ตอนที่ 2 อันที่จริงคนโบราณนั้นไม่ธรรมดา
แปลโดย เนสยัง“ลุงฝู คุณชายชุยไหนมาหรือ?” เผยเฉียนยังไม่ได้สติจากการเหม่อลอยในทันที จากนั้นก็รีบตอบสนองขึ้นมา ตบหัวตัวเองฉาด “อ๊ะ เกือบลืมไปเลย รอข้าออกไปต้อนรับก่อน”
เผยเฉียนลุกขึ้นยืน เตรียมตัวออกไปต้อนรับคุณชายชุย ลุงฝูก็รีบหัวเราะร่าเข้ามาช่วยเผยเฉียนจัดเสื้อผ้าที่ยับจากการนั่ง
ลุงฝูแม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังคล่องแคล่วว่องไว ประเดี๋ยวก็มาดึงรอยยับเสื้อด้านหน้าของเผยเฉียนให้ตึง ประเดี๋ยวก็อ้อมไปด้านหลังเพื่อดึงรอยยับที่หลังให้เรียบ บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นมองเผยเฉียน ริ้วรอยบนใบหน้าล้วนแฝงไปด้วยความเมตตาและมีความสุข
เผยเฉียนมองลุงฝูยิ้ม จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม “ลุงฝู ท่านยิ้มอะไรหรือ? ข้าใส่เสื้อผ้าผิดตรงไหนหรือเปล่า?”
“ไม่มีขอรับ ไม่มี นายน้อยแต่งตัวได้ดีมาก ข้าเพียงแต่เห็นนายน้อยแล้วก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น…” มือของลุงฝูไม่ได้หยุดขยับ เพียงแต่พูดไปเสียงก็ค่อยๆ เบาลง “…นายท่านบนสวรรค์มีตา คุ้มครองนายน้อย…ให้แคล้วคลาดปลอดภัย…ไร้โรคภัยไข้เจ็บ…”
เผยเฉียนหัวเราะ “ลุงฝู ข้าก็หายดีแล้วนี่ไง วางใจเถอะ ร่างกายข้าตอนนี้แข็งแรงดี!” พูดจบก็เอามือตบหน้าอกตัวเอง
“ขอรับๆ นายน้อย” ลุงฝูจัดเสื้อผ้าเสร็จก็ยืดหลังขึ้น จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ รอยยิ้มก็หุบลง “นายน้อย ตามจริงเรื่องนี้ข้าก็ไม่ควรสอดปาก แต่ว่า การคบหากับคุณชายชุยผู้นี้แม้จะดี แต่ว่าตระกูลชุยของพวกเขา… อืม นายน้อย ยังไงก็ระวังตัวไว้ในทุกๆ เรื่องก็ดีนะขอรับ…”
เผยเฉียนไม่ค่อยเข้าใจ “ลุงฝูพูดให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยได้ไหม?”
“หลายวันมานี้ข้าก็ได้ยินข่าวลือในตลาดมาบ้าง… เรื่องมันยาว ถ้านายน้อยอยากรู้ รอคุณชายชุยกลับไปแล้วข้าค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟัง แต่ตอนนี้จะปล่อยให้คนเขารอนานไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียมารยาทตระกูลเรา… ยังไงก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะขอรับ…”
“อืม เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว” แม้เผยเฉียนจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ต้องไปต้อนรับคุณชายชุยก่อน ปล่อยให้คนยืนรออยู่หน้าประตูนานเกินไปมันจะดูเสียมารยาท
