ตอนที่ 164 ไร้พรรคพวก ย่อมมิอาจรวมเป็นกลุ่มอำนาจ
แปลโดย เนสยังหยวนซู่มีความคิดที่จะรับสมัครเฟยเฉียน แต่ในใจของหยางหงกลับไม่ได้เต็มใจนัก
เมื่อไม่นานมานี้หยวนซู่เพิ่งจะบอกเขาว่า ในตระกูลหยวนแห่งเมืองหรู่หนานมีชายผู้หนึ่งนามว่าหยวนอิ้น ซึ่งเป็นหลานชายของหยวนซู่ กำลังเตรียมจะมาพึ่งพิง ในใจของหยางหงก็รู้สึกกระตุกไปวูบหนึ่งแล้ว ตอนนี้กลับมีเฟยเฉียนโผล่มาอีกคน ช่างเป็นเรื่องที่…
ส่วนสำหรับเหยียนเซี่ยงแล้ว การที่เฟยเฉียนจะเข้ารับราชการกับหยวนซู่หรือไม่นั้น ก็ไม่ได้สำคัญอะไร เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะชาติกำเนิดของเหยียนเซี่ยงเองนั้นค่อนข้างต่ำต้อย ไม่อาจเทียบกับตระกูลหยางแห่งหงหนงได้เลยแม้แต่น้อย การได้ดำรงตำแหน่งจู่ปู้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรมากมาย ดังนั้นถึงแม้ว่าเฟยเฉียนจะมาพึ่งพิงหยวนซู่จริงๆ เหยียนเซี่ยงก็ไม่ได้มีความคิดเห็นขัดข้องอันใด
เพียงแต่… เหยียนเซี่ยงก้มหน้าลง นึกถึงคำพูดที่หยางหงเคยมาหาเขาเป็นการส่วนตัว แล้วก็ยังรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ไร้ซึ่งพรรคพวก ย่อมมิอาจรวมเป็นกลุ่มอำนาจ ในเวลานี้ หยางหงผู้พลัดถิ่นห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน ก็กำลังต้องการหาผู้สนับสนุนอย่างเร่งด่วน ดังนั้นภายใต้ความพยายามผูกมิตรของหยางหง ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับเหยียนเซี่ยงก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
การแบ่งพรรคแบ่งพวกนั้นถือเป็นธรรมเนียมดั้งเดิมของชาวหัวเซี่ย ภัยจากการห้ามคบค้าสมาคมกับพรรคพวกที่เกิดขึ้นในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ก็มีสาเหตุมาจากการแบ่งพรรคแบ่งพวกนี่แหละ
ราชสำนักต้องการขุนนางมาปฏิบัติราชการ แต่ในระหว่างที่ขุนนางเหล่านั้นปฏิบัติงาน เพื่อที่จะกดขี่หรือแม้แต่โจมตีศัตรูทางการเมือง เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตนหรือผลประโยชน์ของกลุ่มให้ได้มากที่สุด จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัยความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ เช่น ศิษย์ร่วมสำนัก คนบ้านเดียวกัน คนในตระกูลเดียวกัน และอื่นๆ มาจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ พรรคพวกในรูปแบบต่างๆ จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุนี้
เมื่อผลประโยชน์ต่างๆ เข้ามาพัวพันกันจนยุ่งเหยิงราวกับปมเชือก การต่อสู้แย่งชิงระหว่างพรรคพวกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน การบริหารบ้านเมืองจึงค่อยๆ เบี่ยงเบนออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง และก้าวเข้าสู่เส้นทางอันเลวร้าย
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับราชวงศ์ที่ถือว่ามีอายุยืนยาวพอสมควรอย่างราชวงศ์ฮั่น ปัญหาเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกก็หยั่งรากลึกจนแยกไม่ออก กลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่พบเห็นได้ทั่วไปเสียแล้ว
การที่หยวนซู่เปิดจวนตั้งที่ทำการ ก็ถือเป็นเสมือนราชสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้เช่นกัน
เดิมทีความคิดของหยางหงคือการดึงตัวเหยียนเซี่ยงมาเป็นพวก เพื่อต่อต้านคนของตระกูลหยวนที่จะเข้ามาร่วมด้วยในอนาคต อย่างไรเสียตระกูลหยวนก็ยิ่งใหญ่เพียงนั้น ย่อมต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่จะมาขอพึ่งพิง สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
