ตอนที่ 125 สนทนายามค่ำคืนริมธารหลู่ซี
แปลโดย เนสยังท้องฟ้ายามค่ำคืนในยุคราชวงศ์ฮั่น หมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ
นี่คือทิวทัศน์ที่เฟยเฉียนไม่อาจหาดูได้ในโลกยุคหลัง ทางช้างเผือกทอประกายพาดผ่านผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ดวงดาวนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะดวงเล็กหรือดวงใหญ่ ล้วนส่องสว่างชัดเจน ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
แม้ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว แต่เฟยเฉียนกลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ทำให้เขาประหลาดใจเกินไป…
รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำไหลรินจากลำธารที่ทอดตัวลงมาจากเขาหลู่ซานเบื้องหน้า กระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง และไหลรี่ไปไกลแสนไกล
เฟยเฉียนหยิบก้อนหินขึ้นมา โยนลงไปในน้ำเกิดเสียง ‘จ๋อม’ จากนั้นก็กระชับเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่สวมอยู่ให้แน่นขึ้น
ตอนนี้ความรู้สึกของเฟยเฉียนซับซ้อนมาก ก่อนหน้านี้เขาเคยคาดเดาถึงสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นไว้บ้างแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้ กะทันหันจนเขาตั้งตัวไม่ติด
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง เฟยเฉียนหันไปมอง ก็พบว่าเป็นผางถ่งที่สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ออกมาเช่นกัน
เมื่อผางถ่งเห็นเฟยเฉียน เขาก็ยิ้มแห้งๆ แล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมเมื่อคืนข้าถึงนอนไม่หลับ?”
เรื่องนี้น่ะหรือ…
เฟยเฉียนพยักหน้า ตอบอย่างจนใจว่า “อืม ตอนนี้รู้แล้ว”
ที่แท้ผู้มาใหม่อย่างสวีซู่ ดันเป็นคนนอนกรน แถมยังกรนเสียงดังสนั่นลั่นทุ่ง…
เรือนที่เฟยเฉียนสร้าง แม้จะใช้ไม้กระดาน อุดรอยต่อด้วยหญ้าคาและดินเหลือง แต่การเก็บเสียงก็ย่อมเทียบไม่ได้กับคอนกรีตเสริมเหล็กในโลกยุคหลัง ดังนั้น เมื่อตกกลางคืนและสวีซู่เริ่มเปิดโหมดเครื่องยนต์รถไฟ ผางถ่งที่อยู่ห้องติดกันก็ย่อมต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ…
คนฉลาดมักจะมีความคิดเยอะ เรื่องที่ต้องคิดในแต่ละวันก็มีมาก สมองจึงตื่นตัวกว่าคนทั่วไป ในยามค่ำคืนจึงมักจะถูกรบกวนได้ง่าย มีเสียงดังกุกกักนิดหน่อยก็ตื่นแล้ว ดังนั้นเสียงกรนสนั่นหวั่นไหวของสวีซู่ จึงทำให้ผางถ่งตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ยิ่งอยากนอนก็ยิ่งรู้สึกว่าเสียงกรนดังขึ้น ยิ่งฟังก็ยิ่งนอนไม่หลับ
ส่วนจ่าวจือนั้น ห้องพักอยู่ไกลออกไป อีกทั้งยังอยู่ในวัยที่ต้องการการพักผ่อนมากที่สุด แถมแต่ละวันจ่าวจือก็มักจะวิ่งวุ่นอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ใช้พลังงานไปมาก ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงเรือนและล้มตัวลงนอน ต่อให้ฟ้าผ่าก็ไม่ตื่น…