คุณชายชุย มีชื่อว่า โฮ่ว ชื่อรอง หย่งหยวน เป็นบุตรชายของชุยอี้ หน้าตาแทบจะถอดแบบคนชื่อเดียวกันในยุคหลังมาเป๊ะๆ ครั้งหนึ่งเผยเฉียนบังเอิญเจอเขาที่ตลาด ก็อดหลุดปากเรียกไม่ได้ บังเอิญว่าชื่อรองของชุยโฮ่วคือหย่งหยวนพอดี ก็เลยได้รู้จักกัน
ชุยโฮ่วถือเป็น “ลูกขุนนาง” คนแรกที่ค่อนข้างมีหน้ามีตาที่เผยเฉียนได้รู้จักหลังจากมาอยู่ในยุคฮั่น ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเป็นลูกหลานขุนนางที่เกษียณไปอยู่สายไหนแล้วก็ไม่รู้
ชุยโฮ่วเป็นลูกชายคนโตของชุยอี้ และชุยอี้ก็เป็นน้องชายของชุยเลี่ย
เนื่องจากในตอนนี้ราชสำนักไม่ได้ตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ใหญ่ที่สุดจึงเป็นระดับซานกง (สามตำแหน่งสูงสุด) ได้แก่ ซือถู ซือคง ซือหม่า รองลงมาก็คือจิ่วชิง (เก้าเสนาบดี) ได้แก่ ไท่ฉาง กวงลู่ซวิน เว่ยเว่ย ไท่ผู ถิงเว่ย ต้าหงหลู จงเจิ้ง ต้าซือนง และเส้าฝู่ ส่วนขุนนางฝ่ายบู๊ที่ใหญ่ที่สุดคือแม่ทัพใหญ่ เทียบเท่าอัครมหาเสนาบดี เป็นระดับที่สูงกว่าซานกงเสียอีก รองลงมาคือแม่ทัพพยัคฆ์เหิน แม่ทัพทหารม้า แม่ทัพรักษาการณ์ เทียบเท่าซานกง ถัดมาจึงเป็นแม่ทัพสี่ปราบสี่สงบ ลงไปจากนี้ก็ถือว่าเป็นพวกแม่ทัพจิปาถะแล้ว
ตามที่เผยเฉียนรู้มา ชุยเลี่ยเคยเป็นถึงซือถูในสมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ก็ถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลระดับท็อปแล้ว ต่อมาเพราะชุยเลี่ยเกิดความขัดแย้งกับพวกสิบขันที ชุยเลี่ยจึงตกกระป๋อง แถมยังถูกพวกสิบขันทีทำลายครอบครัว ชุยเลี่ยตรอมใจตายด้วยความแค้นเคืองและซึมเศร้าในเวลาต่อมา
ชุยอี้ก็พลอยโดนร่างแหไปด้วย แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว โชคดีที่มีคนในราชสำนักคอยช่วยเหลืออย่างลับๆ พวกสิบขันทีหลังจากจัดการชุยเลี่ยจนตายก็ถือว่าได้ระบายความแค้นไปแล้ว ก็ไม่ได้สนใจจะไปสืบสาวราวเรื่องเอาผิดไปถึงเก้าชั่วโคตรอะไรนัก ถึงได้เหลือชีวิตรอดมาได้ ตอนนี้ตระกูลชุยมีฟาร์มเกษตรอยู่นอกเมืองลั่วหยางแห่งหนึ่ง และเปิดโรงรับจำนำในเมืองหนึ่งแห่ง ขนาดของกิจการย่อมไม่ใหญ่เท่ากับที่แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นเปิด แต่ก็ถือว่าพอถูไถ การหาเลี้ยงชีพไม่ใช่ปัญหา
และก็เพราะตระกูลชุยไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่โตแล้ว ชุยโฮ่วลูกชายของชุยอี้ถึงได้ไม่มีท่าทีหยิ่งยโสแบบลูกหลานขุนนาง ไม่อย่างนั้นเผยเฉียนก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักเขา
ทุกครั้งที่เผยเฉียนมองเห็นชุยโฮ่วจะรู้สึกถึงความตลกขบขันอย่างบอกไม่ถูก ตาเล็กๆ กับหน้าบานๆ แบบนี้ มันเหมือนกับใครบางคนในยุคหลังเป๊ะๆ เลย!
