ตอนที่ 203 เพลงอำลาวัยสิบห้า
แปลโดย เนสยังหลี่หรูมาถึงตำหนักจิ่งฝู ภายในพระราชวังหย่งอัน เขาโบกมือสั่งให้ทหารยามเปิดประตูตำหนักออก
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เฉาเชาลอบชิงตัวฮ่องเต้ล้มเหลวในครั้งก่อน แม้จะยังให้หลิวเปี้ยน ฮ่องเต้ที่ถูกปลด ประทับอยู่ที่นี่เช่นเดิม แต่ก็ได้เพิ่มกำลังทหารรักษาการณ์ขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนทหารยามทั้งหมดเป็นทหารซีเหลียง ปิดล้อมตำหนักจิ่งฝูแห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนา อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีคำสั่งโดยตรงจากต่งจั๋ว ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ได้เลย
ประตูตำหนักที่ปิดตายถูกผลักออกเสียงดังสนิท แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาภายในตำหนักราวกับดาบอันแหลมคม…
ฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายจากการเปิดประตู ปลิวว่อนอยู่ในแสงแดด คล้ายม่านบางๆ ที่ปกคลุมอยู่ภายในตำหนัก ราวกับหมอกควันที่ลอยอยู่รอบเทวรูป พยายามอย่างยิ่งที่จะแยกภายในและภายนอกตำหนักออกจากกัน เพื่อสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลอดภัย ทว่าการแบ่งแยกนี้ช่างอ่อนแอและไร้พลัง ทหารหุ้มเกราะหกนายกุมดาบหวนโส่วก้าวฉับๆ ทะลวงผ่านม่านบางนี้เข้ามา เสียงชุดเกราะกระทบกันดังกราว ทำลายความเงียบสงบภายในตำหนัก ราวกับได้กระชากม่านอันลึกลับนี้ออกไป
หลี่หรูค่อยๆ ก้าวข้ามธรณีประตูตำหนัก ยืนหันหลังให้แสงอาทิตย์ ใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืด น้ำเสียงแผ่วเบาและเย็นชา “ขออภัย หงหนงอ๋องประทับอยู่ที่ใด?”
ภายในตำหนัก หลิวเปี้ยน หงหนงอ๋องผู้ไม่ได้เห็นแสงตะวันมานานหลายวัน มีผิวพรรณซีดเผือด สีหน้าหมองคล้ำ เขายื่นสองมือออกไปข้างหน้า พยายามบดบังแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา ท่อนแขนผ่ายผอมจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน…
เมื่อทหารยามทั้งสองข้างเห็นว่าหงหนงอ๋องภายในตำหนักไม่ตอบสนอง จึงถลึงตาตะคอกเสียงดัง “หงหนงอ๋องประทับอยู่ที่ใด! รีบออกมารับราชโองการเดี๋ยวนี้!”
หลี่หรูถอนหายใจ สั่งการให้ลูกน้อง “…ไปนำโต๊ะมาตั้งไว้ที่นี่” หลี่หรูชี้ไปที่บริเวณที่แสงแดดส่องถึงหน้าประตูตำหนัก
ครู่เดียว โต๊ะและที่นั่งก็ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย หลี่หรูค่อยๆ เดินไปที่โต๊ะ ผายมือเชิญพลางกล่าวว่า “หงหนงอ๋อง ไม่ทราบว่าจะประทานเกียรติมาสนทนากันสักหน่อยได้หรือไม่?”
หลิวเปี้ยน หงหนงอ๋อง ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด น้ำเสียงแหบพร่าและอึกอัก “เจ้า… เจ้าต้องการสิ่งใด?”
