ตอนที่ 19 ศิษย์จดชื่อ
แปลโดย เนสยังหลายวันต่อมา เผยเฉียนไม่คาดคิดเลยว่า ลิยูจะแนะนำเขาให้กับชัวหยง (ช่ายหยง)
หากพูดถึงชัวหยงแล้ว เขาคือยอดคนในหมู่บัณฑิตอย่างแท้จริง แค่ตำแหน่งเกียรติยศที่เขามี เพียงหยิบขึ้นมาสักชื่อเดียวก็สามารถทำให้คนธรรมดาตาพร่ามัวได้แล้ว
มหาปราชญ์ด้านวรรณกรรมแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มหาปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์ มหาปราชญ์ด้านดนตรี มหาปราชญ์ด้านภาพวาด มหาปราชญ์ด้านอักษรวิจิตร เมื่อรวมตำแหน่ง “มหาปราชญ์” มากมายขนาดนี้เข้าด้วยกัน ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ชัวหยงยังเป็นมนุษย์ปกติอยู่หรือไม่
ในด้านวรรณกรรม ผลงานที่โด่งดังที่สุดที่ชัวหยงทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังคือ ‘ศิลาจารึกแห่งรัชศกซีผิง’ (ซีผิงสือจิง)
ในสมัยของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ชัวหยงเห็นว่าคัมภีร์ของลัทธิขงจื๊อในขณะนั้นมีการตีความที่ผิดเพี้ยนไปมาก และมีข้อผิดพลาดทางตัวอักษรมากมาย เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเข้าใจผิด เขาจึงถวายฎีกาขอให้มีการชำระคัมภีร์เหล่านี้ให้ถูกต้อง เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต ชัวหยงจึงได้คัดลายมือลงบนแผ่นศิลาด้วยตนเอง และสั่งให้ช่างแกะสลัก นำไปตั้งไว้หน้าประตูสำนักไท่เสวีย แผ่นศิลามีทั้งหมดสี่สิบหกแผ่น ศิลาจารึกเหล่านี้ถูกเรียกรวมกันว่า ‘ศิลาจารึกประตูหงตู’ หรือ ‘ศิลาจารึกแห่งรัชศกซีผิง’ เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการตรวจสอบความถูกต้องของตัวอักษรสำหรับบัณฑิตทั่วแผ่นดิน ในช่วงเวลานั้น บริเวณหน้าประตูสำนักไท่เสวียจึงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมชมและคัดลอกในแต่ละวันมากมาย รถม้ามีจำนวนมากถึงหลักพันคัน จนทำให้การจราจรติดขัดเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ในด้านดนตรี นอกเหนือจากเรื่องราวของ ‘พิณหางไหม้’ (เจียวเหว่ยฉิน) ที่เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางแล้ว ชัวหยงยังได้ประพันธ์ ‘เพลงพิณทั้งห้าของตระกูลช่าย’ ได้แก่ ‘เที่ยวชมวสันตฤดู’, ‘สายน้ำใส’, ‘ห้วงคำนึง’, ‘นั่งระทม’ และ ‘รำพึงสารทฤดู’ ซึ่งต่อมาได้นำไปรวมกับ ‘เพลงพิณทั้งสี่ของตระกูลจี’ ที่จีคัง (จีคาง) ปรมาจารย์ด้านดนตรีอีกท่านหนึ่งได้ประพันธ์ไว้ คือ ‘เพลงชิงยาว’, ‘เพลงชิงสั้น’, ‘เพลงเช่อยาว’, ‘เพลงเช่อสั้น’ และได้รับการขนานนามร่วมกันว่า ‘เพลงพิณทั้งเก้า’ ซึ่งในยุคหลังราชวงศ์ฮั่น เพลงพิณเหล่านี้ยังได้กลายมาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือกขุนนางของราชสำนักอีกด้วย
แน่นอนว่า ความสนใจของคนยุคหลังที่มีต่อชัวหยงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากบุตรสาวของเขา ชัวเอี๋ยม (ช่ายเหยียน) หรือ ช่ายเจาจี ซึ่งเรื่องนี้คงไม่ต้องกล่าวอะไรให้มากความ