เผยเฉียนออกมาต้อนรับหน้าประตู ยืนอยู่ทางซ้าย ยกมือประสานคารวะ “พี่หย่งหยวน ออกมาต้อนรับช้าไป โปรดอภัยด้วย เชิญด้านใน เชิญด้านใน” แม้เห็นหน้าเขาแล้วจะอยากขำแค่ไหน แต่มารยาทก็ต้องทำให้ครบถ้วน
ชุยโฮ่วก็ยิ้ม พอยิ้มตาเล็กๆ ก็ยิ่งเล็กลงไปอีก “ฮ่าฮ่า น้องชายจะเกรงใจไปไย ไม่เจอกันหลายวัน น้องชายหน้าตาสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” ระหว่างที่พูดก็ก้าวเข้ามาข้างหน้า และจับมือเผยเฉียนอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ
แม้เผยเฉียนจะรู้อยู่เต็มอกว่าการจับมือถือแขนเป็นแค่วิธีการแสดงความสนิทสนมของชาวฮั่น แต่การจะให้ชินกับผู้ชายอกสามศอกมาทำท่าทางแบบนี้กับตัวเอง ในใจมันก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง
“พี่หย่งหยวน เชิญด้านใน” เผยเฉียนพยายามดึงมือออกอย่างแนบเนียน หันไปสั่งลุงฝูให้ยกผลไม้แห้งและน้ำชามาเสิร์ฟ รับแขกที่ห้องโถง
ชุยโฮ่วดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นอะไร ยังคงยิ้มแย้มตาหยี “อ๊ะ น้องชาย ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องมากพิธีขนาดนี้หรอก ตามสบาย ตามสบายเถอะ จริงสิ ได้ยินมาว่าตระกูลเผยแห่งเหอลั่วก็เป็นตระกูลบัณฑิตสืบทอดกันมา มีตำราสะสมอยู่ไม่น้อย ข้าขอเสียมารยาท สู้เราไปสนทนากันที่ห้องหนังสือของน้องชายดีหรือไม่?”
“ห้องหนังสือ?”
ชุยโฮ่วยิ้มพลางพยักหน้า “พี่ชายคนโง่คนนี้ไม่มีความชอบอื่นใดนอกจากชอบอ่านหนังสือแปลกใหม่ ไม่ทราบน้องชายจะอนุญาตตามคำขอที่เอาแต่ใจนี้ของข้าได้หรือไม่? อา อา แน่นอน หากน้องชายไม่สะดวก…”
“มิได้มิได้ เช่นนั้นพี่หย่งหยวนเชิญทางนี้” แม้เผยเฉียนจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมชุยโฮ่วถึงขอแบบนี้ แต่เมื่อขอมาแล้ว จะไปห้องหนังสือก็ไปสิ
ทั้งสองคนเดินย้ายมานั่งหันหน้าเข้าหากันในห้องหนังสือ ลุงฝูยกผลไม้แห้งและน้ำชามาเสิร์ฟ แล้วก็ไปยืนทอดมือรอรับใช้อยู่ด้านข้าง
ชุยโฮ่วมองซ้ายมองขวา เอ่ยปากชม “ได้ยินมาว่าตระกูลเผยแห่งเหอลั่วเป็นตระกูลบัณฑิตสืบทอดกันมา วันนี้ได้เห็นเป็นบุญตาก็เป็นดังคำเล่าลือจริงๆ มีหนังสือสะสมมากมายปานนี้ จุ๊ๆ อ้อ จริงสิ ของของน้องชายคราวก่อนพอดีมีแขกคนสำคัญมาเห็นเข้าเมื่อหลายวันก่อนและชื่นชอบมาก จึงรับซื้อไป แขกท่านนี้ก็ใจป้ำมาก อืม ส่วนแบ่งของน้องชายรอให้ถึงยามเซิน (15.00-17.00 น.) ของวันนี้พี่ชายจะให้คนนำมาส่งให้นะ”
“อ๊ะ เช่นนั้นต้องรบกวนพี่หย่งหยวนให้เหนื่อยแล้ว!”