ความซวยจึงตกอยู่ที่ผางถ่งแต่เพียงผู้เดียว
อ้อ ตอนนี้ต้องรวมเฟยเฉียนเข้าไปด้วยอีกคน
สำหรับเรื่องนี้ เฟยเฉียนเองก็จนปัญญา เพราะเขารู้ดีว่าอาการนอนกรนไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตัวจะควบคุมได้ จะให้เอาผ้าไปอุดปากสวีซู่ตอนนอนก็คงไม่ได้
เฟยเฉียนแอบเดาอย่างมีอคติว่า ในความทรงจำจากยุคหลัง ดูเหมือนว่าหลิวเป้ยพอเจอจูเก๋อเหลียงปุ๊บก็แทบจะลากไปนอนเตียงเดียวกันทันที แต่กับสวีซู่ กลับไม่เห็นมีพฤติกรรมแบบนั้นเลย ถ้าให้เดา ก็คงไม่พ้นเรื่องเสียงกรนขั้นเทพของสวีซู่นี่แหละ แน่นอนว่ารูปร่างหน้าตาบึกบึนแบบนั้นก็คงไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่นัก…
เฟยเฉียนตบไหล่ผางถ่งแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ข้าจะหาวิธีช่วยเจ้า น่าจะทำให้หลังจากนี้เจ้านอนหลับสบายขึ้นบ้าง…”
เฟยเฉียนคิดว่าถ้าไม่มีทางเลือกอื่น ก็คงต้องสร้างกำแพงซับเสียงให้สวีซู่ แม้มันอาจจะกินพื้นที่ในห้องของสวีซู่ไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง
แน่นอนว่าในยุคราชวงศ์ฮั่นคงหาฟองน้ำซับเสียงไม่ได้ แต่ถ้าใช้หลักการเดียวกัน ก็อาจจะลองใช้วัสดุเส้นใยอย่างฝ้าย ป่าน หรือกระดาษมาจำลองดู ขอแค่ลดระดับความดังของเสียงกรนสวีซู่ลงได้บ้างก็น่าจะพอทนได้แล้ว…
“จริงหรือ?! ดีเลย!” ผางถ่งดีใจมาก สำหรับคนที่ถูกรบกวนด้วยคลื่นเสียงมาหลายคืน สิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดก็คือการได้นอนหลับเต็มอิ่มสักคืน
ความกลุ้มใจของผางถ่งยังพอมีทางแก้ แต่ความกลุ้มใจของเฟยเฉียนนี่สิ แก้ไขได้ยากกว่ามาก
เมื่อนึกถึงตอนที่มีการแต่งงานระหว่างตระกูลหลิวและตระกูลช่าย ตัวเขายังเคยถอนหายใจว่านั่นมันการแต่งงานทางการเมืองชัดๆ แต่นึกไม่ถึงว่าเรื่องแบบนี้จะวนมาถึงคิวของเขาเข้าให้แล้ว
บางทีอาจจะต้องลองถามความเห็นของผางถ่งดู?
อย่างไรเสียผางถ่งก็เป็นคนในยุคราชวงศ์ฮั่น และยังเป็นคนของตระกูลใหญ่ เฟยเฉียนจึงอยากรู้ว่าผางถ่งมีความคิดเห็นอย่างไรกับการแต่งงานทางการเมืองรูปแบบนี้
“士元 (ซื่อหยวน) เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าจะแต่งงานกับสตรีเช่นไร?”
“ข้าน่ะหรือ?” ผางถ่งชี้จมูกตัวเองแล้วตอบ “ท่านถามคำถามนี้เร็วไปหน่อยไหม อีกสักสองสามปีน่าจะเหมาะกว่า”
เฟยเฉียนกล่าวว่า “นั่นก็หมายความว่าภายในสองสามปีนี้แหละ ข้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องแต่งงานตอนนี้ แต่หมายถึงในอนาคต เจ้าอยากจะได้สตรีแบบไหนมาเป็นภรรยา?”
“อืม ก็ต้องอ่อนโยนน่ารัก รู้ใจ เก่งทั้งดีดพิณ หมากรุก คัดลายมือ และวาดภาพ เคารพพ่อแม่สามี รักใคร่น้องๆ ของสามี และแน่นอนว่าต้องทำงานเย็บปักถักร้อยเก่ง ทำอาหารอร่อย แล้วก็ต้อง…” ผางถ่งร่ายยาวไม่หยุด
เฟยเฉียนกลอกตาบน แอบคิดในใจว่า ผางถ่ง ที่เจ้าพูดมานั่นมันผู้หญิงที่ไหนกัน?