ดังนั้น เมื่อลิยูแจ้งให้เผยเฉียนทราบว่าได้แนะนำเขาให้กับชัวหยงแล้ว เผยเฉียนแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง จนกระทั่งเขาได้ก้าวเข้าไปในจวนของตระกูลชัว เขาก็ยังคงรู้สึกมึนงงเหมือนอยู่ในความฝัน
ชัวหยงนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน เขาก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ชัวหยงไม่ได้ตกปากรับศิษย์มานานหลายปีแล้ว ข้อแรกคือชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ การจะรับใครเป็นศิษย์จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ข้อสองคือเรื่องวุ่นวายที่บุตรสาวของเขาต้องเผชิญ ทำให้เขาเสียใจมาก ข้อสามคืออายุที่มากขึ้น ทำให้เขาไม่มีพละกำลังพอที่จะสั่งสอนใครได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจปิดประตูไม่รับศิษย์อีก แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าลิยูไปรื้อค้นมาจากไหน ถึงได้เจอของแทนใจที่เขาเคยให้เพื่อนไว้ แล้วส่งคนนำกลับมาให้เขา พร้อมกับยื่นเงื่อนไขว่าต้องรับเผยเฉียนเป็นศิษย์ เรื่องนี้ทำให้ชัวหยงรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมาก
ตอนที่ลิยูส่งของแทนใจมาให้นั้น แน่นอนว่าเขาพูดอย่างสบายๆ และชัดเจน เขาอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า บิดาของเผยเฉียนเคยมีพระคุณต่อเขา บัดนี้เมื่อเขามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และได้รู้ว่าเผยเฉียนมีความตั้งใจจะศึกษาหาความรู้ เขาจึงใช้เส้นสายตามหาของแทนใจของชัวหยง ส่วนจะรับหรือไม่รับนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของชัวหยงเอง อย่างไรเสียเขาก็ได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว และไม่รู้สึกละอายใจแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่คำว่า “ไม่ละอายใจ” นี่แหละ ลิยูน่ะไม่ละอายใจแล้ว แต่ถ้าหากชัวหยงปฏิเสธ คำพูดที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่า “หากถือของสิ่งนี้มา ขอเพียงเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ ย่อมไม่มีคำว่าปฏิเสธ” มันจะไม่เป็นการตบหน้าตัวเองหรอกหรือ? แล้วเขาจะรู้สึก “ไม่ละอายใจ” ได้อย่างไร? หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปว่า ชัวหยงเป็นคนตระบัตสัตย์ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ชัวหยงมองดูชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางห้องโถง รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสงบเสงี่ยม หน้าตาหมดจด ก็ถือว่าพอดูได้ แต่ไม่ว่าจะรับเป็นศิษย์หรือไม่ เขาก็ยังรู้สึกอึดอัดใจอยู่ดี แต่ในเมื่อคนก็มาถึงที่แล้ว คงต้องลองหยั่งเชิงดูสักหน่อยก่อน
“เจ้าเชี่ยวชาญตำราใดบ้าง?” เจ้าเรียนอะไรมาบ้าง และถนัดอะไรล่ะ?
