมาทางเฟยเฉียนและหวงจง แล้วกล่าวว่า “เดิมทีโรคนี้เป็นเพียงโรคไข้หวัดฉับพลัน แต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทำให้ความเย็นเข้าแทรกซึมเส้นลมปราณปอด ไอเรื้อรังไม่หยุด ยิ่งหนาวก็ยิ่งไอ ต้องรอให้มีแดดอุ่นถึงจะทุเลาลง… เส้นลมปราณปอดได้รับความเสียหายมาเป็นเวลานาน สูญเสียความสมดุลของหยิน ทำลายเลือดลม ด้วยเหตุนี้ยาที่ใช้ในปัจจุบันจึงยากที่จะเห็นผล…”
คำพูดนี้ ทำให้ใบหน้าของหวงจงค่อยๆ ซีดเซียวลง หรือว่า… จะไร้หนทางเยียวยาแล้ว?

0 Comments