ดังนั้นก่อนที่คนของตระกูลหยวนจะมาถึง การผูกมิตรกับเหล่าเสมียนรวมถึงเหยียนเซี่ยงไว้ล่วงหน้า จึงเป็นกลยุทธ์การดำเนินงานที่ดีที่สุดของหยางหงในเวลานี้
แต่คาดไม่ถึงว่า จู่ๆ จะมีเฟยเฉียนโผล่เข้ามาแทรก
หากเฟยเฉียนผู้นี้ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหลิวเปี่ยวก็ยังพอว่า แต่นึกไม่ถึงว่าในฐานะทูตของหลิวเปี่ยว เขาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ ของหลิวเปี่ยวเลย! หยางหงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผู้ว่าการรัฐจิงโจว หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงผู้นี้ ในหัวของเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่…
โชคดีที่เฟยเฉียนบอกว่ายังต้องเดินทางไปเมืองลั่วหยางเพื่อตามหาไช่ยงผู้เป็นอาจารย์ มิเช่นนั้นหยางหงก็คงยังไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้ดีที่สุด
“ความตั้งใจของนายท่านที่ต้องการดึงดูดผู้มีปัญญา เพื่อแสดงปณิธานอันยิ่งใหญ่ประดุจนกคุนเผิงนั้น ข้าน้อยรู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง เฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียนผู้นี้ ได้เกี่ยวดองกับตระกูลหวงแห่งจิงเซียง ก็ถือว่าใช้งานได้ เพียงแต่เมื่อกลางวันเขาได้กล่าวถึงการเดินทางในครั้งนี้ว่าเป็นการไปตามหาอาจารย์ของตน เกรงว่าคงจะยากที่จะรั้งตัวเขาไว้ได้ในเร็ววัน” หยางหงกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับกำลังยืนอยู่ในมุมมองของหยวนซู่และพิจารณาปัญหาแทนเขา
เหยียนเซี่ยงที่ก้มหน้าอยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย คำพูดของหยางหงฟังดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร ทว่าเหยียนเซี่ยงกลับฟังออกถึงความนัยที่แฝงอยู่ เพียงแต่แม้เขาจะฟังออก แต่ก็ไม่อาจพูดออกไปตรงๆ ได้ จึงทำได้เพียงก้มหน้าเงียบต่อไป
หยวนซู่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าเองก็กังวลอยู่เช่นกัน หากไปขัดขวางสายสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ของเขา ก็คงจะดูไม่ค่อยดีนัก”
นี่คือเหตุผลที่หยวนซู่รู้สึกลังเลมาโดยตลอด
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่หยวนซู่ยังหนุ่มและอาศัยอยู่ในเมืองลั่วหยาง ในช่วงวัยรุ่นที่คึกคะนองและทะนงตัว ร่วมกับหยวนเซ่าและเฉาเชา พวกเขามักจะรวมตัวกันไปทำกิจกรรมสนุกสนานต่างๆ ทั้งล่าสัตว์ด้วยเหยี่ยวและสุนัข ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ในเวลานั้น หยวนซู่ หยวนกงลู่ มีฉายาที่โด่งดังและได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ ‘รักความยุติธรรมและชอบช่วยเหลือผู้อื่น’ ดังนั้นเขาจึงมีความรู้สึกดีๆ ต่อการกระทำของเฟยเฉียนที่ยอมสละตำแหน่งขุนนางเพื่อความถูกต้อง
ดังนั้นในใจของหยวนซู่ ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าควรปล่อยให้เฟยเฉียนไปทำหน้าที่ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ให้สำเร็จ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าเฟยเฉียนมีกลุ่มตระกูลใหญ่แห่งจิงเซียงหนุนหลังอยู่ หากปล่อยไปเช่นนี้ก็คงจะน่าเสียดาย…
หยางหงได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง สิ่งที่เขากังวลคือหยวนซู่จะเสนอตำแหน่งและผลตอบแทนสูงๆ เพื่อรั้งตัวเฟยเฉียนเอาไว้ และหากพูดถึงตำแหน่งระดับสูง จะมีตำแหน่งใดใหญ่ไปกว่าตำแหน่งจั่งสื่อของแม่ทัพทัพหลังได้อีกเล่า?