“ผู้น้อยมีความรู้เรื่องคัมภีร์ทั้งหกเพียงผิวเผิน แต่ชื่นชอบคัมภีร์คณิตศาสตร์เป็นพิเศษ” ต้องขอบคุณเผยเฉียนคนก่อน เขายังพอจำคัมภีร์ทั้งหกได้บ้าง แต่ถ้าจะให้ถกเรื่องปรัชญาอันลึกซึ้ง เผยเฉียนก็คงทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ล้อเล่นน่า เขาเป็นคนยุคหลังที่ผ่านการเรียนในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยมาแล้ว ต่อให้คนในยุคฮั่นจะเก่งกาจแค่ไหน เคยรู้จักเมทริกซ์ไหม รู้จักแคลคูลัสหรือเปล่า แล้วก็พวกทฤษฎีความน่าจะเป็นและสถิติอีกล่ะ…
อันที่จริงเผยเฉียนอยากจะบอกว่า ไม่เพียงแค่นั้น เขายังรู้ภาษาต่างเผ่าพันธุ์อีกสองสามภาษาด้วย แต่น่าเสียดายที่ของพวกนี้เอามาใช้ในยุคราชวงศ์ฮั่นไม่ได้เลย…
ชัวหยงประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะคณิตศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในศาสตร์ชั้นสูงในยุคราชวงศ์ฮั่น ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ง่ายๆ ในเวลานี้ ‘คัมภีร์คณิตศาสตร์โจวปี้’ เพิ่งจะถูกเขียนขึ้นมาเพียงสองสามร้อยปี เนื้อหาในตำรามักจะคลุมเครือและไม่ชัดเจน หากไม่มีจินตนาการและทักษะการคำนวณที่แข็งแกร่ง ต่อให้อ่านตัวหนังสือออกก็ยังมืดแปดด้าน ตัวอย่างเช่น ในคัมภีร์คณิตศาสตร์โจวปี้ มีคำบรรยายตอนหนึ่งว่า “หากต้องการหาระยะห่างถึงดวงอาทิตย์ในแนวทแยง ให้ใช้ระยะห่างจากเงาถึงจุดตั้งฉากเป็นความยาวฐาน ใช้ความสูงของดวงอาทิตย์เป็นความสูง นำความยาวฐานและความสูงมายกกำลังสอง นำมารวมกันแล้วถอดรากที่สอง จะได้ระยะห่างถึงดวงอาทิตย์ในแนวทแยง” ซึ่งนี่ก็คือทฤษฎีบทพีทาโกรัส หากอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็แปลว่าคณิตศาสตร์คงไม่เหมาะกับคุณแล้ว
ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ดีกว่านี้หน่อย แต่ก็แค่หน่อยเดียวเท่านั้น นั่นคือ ‘ตำราคณิตศาสตร์เก้าบท’ อันเลื่องชื่อ แต่ในเวลานี้ ‘ตำราคณิตศาสตร์เก้าบท’ ยังไม่ได้รับการชำระและอธิบายเพิ่มเติมโดยหลิวฮุย เนื้อหาจึงยังคงยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบ แม้ว่าเนื้อหาจะใกล้เคียงกับปัญหาในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ก็ยังคงจัดอยู่ในประเภทตำราที่เข้าใจยากอยู่ดี
ชัวหยงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เพราะในยุคนี้ ผู้ที่ศึกษาศาสตร์แขนงนี้มีน้อยมาก การจะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์นั้นยากยิ่งนัก เขาจึงลองตั้งโจทย์จาก ‘ตำราคณิตศาสตร์เก้าบท’ ขึ้นมาข้อหนึ่งเพื่อทดสอบ: “สมมติว่ามีเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเมืองหนึ่ง ไม่ทราบขนาดที่แน่ชัด เดินออกจากประตูทิศเหนือไปยี่สิบก้าวจะพบต้นไม้ต้นหนึ่ง เดินออกจากประตูทิศใต้ไปสิบสี่ก้าว แล้วเลี้ยวไปทางทิศตะวันตกอีกหนึ่งพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าก้าว จึงจะมองเห็นต้นไม้ต้นนั้น จงหาว่าเมืองนี้มีขนาดเท่าใด?” แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มีเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ เมืองหนึ่ง เดินออกจากประตูทิศเหนือไป 20 ก้าว จะพบต้นไม้ใหญ่เป็นจุดสังเกต จากนั้นเดินออกจากประตูทิศใต้ไป 14 ก้าว แล้วหันหน้าเดินไปทางทิศตะวันตกอีก 1775 ก้าว จึงจะมองเห็นต้นไม้ต้นนั้น คำถามคือ พื้นที่ของเมืองนี้มีขนาดเท่าใด