“แสงแดดกำลังอุ่นสบาย หงหนงอ๋องลองย้ายมาตรงนี้ดีหรือไม่?” หลี่หรูกล่าวอย่างสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หลิวเปี้ยนลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นยืน เดินโซเซมาที่โต๊ะ เขาทรุดตัวลงนั่ง หลับตาลง สัมผัสถึงไออุ่นของแสงแดดที่สาดส่องลงบนร่างกาย…
หลี่หรูเองก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับหลิวเปี้ยน จ้องมองหงหนงอ๋องที่อยู่เบื้องหน้า ในใจก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
นี่คืออดีตโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์ฮั่น…
นี่คือผู้ที่เคยได้รับมอบหมายจากสวรรค์…
นี่คืออดีตผู้ปกครองใต้หล้า…
แต่บัดนี้ กลับมีสภาพไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่ผุพัง…
“เจ้า… เจ้าจะมาสังหารข้าใช่หรือไม่?” หลิวเปี้ยนหลับตา ปล่อยให้แสงแดดสาดส่องลงบนใบหน้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดูเหมือนหลิวเปี้ยนจะมีลางสังหรณ์บางอย่างมาตลอด นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในวังหลวง วันที่เขาพาหลิวเสียผู้เป็นน้องชายหนีตายไปที่เขาเป่ยหมังยามวิกาล หลิวเปี้ยนก็สัมผัสได้ถึงลางร้ายนี้แล้ว…
“…”
หลี่หรูนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด
หลิวเปี้ยนไม่ได้รับการตอบสนองจากหลี่หรู จึงก้มหน้าลง หรี่ตาพยายามมองใบหน้าของหลี่หรูให้ชัดเจน ทว่าหลี่หรูยืนหันหลังให้แสงอาทิตย์มาโดยตลอด ใบหน้าจึงถูกซ่อนอยู่ในความมืดมิด หลิวเปี้ยนพยายามเพ่งมองอยู่นาน แต่ก็ยังคงมองไม่เห็น
หลิวเปี้ยนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างเสียสติ “ฮี่ๆ หึหึ…”
ทว่าหลังจากหัวเราะสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ หลิวเปี้ยนก็เอื้อมมือไปคว้าโต๊ะตรงหน้า เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน โน้มตัวไปข้างหน้า เสียงแหบพร่าเอ่ยว่า “ข้ายินยอมถูกปลดเป็นสามัญชน ขอเพียงละเว้นชีวิตข้า ได้หรือไม่? ห๊ะ?”
“…” หลี่หรูยังคงนิ่งเงียบ
ภายในตำหนักเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของหลิวเปี้ยน
ในลำคอของหลิวเปี้ยนมีเสียง “กึกๆ” ดังขึ้นสองสามครั้ง สองมือค่อยๆ คลายออกจากโต๊ะ แล้วทิ้งตัวลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
หลี่หรูโบกมือไปด้านหลัง ลูกน้องที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็นำกาสุรามาวางไว้บนโต๊ะ หลี่หรูมองหลิวเปี้ยนแล้วกล่าวช้าๆ ว่า “…ดื่มยานี้เสีย จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้…”
หลิวเปี้ยนเอนตัวไปด้านหลัง สองมือโบกปฏิเสธเป็นพัลวัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ความตาย สำหรับเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบกว่าปี ช่างโหดร้ายเกินไปนัก หลิวเปี้ยนถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมตั้งแต่เกิด ความลำบากที่เคยพบเจอมาทั้งชีวิต ยังไม่เท่ากับสิ่งที่ต้องเผชิญในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เลย ถึงกระนั้น เขาก็ยังหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่อยากต้องมาตายอย่างอัปยศอดสูเช่นนี้…
นี่ไม่ใช่วิธีการตายที่คู่ควรกับสายเลือดกษัตริย์เลย!