แต่นั่นก็ยังไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก หากหยวนซู่เกิดรู้สึกว่ากลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียงมีแรงดึงดูดมากกว่า แล้วเปลี่ยนใจกะทันหันขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ดังนั้นหยางหงจึงกลอกตาไปมา จู่ๆ ก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น จึงกล่าวว่า “ความตั้งใจของนายท่านที่รักใคร่คนเก่งนั้น ข้าน้อยเข้าใจดีขอรับ ตอนนี้ข้าน้อยมีแผนการหนึ่ง ที่จะสามารถผูกมัดใจของเขาได้…”
หยวนซู่กล่าวว่า “ขอยินรายละเอียดหน่อยเถิด”
หยางหงชี้ไปที่จดหมายบนโต๊ะของหยวนซู่ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “การที่หลิวจิงโจวแอบให้อีจีปั๋วเอาจดหมายมาส่งในยามวิกาลเช่นนี้ ส่วนใหญ่น่าจะปิดบังเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียนไว้ ดังนั้นนายท่านอาจจะลองแสดงความจริงใจออกมา ย่อมต้องทำให้เขาซาบซึ้งในคุณธรรมอันสูงส่งของนายท่านอย่างแน่นอนขอรับ”
หยวนซู่หยิบจดหมายขึ้นมาอีกครั้ง อ่านคร่าวๆ อีกรอบ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่หยางหงพูดนั้นมีเหตุผล
ไม่มีใครชอบความรู้สึกที่ถูกปิดบัง ดังนั้นการที่หยางหงเสนอให้ทำเช่นนี้ ประการแรกคือเพื่อให้เฟยเฉียนได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้วในการเป็นทูตครั้งนี้ หลิวเปี่ยวได้ลอบจัดการเรื่องบางอย่างลับหลังเขา ทำเช่นนี้ เฟยเฉียนย่อมต้องเกิดความไม่พอใจหลิวเปี่ยว แม้ว่าในอนาคตหลิวเปี่ยวจะต้องการใช้งานเขา เฟยเฉียนก็คงจะต้องเก็บไปคิดทบทวนดูอีกครั้ง ประการที่สองคือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเปิดเผยและจริงใจของตัวหยวนซู่เอง ที่มองเฟยเฉียนเป็นดั่งคนในครอบครัวและไม่มีอะไรปิดบัง หากเฟยเฉียนต้องการแสวงหาความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในอนาคต หยวนซู่ย่อมต้องอยู่ในอันดับต้นๆ ของตัวเลือกอย่างแน่นอน…
ทว่าเหยียนเซี่ยงกลับพิจารณาได้ถี่ถ้วนกว่า แม้การเอาจดหมายฉบับนี้ให้ดูจะทำให้เกิดผลลัพธ์สองประการดังที่กล่าวมา ทว่าในขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีผลลบตามมาด้วย ซึ่งหยางหงไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน และดูจากท่าทางของหยวนซู่แล้วก็คงจะนึกไม่ถึงเช่นกัน แต่ว่าเขาควรจะพูดมันออกไปดีหรือไม่?