“พูดอะไรกัน พี่ชายต่างหากที่ต้องขอบคุณน้องชาย…” ชุยโฮ่วจู่ๆ ก็ตบมือเข้าด้วยกัน “อ้อ จริงสิ เกือบลืมไปเลย ช่วงนี้ในไร่ของพี่ชายมีผลไม้ออกใหม่ จึงตั้งใจนำมาให้น้องชายได้ลิ้มรส พ่อบ้านเฒ่า รบกวนเดินไปสักเที่ยวได้ไหม? ข้าให้คนเอาไปส่งไว้ที่ตรอกด้านหลังแล้ว”
เผยเฉียนปฏิเสธไม่ได้ จึงได้แต่กล่าวขอบคุณ และให้ลุงฝูไปรับของที่ตรอกด้านหลัง
ชุยโฮ่วเห็นลุงฝูเดินออกไปแล้ว รอบข้างไม่มีใคร จึงขยับเข้าไปใกล้และถามเสียงเบา “ของวิเศษเช่นนั้น… น้องชายยังมีอีกหรือไม่? คราวก่อนแขกคนสำคัญบอกว่ามีเท่าไหร่รับซื้อหมด…”
ที่เรียกว่าของวิเศษ ความจริงก็คือลูกปัดแก้วเม็ดใหญ่ที่มีลวดลายนูน พูดให้ถูกควรจะเป็นลูกปัดหลิวหลี (กระจกสีโบราณ) เพราะเผยเฉียนไม่มีปัญญาทำให้มันบริสุทธิ์ได้ เนื้อหลิวหลีนั้นแข็งแต่เปราะบาง การแกะสลักมีความยากลำบากมาก ภายหลังคนรุ่นหลังได้คิดค้นวิธีเทียนทิ้ง (การหล่อด้วยขี้ผึ้ง) ทำให้หลิวหลีสามารถมีลวดลายและรูปทรงที่หลากหลายมากขึ้น วิธีเทียนทิ้งในการทำหลิวหลีนั้นเดิมทีต้องรอจนถึงสมัยราชวงศ์ถังถึงจะมีคนคิดค้นและนำมาใช้ เพราะเผยเฉียนในยุคหลังก็มีความชื่นชอบส่วนตัวในเรื่องหลิวหลีอยู่บ้าง สะสมไว้ไม่น้อย จึงพอจะมีความรู้อยู่บ้าง
ตอนนั้นเผยเฉียนเพิ่งหายจากไข้รากสาดใหญ่ เงินในบ้านแทบจะหมดไปกับค่ายา โชคดีที่เผยเฉียนยังจำวิธีทำหลิวหลีแบบบ้านๆ ได้ หลังจากพยายามทดลองอยู่หลายครั้ง ผ่านวิธีเทียนทิ้ง เลือกอันที่ขึ้นรูปได้ นำมาขัดเกลาอย่างประณีตจนได้ของสำเร็จรูปมาสองสามชิ้น ประจวบเหมาะกับที่เจอชุยโฮ่วในตลาด บังเอิญรู้มาว่าตระกูลชุยมีโรงรับจำนำ ก็เลยฝากชุยโฮ่วเป็นธุระจัดการขายเพื่อแลกเงินมา ถึงได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในตอนแรกมาได้
นี่ก็ถือว่าเป็นสูตรโกงเพียงหนึ่งเดียวของเผยเฉียนที่ใช้ได้ในตอนนี้ พูดไปก็แอบสมเพชตัวเองอยู่เหมือนกัน ยุคฮั่นแบ่งแยกชนชั้นกันชัดเจน 士农工商 (ปัญญาชน ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า) แม้จะไม่ได้มีระบบทะเบียนราษฎร์เหมือนในสมัยราชวงศ์หมิงยุคหลัง แต่เผยเฉียนก็ยังนับว่าเป็น “ปัญญาชน” (士) ซึ่งเป็นพวกอ่านหนังสือ ไม่สะดวกที่จะขายของตรงๆ
วิธีการซื้อขายที่เป็นที่นิยมในหมู่ “ปัญญาชน” คือการ “มอบให้” เจ้ามอบนางรำให้ข้าสองสามคน ข้ามอบม้าสายพันธุ์ดีให้เจ้าสองสามตัว ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่านี่คือการซื้อขาย เพียงแต่สวมเสื้อคลุมแห่งความสง่างามทับไว้เท่านั้น
หากเผยเฉียนต้องการเปลี่ยนของทำมือจากหลิวหลีให้กลายเป็นเงินสด วิธีที่เร็วที่สุดในตอนนั้นก็คือการจำนำ เพียงแต่ตอนนั้นบังเอิญไปเจอชุยโฮ่วเข้า ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเลือกไปโรงรับจำนำที่อื่นแล้ว
แต่หลิวหลีแบบบ้านๆ นั้นทำยากมาก สิบทั้งเก้าถ้าไม่ร้าวก็มีรูกลวง อัตราความสำเร็จต่ำเกินไป เผยเฉียนทำเพิ่มมาอีกหลายครั้ง นอกจากไม่กี่ครั้งแรกที่ยังพอมีชิ้นที่ดูเป็นผู้เป็นคนบ้าง ลอตหลังๆ ในช่วงนี้ล้วนเป็นของเสียทั้งหมด ถูกทุบทำลายทิ้งใช้ไม่ได้เลย