หลี่หรูมองหลิวเปี้ยนที่กำลังตื่นตระหนก ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ในอดีต ตระกูลหลิวเริ่มต้นจากสามัญชน ชูดาบขึ้นช่วงชิงใต้หล้า ทำศึกสงครามนานถึงแปดปี กวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกร… ในงานเลี้ยงที่หงเหมิน แม้จะรู้ว่าเป็นแดนประหาร ก็ยังไปร่วมงานอย่างองอาจ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว หากไม่ใช่เพราะมีสติปัญญาและวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ความกล้าหาญที่เหนือกว่าผู้คน ย่อมไม่อาจทำได้… การที่ท่านต้องดื่มสุราจอกนี้ในวันนี้ ก็เป็นเพียงเพราะโชคชะตาไม่เข้าข้าง หาใช่ความผิดของหงหนงอ๋องไม่…”
การที่หลี่หรูกล่าวถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของฮั่นเกาจู่หลิวปัง ก็เพื่อสื่อว่าแผ่นดินของราชวงศ์หลิว ก็ล้วนช่วงชิงมาจากผู้อื่นเช่นกัน ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร ในตอนนั้นหากหลิวปังโชคร้ายเพียงนิดเดียวในงานเลี้ยงที่หงเหมิน ก็ย่อมต้องจบชีวิตลงเช่นเดียวกับหลิวเปี้ยนในวันนี้…
นอกจากนี้ หลี่หรูยังมีเจตนาที่จะกระตุ้นหลิวเปี้ยนอยู่ลึกๆ
ท่านไม่ได้ทำสิ่งใดผิด สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้มีจุดจบเช่นนี้ ก็เพราะท่านไม่มีโชคชะตาบารมีดั่งฮั่นเกาจู่หลิวปัง ดังนั้น ในฐานะผู้ที่มีสายเลือดของราชวงศ์หลิวไหลเวียนอยู่ในกาย ขอจงเผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญ เช่นเดียวกับฮั่นเกาจู่หลิวปังเถิด…
หลิวเปี้ยนนิ่งอึ้งไป จู่ๆ น้ำตาสองสายก็ไหลรินลงมาจากหางตาอย่างเงียบเชียบ เสียงแหบพร่าเอ่ยว่า “…เมื่อข้าตายไป รบกวนช่วยนำผ้าแพรมาคลุมหน้าให้ข้าที…”
หลี่หรูพยักหน้า ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ แล้วกล่าวว่า “…ข้าน้อย ขอส่งเสด็จฝ่าบาท…” เมื่อทำความเคารพเสร็จ หลี่หรูก็มองหลิวเปี้ยนอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้ทหาร แล้วเตรียมตัวจะก้าวออกจากตำหนัก
“เอ่อ… ถังจี (พระสนมถัง) ตอนนี้อยู่ที่ใด?” หลิวเปี้ยนเอ่ยถามขึ้นมาในจังหวะที่หลี่หรูกำลังจะก้าวพ้นประตูตำหนัก
“…ในอดีตตอนที่เกิดความวุ่นวาย นางได้หายตัวไป ได้ยินมาว่าตอนนี้น่าจะอยู่ที่อิ่งชวน…” หลังจากหลี่หรูตอบคำถาม เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าหงหนงอ๋องหลิวเปี้ยนไม่มีคำถามใดๆ อีกแล้ว จึงเดินออกจากตำหนัก และปิดประตูด้วยตนเอง
นี่คงเป็นความเคารพสูงสุดที่หลี่หรูสามารถมอบให้แก่หลิวเปี้ยนในวาระสุดท้ายของชีวิตได้แล้ว…
ประตูตำหนักปิดลงเสียงดังสนิท แสงอาทิตย์ถูกกลืนหายไปจากภายในตำหนักอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเพียงความมืดมิดอันไร้ขอบเขต ที่กลืนกินร่างผอมบางที่นั่งฟุบอยู่หลังโต๊ะจนมิด
หลิวเปี้ยนเงยหน้าขึ้นมอง สายตาราวกับจะทะลุผ่านหลังคาตำหนัก ทอดมองออกไปสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ริมฝีปากสั่นระริก ไม่รู้ว่ากำลังพึมพำสิ่งใดอยู่…
หลี่หรูที่ยืนหันหลังให้ประตูตำหนัก ได้ยินเสียงที่ดูไม่ออกว่าร้องไห้หรือหัวเราะดังมาจากหลิวเปี้ยนภายในตำหนัก จากนั้นเสียงแหบพร่าก็ร้องเพลงขับขานขึ้นว่า “สวรรค์ช่างแปรผัน ข้าช่างทุกข์เข็ญ สละราชบัลลังก์ ถอยร่นมาพึ่งพิง ขุนนางทรยศบีบคั้น ชีวิตมิอาจยืดเยื้อ กำลังจะจากเจ้าไป สู่ดินแดนปรโลก!”
ในวันนั้น หงหนงอ๋องได้ดื่มสุราพิษ สิ้นพระชนม์ในพระราชวังหย่งอัน สิริรวมพระชนมายุสิบห้าพรรษา…

0 Comments