เหยียนเซี่ยงปรายตามองหยางหงแวบหนึ่ง แต่กลับเห็นว่าหยางหงส่ายหน้าเบาๆ
ช่างเถอะ ปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ก็แล้วกัน
เหยียนเซี่ยงคิดในใจ หากเฟยเฉียนไม่รู้ซึ้งถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ แล้วผลีผลามทำอะไรลงไปจนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดี นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียนไม่ใช่คนฉลาดหลักแหลม ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องไปใส่ใจ
แต่ทว่า หากเฟยเฉียนสามารถเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ได้ เขาอาจจะคิดว่าเป็นความประสงค์ของหยวนซู่เอง เช่นนั้นความตั้งใจที่จะมารับใช้หยวนซู่ก็คงจะลดลงไปบ้าง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เป้าหมายของหยางหงก็บรรลุผลเช่นเดียวกัน หากมองในแง่ของความสำเร็จในอุดมการณ์ของนายท่านแล้ว…
เฮ้อ เห็นแก่หน้าหยางหง ครั้งนี้ก็ปล่อยผ่านไปสักครั้งแล้วกัน… อย่างไรเสียเวลานี้จุดสำคัญอยู่ที่การปราบต่งจั๋ว เรื่องจิงเซียงยังพอวางไว้ก่อนได้ ถึงเวลานั้นหากจำเป็นต้องอธิบายให้ฟังก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร…
ขณะที่เหยียนเซี่ยงกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ หยวนซู่ก็ตกลงตามข้อเสนอของหยางหงแล้ว เขาได้มอบจดหมายให้หยางหง เพื่อให้นำไปให้เฟยเฉียนดูหลังจากรุ่งสางเมื่อมีโอกาส
ในขณะนั้นเอง เปลวเทียนภายในโถงก็เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ทำให้แสงสว่างหรี่ลงไปบ้าง ทั้งสามคนหันไปมอง จึงพบว่าเทียนหลายเล่มกำลังจะมอดดับลงแล้ว
หยวนซู่ขมวดคิ้ว ร้องเรียกสาวใช้ให้รีบนำเทียนมาเติม
พวกคนรับใช้ที่คอยรับใช้อยู่หน้าโถงรีบเข้ามา เปลี่ยนเทียนเล่มใหม่ให้ แล้วสอบถามว่าต้องการน้ำชาหรือขนมเพิ่มอีกหรือไม่ เพราะตอนนี้ใกล้จะหมดปลายยามอิ๋นแล้ว
ในตอนนี้เองที่ทั้งสามคนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า พวกเขาได้ถกเถียงกันมาตลอดทั้งคืนโดยไม่รู้ตัว และในขณะนี้ ม่านรัตติกาลที่เคยดำมืดก็กำลังค่อยๆ จางหายไป ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาบ้างแล้ว ที่ขอบฟ้าเบื้องตะวันออก แสงสีแดงสายหนึ่งกำลังค่อยๆ ทอประกายขึ้นมา…
วันใหม่มาเยือนอีกคราแล้ว
หยวนซู่ยกแขนเสื้อขึ้นบังหน้าไว้ แอบหาววอดใหญ่หลังแขนเสื้อ การอดหลับอดนอนมาทั้งคืนทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง จึงกล่าวกับหยางหงและเหยียนเซี่ยงว่า “พวกท่านทั้งสองก็เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว มิสู้พักผ่อนอยู่ที่นี่สักครู่เถิด รอให้ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ค่อยไปจัดการราชการต่อก็ยังไม่สาย”
ทั้งสองรีบกล่าวขอบคุณ หยวนซู่พยักหน้า กำชับให้คนรับใช้คอยปรนนิบัติดูแลหยางหงและเหยียนเซี่ยงระหว่างพักผ่อนและรับประทานอาหารให้ดี ส่วนตัวเองก็กลับไปนอนพักผ่อนที่เรือนด้านหลัง
ในวันนั้น ซุนเจียนได้เสนอชื่อซูไต้ ชาวเมืองอู๋ ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน ให้มาปฏิบัติหน้าที่แทนตำแหน่งเจ้าเมืองฉางซา…

0 Comments