ตอนที่ 152 กินข้าว กินข้าว
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนคิดว่าตัวเองค่อนข้างถนัดเรื่องการคาดเดาจิตใจคน อย่างไรเสียก็เคยทำงานในโลกยุคหลังมานาน แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร แต่นั่นก็เป็นเพราะเฟยเฉียนขี้เกียจ ไม่ใช่เพราะเขาโง่
เป็นพนักงานระดับล่างมันสบายจะตาย ทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จ พอเลิกงานก็ปัดตูดกลับบ้านได้เลย ถ้าพอใจก็ไปทักทายหัวหน้าสักหน่อย ถ้าไม่พอใจก็แกล้งทำเป็นดูมือถือ ก้มหน้าก้มตาเดินหนีไปเงียบๆ…
แต่ถ้าเป็นหัวหน้างานระดับล่าง ก็ต้องคิดให้เยอะขึ้น เลิกงานเร็วไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ต่ออีกหน่อย ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่มีงาน ก็ต้องแกล้งทำเป็นยุ่ง ไม่อย่างนั้นนอกจากเบื้องบนจะไม่พอใจแล้ว ลูกน้องข้างล่างก็จะมีปัญหาด้วย
ดังนั้นเมื่อตัดเรื่องหวงจงออกไป แค่เพียงหลิวผานที่หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง ส่งมา เฟยเฉียนก็สามารถจับความรู้สึกดูแคลนที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขาได้
แต่ในทางกลับกัน การที่หลิวผานดูถูกเขาก็ถือเป็นเรื่องดี
เฟยเฉียนเดาว่า หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง น่าจะสั่งการหลิวผานไว้ก่อนออกเดินทาง อย่างไรเสียสิ่งที่เขาถืออยู่ในมือก็มีเพียงเอกสารธรรมดาๆ คล้ายหนังสือทักทาย และคทาอาญาสิทธิ์ที่ผูกไว้หน้ารถม้าเพื่อแสดงตัวว่าเป็นตัวแทนของหลิวเปี่ยว โดยไม่มีอำนาจที่แท้จริงใดๆ เลย
แม้ว่าหลิวผานจะมีตำแหน่งเป็นรองทูตในนาม แต่ในความเป็นจริงเขากลับควบคุมทหารแปดร้อยนาย ในมุมมองหนึ่ง น้ำหนักของหลิวผานจึงมากกว่าเขาเสียอีก
แต่ก็ช่างเถอะ…
ครั้งนี้เมื่อขบวนของเฟยเฉียนมาถึงสถานีม้าเร็ว แน่นอนว่าไม่สามารถให้ทุกคนเข้าไปพักด้านในได้ทั้งหมด จึงต้องตั้งเต็นท์พักแรมที่ด้านข้างสถานี โดยอิงกับกำแพงของสถานี
นำรถม้ามาเรียงต่อกันเป็นกำแพงชั่วคราว จากนั้นทหารก็ไปหาท่อนไม้มาทำเป็นเครื่องกีดขวางเขากวางเพื่อใช้เป็นประตูค่ายชั่วคราว…
เฟยเฉียนส่ายหน้า เอาเถอะ ก็คงต้องทำใจยอมรับไปก่อน อย่างไรเสียตอนนี้ทหารเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ใต้การบังคับบัญชาของเขา…
ตามหลักการแล้ว เฟยเฉียนสามารถเข้าไปพักผ่อนในสถานีได้ แม้ว่าสภาพภายในสถานีจะแย่แค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเต็นท์กลางแจ้ง แต่เฟยเฉียนรู้สึกว่าการอยู่ด้านนอกน่าจะดีกว่า
เฟยเฉียนนั่งอยู่ในรถม้า เรียกหวงเฉิงมาหา แล้วแอบส่งเงินให้เขาจำนวนหนึ่ง พร้อมกับสั่งการบางอย่าง หวงเฉิงรับคำสั่งแล้วก็จากไป
ในยุคราชวงศ์ฮั่น แทบจะไม่มีทหารช่างเฉพาะทาง ทหารทุกคนต้องทำได้หลายหน้าที่ อย่าคิดว่าพลธนูจะยิงธนูเป็นอย่างเดียว หากจำเป็น พลธนูก็สามารถชักดาบออกไปสู้รบได้ และแน่นอนว่าการตั้งเต็นท์หรือตัดไม้ก็ทำได้สบายมาก