มันนางฟ้าชัดๆ…
เฟยเฉียนขัดจังหวะผางถ่ง ดึงเขากลับมาจากจินตนาการอันเพ้อฝัน แล้วถามว่า “士元 หากเจ้าไม่สามารถเลือกคู่ครองได้เอง แต่ตระกูลเป็นคนกำหนดให้ เจ้าจะทำอย่างไร?”
“ตระกูลกำหนดให้งั้นหรือ…” ผางถ่งกะพริบตาปริบๆ ตอบว่า “ก็แต่งไปสิ” ถ้ายกเรื่องตระกูลมาอ้าง แล้วจะให้ทำอย่างไรได้อีกล่ะ?
“อ้าว? แล้วถ้าสตรีผู้นั้นแตกต่างจากเงื่อนไขที่เจ้าเพิ่งตั้งไว้เมื่อครู่โดยสิ้นเชิงล่ะ?”
“เรื่องนั้น…” ผางถ่งส่ายหน้า ตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “…ก็ยังคงแต่งอยู่ดี”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?”
ผางถ่งมองเฟยเฉียนด้วยสีหน้าเหมือนจะบอกว่า เฟยเฉียนดูโง่ลงนะ เขาตอบว่า “นี่ต้องถามด้วยหรือ? ในเมื่อตระกูลกำหนดมา ก็ย่อมมีเหตุผลปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องของเจ้าคนเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของทั้งตระกูล จะให้เจ้าตัดสินใจว่าอยากหรือไม่อยากได้อย่างไร?”
“แล้วการต้องแต่งกับสตรีที่เจ้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เจ้าไม่รู้สึกอึดอัดใจหรือแปลกๆ บ้างเลยหรือ?”
“เชอะ…” ผางถ่งทำหน้าเหยียดหยาม เยาะเย้ยเฟยเฉียนว่า “แล้วท่านจะเอาอะไรอีกล่ะ? หรือท่านอยากจะเห็นหน้าผู้หญิงทุกคนในใต้หล้าก่อนหรือไง?”
ดูท่าข้าจะอุดมคติเกินไปสินะ?
หรือว่าแนวคิดของคนยุคหลังอย่างข้า จะไม่ค่อยเหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้?
เฟยเฉียนยิ้มฝืดๆ ในใจ สิ่งที่ผางถ่งเพิ่งพูดไป คงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดของคนในยุคราชวงศ์ฮั่นแล้วสินะ…
ตระกูลใหญ่!
นี่แหละคือตระกูลใหญ่
เมื่อผลประโยชน์ของตระกูลขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งที่ต้องยอมถอยก็มักจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องยึดตระกูลเป็นหลัก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนทำเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล…
นี่คือวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดในยุคราชวงศ์ฮั่น เพราะในยุคโบราณ ตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ ตราบใดที่ยังอาศัยอยู่ในตระกูล ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองและสิทธิพิเศษต่างๆ จากตระกูล ดังนั้นเมื่อเติบโตขึ้น ก็ย่อมต้องตอบแทนตระกูล
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของผางเต๋อกงก็ยังดังก้องอยู่ในหัว ใช่แล้ว ต่อให้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องตระกูลใหญ่ เพียงเพื่อมรรคาที่ข้ายึดถือ การต้องเสียสละอุดมคติเรื่องการแต่งงานแบบในยุคหลังไปบ้าง จะเป็นไรไป…
ผางถ่งหาวหวอดใหญ่ ถามว่า “วันนี้ทำไมท่านถึงได้ถามเรื่องแต่งงานมากมายนัก? หรือว่าท่านกำลังจะแต่งงาน?”
“เอ่อ… ก็ประมาณนั้น…” เฟยเฉียนรู้สึกว่าเรื่องนี้ต่อให้ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ยอมรับไปเลยดีกว่า เขาจึงตอบว่า “เป็นอย่างไร? รู้สึกประหลาดใจหรือไม่?”
“มีอะไรน่าประหลาดใจ นี่มันเรื่องปกติไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ท่านก็อายุมากป่านนี้แล้วยังไม่ได้ออกเรือน ข้ายังเคยสงสัยเลยว่าท่านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า… เฮ้ย อย่าเพิ่งไปสิ ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าจะแต่งกับใคร… นี่…”

0 Comments