อีกอย่างเผยเฉียนก็รู้ดีว่าของหายากย่อมมีราคาแพง หากปล่อยของออกไปจำนวนมาก ไม่เพียงแต่จะทำให้ราคาสินค้าปั่นป่วน ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะนำภัยมาสู่ตัวเพราะการมีของมีค่าไว้ในครอบครอง ดังนั้นเขาจึงนำของที่เสร็จสมบูรณ์แค่สองสามชิ้น โดยอ้างว่าเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษให้ชุยโฮ่วช่วยขาย ส่วนของเสียอื่นๆ ล้วนทุบให้แตกละเอียดแล้วฝังกลบลึกๆ หมดแล้ว
การสร้างชื่อเสียงเป็นลูกล้างผลาญยังดีกว่าโดนคนอื่นจ้องเล่นงาน
ดูเหมือนว่าตอนนี้ชุยโฮ่วจะได้ลิ้มรสความหวานจากการซื้อขายครั้งนี้ไปไม่น้อย จึงมาหยั่งเชิงด้วยตัวเองเพื่อดูว่าพอจะมีโอกาสซื้อขายกันต่อได้อีกหรือไม่
เผยเฉียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ส่ายหน้ากล่าวว่า “พี่หย่งหยวน ไม่กลัวท่านหัวเราะเยาะหรอก การที่ข้าน้องชายจำใจต้องขายไปนั้นก็เจ็บปวดใจราวดั่งถูกมีดกรีด นี่เป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษ มาถึงมือข้าน้องชายผู้นี้… เฮ้อ…” คำถามนี้ตอบยาก ถ้าบอกว่ายังมีอีก นี่มันไม่ได้แปลว่ามีของอยู่ในมือหรอกหรือ? ไม่ดีแน่ แต่ถ้าบอกว่าไม่มี ตอนนี้เงินก็พอใช้อยู่หรอก แต่ถ้าเผลอใช้หมดจะทำยังไง ก็ต้องไม่ตัดหนทางตัวเองสิใช่ไหม?
เผยเฉียนเอาแขนเสื้อปิดหน้า ทำท่าทางเสียใจ ไม่เตรียมที่จะตอบตรงๆ ขอเนียนๆ ข้ามไปก่อนค่อยว่ากัน
ชุยโฮ่ว “แฮ่ม” ไอแห้งๆ สองสามครั้ง ในใจแอบคิดว่า เป็นไปตามที่ท่านพ่อพูดไว้จริงๆ ต้องมีปริศนาซ่อนอยู่อย่างแน่นอน ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ยังแสร้งทำเป็นเสียใจอีก น้ำตาสักหยดก็ไม่มี แกล้งทำได้ห่วยแตกเกินไปแล้ว ต้องให้น้ำตาไหลพรากแบบข้าสิถึงจะดูเหมือนจริง
แต่ชุยโฮ่วก็เข้าใจว่าเผยเฉียนไม่อยากตอบ จึงเปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ น้องชายก็อย่าได้เสียใจไปเลย… อ้อ ช่วงนี้น้องชายอ่านหนังสืออะไรอยู่หรือ? ข้าเห็นหนังสือสะสมที่นี่ไม่ต่ำกว่าพันม้วน พอจะพานำพี่ชายเบิกเนตรสักหน่อยได้หรือไม่?” อาศัยจังหวะที่เผยเฉียนยังปิดหน้าอยู่ เขาจงใจหรืออาจจะไม่ได้ตั้งใจ แตะม้วนไม้ไผ่ที่เผยเฉียนวางไว้ริมโต๊ะให้เปิดออกเล็กน้อย แอบชำเลืองมองแวบหนึ่ง เห็นตัวอักษรลางๆ ไม่กี่ตัว “…ธนูชั้นดีของข้าไร้ประโยชน์ใด…”
“อ้อ ก็เป็นแค่หนังสือธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ ดูสิพี่หย่งหยวน เล่มนี้คือบทความแคว้นฉี (ฉีลุ่น) น่าเสียดายที่น้องชายรวบรวมได้แค่สิบเอ็ดม้วน ยังมีที่สูญหายไปอีกไม่น้อย…”
ชุยโฮ่วหัวเราะแหะๆ แสร้งทำเป็นตั้งใจฟังเผยเฉียนแนะนำตำรากวีต่างๆ ให้ฟัง ในใจก็เอาแต่คิดทบทวนว่าหนังสือที่ตัวเองเคยอ่านมานั้นมีประโยคนี้อยู่หรือไม่ คิดไปคิดมากลับมืดแปดด้าน อดด่าในใจไม่ได้ว่า “ไอ้เด็กนี่มันอ่านหนังสืออะไรของมันเนี่ย?”

0 Comments