อย่าเห็นว่าเป็นโจทย์สั้นๆ แต่มันเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลายอย่าง นอกจากการคำนวณตัวเลขพื้นฐานแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้ทฤษฎีบทความคล้ายของรูปสามเหลี่ยม และต้องรู้จักวิธีการแก้สมการกำลังสองตัวแปรเดียว ซึ่งจัดว่าเป็นโจทย์ระดับความยากปานกลางในตำราคณิตศาสตร์เก้าบท ชัวหยงก็แค่ยกขึ้นมาสุ่มๆ เพื่อดูว่าเผยเฉียนเข้าใจคณิตศาสตร์จริงๆ หรือไม่
แต่โจทย์ระดับมัธยมต้นแค่นี้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเผยเฉียนเลย เขาขอพู่กันและกระดาษจากชัวหยง วาดแผนภาพ แล้วตั้งสมการ ชั่วพริบตาก็ได้คำตอบออกมา
ชัวหยงยื่นคอเข้ามาดูอยู่ข้างๆ แผนภาพนี้พอจะเดาออกว่าเป็นแผนภาพจำลอง แต่สัญลักษณ์แปลกๆ อย่างพวกตัวอักษรเอบีซีดีและตัวเลขหนึ่งสองสามสี่บนแผนภาพนี่มันคืออะไรกัน? เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะถาม แต่ก็รู้สึกกระดากใจ
ความจริงแล้วเผยเฉียนตั้งใจจะเอาโจทย์คณิตศาสตร์ชวนปวดหัวเรื่องการจ่ายค่าที่พัก 30 บาทในยุคหลังมาอวด แต่คิดไปคิดมาก็ล้มเลิกความตั้งใจ เพราะโจทย์เรื่องค่าที่พัก 30 บาทนี้มันมีความไม่สมเหตุสมผลซ่อนอยู่ เอาไว้คุยเล่นในวงสนทนาทั่วไปก็คงพอได้ แต่ถ้ามาเจอกับปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างชัวหยงแล้วถูกจับผิดได้ เขาอาจจะลามไปถึงเรื่องนิสัยใจคอของคนตั้งโจทย์ แล้วมันจะไม่สนุกเอา เผลอๆ อาจจะถูกมองว่าเป็นคน “ปลิ้นปล้อน” และชีวิตก็คงจะพังทลายลงไปเลย
ดังนั้น การทำตัวเป็นเด็กดีน่าจะดีกว่า ใครๆ ก็ชอบคนซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ?
เมื่อคำนวณเสร็จ เผยเฉียนก็ยืนทอดมืออยู่ด้านข้าง ทำท่าทางเหมือนนักเรียนที่เชื่อฟัง
ชัวหยงพิจารณาอย่างละเอียด ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ยอมรับในความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเผยเฉียน “เอาเถอะ ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์จดชื่อ (ศิษย์ไม่เป็นทางการ) ก็แล้วกัน ทุกวันที่สามและวันที่สิบสอง เจ้าสามารถไปฟังข้าสอนที่สำนักไท่เสวียได้ ส่วนทุกวันที่ห้าและวันที่ยี่สิบ หากเจ้ามีข้อสงสัยใดๆ ก็สามารถมาถามข้าได้ที่นี่ ตกลงหรือไม่?” ศิษย์จดชื่อก็ถือเป็นศิษย์เหมือนกัน แบบนี้ก็ถือว่าเขาไม่ได้ตระบัตสัตย์ ส่วนจะมีโอกาสได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการหรือไม่นั้น เอาไว้ว่ากันทีหลัง ตอนนี้ขอไล่ไปก่อน จะได้เอากระดาษคำตอบของเผยเฉียนไปถามบุตรสาวสุดที่รักดูว่านางเข้าใจหรือไม่

0 Comments