ตามระบบการทหาร โดยทั่วไปแล้วสิบคนจะอยู่เต็นท์เดียวกัน และสิบคนนี้ก็จะกินข้าวหม้อเดียวกันด้วย ดังนั้นทหารหนึ่งสือ (สิบคน) จึงถูกเรียกว่าหนึ่งหั่ว (หนึ่งหม้อ)
พระอาทิตย์ในฤดูหนาวตกดินเร็วมาก หลังจากตั้งค่ายเสร็จไม่นาน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง
เฟยเฉียนลงจากรถม้า เดินเข้าไปในเต็นท์ของเขา
เต็นท์ไม่ได้ใหญ่มากนัก เนื่องจากไม่ใช่เต็นท์แม่ทัพ จึงไม่จำเป็นต้องสร้างใหญ่โต
เฟยเฉียน หวงจง และหวงเฉิง นอนเต็นท์เดียวกัน สามคนถือว่ากว้างขวางเพียงพอ หวงโต่วเป็นช่างฝีมือประจำกองทัพ แต่ในตอนกลางวันเขาก็เป็นคนขับรถม้าให้เฟยเฉียน หวงโต่วจึงมักจะนอนบนรถม้าของเฟยเฉียน เพื่อคอยเฝ้าของบนรถไปด้วย
หลังจากตั้งค่ายเสร็จ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการตั้งหม้อหุงข้าว เนื่องจากไม่มีทหารรับใช้เรื่องอาหารโดยเฉพาะ จึงต้องแจกจ่ายอุปกรณ์ทำอาหารให้แต่ละเต็นท์ แล้วก็ต่างคนต่างทำ ทหารทั่วไปมักจะต้มข้าวต้ม โยนผักป่าหรืออะไรก็ตามที่หาได้ลงไป ต้มรวมกันลวกๆ ก็ถือว่ากินได้แล้ว
ผ่านไปสักพัก หวงเฉิงก็เข้ามาในเต็นท์ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าให้เฟยเฉียน เป็นสัญญาณว่าจัดการเรื่องที่สั่งเรียบร้อยแล้ว
หวงจงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม เขาเพียงแต่นั่งเงียบๆ บางทีในสายตาของเขา ทุกเรื่องบนโลกนี้คงเทียบไม่ได้กับอาการป่วยของลูกชายเขา
บันทึกประวัติการป่วยที่เฟยเฉียนเป็นคนเก็บไว้ หวงจงก็ขอไปเก็บรักษาไว้อย่างระมัดระวังในอกเสื้อ และมักจะหยิบออกมาลูบคลำอยู่เสมอ
เฟยเฉียนเองก็ไม่รู้ว่าหลุมพรางที่เขาขุดไว้ หลิวผานจะตกลงไปหรือไม่ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการคำนวณง่ายๆ หากหลิวผานฉลาดสักหน่อย…
ผ่านไปสักพัก แต่ละเต็นท์ก็เริ่มทำอาหาร ควันไฟลอยคลุ้ง กลิ่นข้าวต้มและอาหารอื่นๆ เริ่มลอยฟุ้งไปทั่ว…
ไม่นานนัก ก็เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยที่ด้านนอก…
หวงเฉิงที่อยู่ด้านข้าง นำท่อนไม้มาประกอบเป็นโครงตั้งเตา แล้วแขวนหม้อเตรียมทำอาหารเช่นกัน
เฟยเฉียนเฝ้ามองอย่างเงียบๆ และรอคอย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา หลิวผานเดินเข้ามาในเต็นท์ด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น เมื่อเห็นเฟยเฉียน เขาก็เพียงแค่ประสานมือคารวะลวกๆ เป็นการทักทาย
เฟยเฉียนยิ้มและกล่าวว่า “จ้งเจี้ยนมาพอดีเลย ข้าวใกล้จะสุกแล้ว มากินด้วยกันไหม?”
หากเฟยเฉียนไม่พูดเรื่องข้าวก็คงไม่เป็นไร แต่พอพูดขึ้นมา หลิวผานก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากล่าวเสียงดังว่า “ท่านทูตเฟย เหตุใดจึงลำเอียงเช่นนี้! หรือว่าพวกเราไม่ใช่ลูกน้องของท่านทูตแล้วหรือ?”
“จ้งเจี้ยน เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?”
หลิวผานชะโงกหน้าไปมองหม้อที่กำลังต้มอยู่ แล้วก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะ ชี้มือไปพลางกล่าวว่า “เหตุใดทหารร้อยกว่านายที่ท่านทูตเฟยพามา ถึงได้มีเนื้อกินกันถ้วนหน้า แต่ทหารของข้ากลับไม่มีเลยสักชิ้น? ท่านยังจะมาถามข้าอีกหรือว่าทำไม?”
เฟยเฉียนปั้นหน้าขรึม หันไปถามหวงเฉิงว่า “ซูเย่ มีเรื่องเช่นนี้หรือ?”
หวงเฉิงรีบคุกเข่าลง ก้มหน้าตอบว่า “…มีเรื่องเช่นนี้จริงขอรับ…”
หลิวผานเงยหน้าส่งเสียง “ฮ่า” ออกมา กล่าวอย่างดูแคลนว่า “ท่านทูตเฟย นี่หรือคือวิธีการคุมทัพของท่าน? การอยู่ในกองทัพ สิ่งสำคัญที่สุดคือความยุติธรรมและเข้มงวด ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด การแบ่งปันเสบียงในกองทัพตามอำเภอใจเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก…”
จู่ๆ หวงเฉิงก็ขัดจังหวะหลิวผาน “…แต่เนื้อแห้งนั่นไม่ใช่เสบียงของกองทัพ! เป็นเงินที่พวกเราควักกระเป๋าซื้อเองจากสถานีม้าเร็ว!”
หลิวผานเหมือนถูกบีบคอ ส่งเสียง “เอ่อ” ออกมา อ้าปากค้าง ขยับปากสองสามที แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
หวงเฉิงกล่าวต่อ “…เพราะพวกเราเพิ่งจะเคยพบปะกับพี่น้องทหารเป็นครั้งแรก ประจวบเหมาะกับที่สถานีม้าเร็วมีเนื้อขาย จึงตกลงกันว่าจะลงขันซื้อมาแบ่งปันให้พี่น้องได้กินของดีๆ การทำเช่นนี้มันผิดตรงไหนหรือ? หรือว่าต้องยอมให้พี่น้องกินผักป่า แทนที่จะซื้อของอร่อยให้กิน…”
เฟยเฉียนสั่งคนให้นำเนื้อแห้งทั้งหมดที่ขนมาในรถสัมภาระออกมา จากนั้นก็เปิดสมุดบัญชี แล้วกล่าวว่า “เนื้อแห้งที่นำมาในครั้งนี้มีสี่กระสอบ รวมน้ำหนักหนึ่งร้อยจิน ทั้งหมดอยู่ที่นี่ ปากถุงยังปิดสนิท ไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย…”
เฟยเฉียนยิ้มและหันไปกล่าวกับหลิวผานว่า “จ้งเจี้ยน ท่านเห็นหรือไม่? ไม่ทราบว่าจ้งเจี้ยนยังมีเรื่องอันใดอีกหรือไม่?”
หลิวผานยิ้มแห้งๆ อย่างเก้อเขิน กล่าวว่า “ไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว…”
“ดี!” เฟยเฉียนพยักหน้า จากนั้นก็หุบรอยยิ้มลง และกล่าวว่า “ในเมื่อท่านไม่มีอะไรแล้ว งั้นมาพูดเรื่องของข้าบ้าง! เมื่อครู่จ้งเจี้ยนกล่าวได้ถูกต้อง การอยู่ในกองทัพ สิ่งสำคัญที่สุดคือความยุติธรรมและเข้มงวด ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด…”
“การบุกรุกเข้าเต็นท์แม่ทัพโดยไม่ได้ขออนุญาต มีความผิดสถานใด?”
“การปล่อยข่าวลือสร้างความวุ่นวาย ไร้เหตุผลอันควร มีความผิดสถานใด?”
“การด่าทอไร้มารยาท ทำให้กองทัพตื่นตระหนกโดยไม่มีสาเหตุ มีความผิดสถานใด?”
เมื่อถูกเฟยเฉียนตั้งคำถามรัวๆ ใบหน้าของหลิวผานก็สลับสีไปมา ทั้งเขียวทั้งขาว เขากัดฟันกรอด แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหวงจงเอามือกุมด้ามดาบ ก้าวมายืนอยู่เบื้องหลังเฟยเฉียน…

0 Comments