ตอนที่ 112 ผู้ต้อนรับแขกจนขาขวิด
แปลโดย เนสยังเทศกาลตรุษจีนของยุคราชวงศ์ฮั่นมาถึงแล้ว และนี่ก็เป็นตรุษจีนปีที่สองของเฟยเฉียนในยุคนี้
ตรุษจีนปีแรก เขาอยู่กันแค่สองคนกับลุงฝู เงียบเหงามาก ทำแค่กับข้าวที่มีเนื้อสัตว์นิดหน่อย กินๆ ไปให้จบๆ ไม่ได้มีความทรงจำอะไรเป็นพิเศษเลย
แต่ครั้งนี้ บนเขาหลู่ซานแห่งจิงเซียง มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
แม้ตระกูลผางจะไม่มีคนรับราชการมากนัก แต่ชื่อเสียงกลับโด่งดังไปไกล ผู้คนที่ปกติชอบเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกงานสังคม พอถึงช่วงตรุษจีนก็พากันโผล่หน้ามา ทุกๆ วันจะมีคนมาหา ไม่ว่าจะมาด้วยตัวเองหรือส่งคนมา เพื่อนำของขวัญมามอบให้ผางเต๋อกง
แม้ของที่นำมาจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตรอย่าง ข้าวสาลี ข้าวเจ้า หรือไม่ก็พวกพืชผักผลไม้ แน่นอนว่าถ้าเป็นของมีค่า ผางเต๋อกงก็คงไม่รับ แต่เพราะคนส่งมาเยอะมาก ไม่นานห้องพักบนเขาก็เต็มไปด้วยของขวัญ จนสุดท้ายก็ต้องเอามาเก็บไว้ที่เรือนของเฟยเฉียน ตอนนี้หลังบ้านนอกจากห้องของลุงฝูแล้ว ห้องอื่นๆ ก็แทบจะเต็มหมดแล้ว…
ชื่อเสียงของผางเต๋อกงในจิงเซียงนี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยจริงๆ
ผางถ่งปลีกตัวกลับบ้านไปพักหนึ่ง ไม่กี่วันก็กลับมา บอกว่าจะขอฉลองตรุษจีนที่เขาหลู่ซาน
จ่าวจือ ตอนแรกก็ว่าจะกลับบ้าน แต่พอเห็นหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรที่บ้านเฟยเฉียน ก็ก้าวขาไม่ออก เลยเขียนจดหมายไปอธิบายให้ทางบ้านฟัง และขออยู่ต่อ ส่วนเรื่องกลับไปแล้วจะโดนตีอีกหรือไม่นั้น ค่อยว่ากันทีหลัง…
ตรุษจีนปีนี้ อย่างน้อยเฟยเฉียนก็ไม่ต้องทนเหงาอยู่กับลุงฝูสองคนอีกแล้ว เพราะมีเพื่อนสนิทเพิ่มมาอีกสองคน
เดิมทีเทศกาลตรุษจีนในยุคราชวงศ์ฮั่นไม่ได้จัดขึ้นในเดือนอ้าย แต่เป็นเดือนสิบ จนกระทั่งถึงยุคของฮั่นอู่ตี้ ทางการจึงได้กำหนดให้วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายเป็นวันขึ้นปีใหม่ วันตรุษจีนถึงได้ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว
ส่วนประทัดน่ะหรือ? มีสิ
แต่ห้ามจุดสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่งั้นโดนจับแน่…
การจุดประทัดในยุคราชวงศ์ฮั่นก็มีข้อห้ามเช่นกัน ต้องให้เมืองหลวงคือลั่วหยางเป็นผู้จุดก่อน หลังจากนั้นเมืองอื่นๆ ถึงจะจุดตามได้ หมายความว่าในช่วงชั่วยามแรกของวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้าย จะเป็นสิทธิพิเศษของเมืองหลวงเท่านั้น…
ประทัดของแท้ดั้งเดิมก็คือ กระบอกไม้ไผ่ ช่วงหลายวันนี้ในตลาดมีคนเอาของพวกนี้มาขายเยอะแยะ เป็นกระบอกๆ ลุงฝูก็ซื้อมาตุนไว้หลังบ้านไม่น้อย ถึงเวลาก็แค่โยนใส่กองไฟก็จบ ปลอดภัย ไร้สารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และไม่มีมลพิษ…
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในช่วงตรุษจีนของยุคราชวงศ์ฮั่นคือการเซ่นไหว้และการเต้นรำหน้ากาก เรื่องการเซ่นไหว้นั้นไม่ต้องพูดถึง ก็เป็นไปตามธรรมเนียม ส่วนการเต้นรำหน้ากากนั้นคล้ายกับการเข้าทรงในยุคหลัง และเป็นประเพณีที่สำคัญมากในยุคราชวงศ์ฮั่น ทางการจะจัดพิธีเต้นรำหน้ากาก เรียกว่า กั๋วนัว (การเต้นรำหน้ากากระดับชาติ) กองทัพก็จะจัดก่อนออกรบหรือในช่วงปีใหม่ เรียกว่า จวินนัว (การเต้นรำหน้ากากของกองทัพ) ส่วนชาวบ้านในชนบทก็จะจัดงานเล็กๆ เรียกว่า เซียงเหรินนัว (การเต้นรำหน้ากากของชาวบ้าน)…
ใน “โจวหลี่” (บันทึกพิธีกรรมราชวงศ์โจว) ได้บันทึกไว้ว่า ฟางเซี่ยงซื่อ (เจ้าหน้าที่ผู้ประกอบพิธี) สวมหนังหมี มีสี่ตาสีทอง สวมเสื้อดำกระโปรงแดง ถือทวนและโล่ นำบริวารนับร้อยเต้นรำหน้ากากตามฤดูกาล เพื่อขับไล่โรคระบาดออกจากบ้านเรือน นี่คือการบรรยายถึงประเพณีนี้
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือ การไปมาหาสู่กัน ซึ่งในยุคราชวงศ์ฮั่นเรียกว่า เยี่ยหลี่ (พิธีเยี่ยมเยียน)
และในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของเหล่าบัณฑิตในจิงเซียง ผางเต๋อกงย่อมมีคนจากตระกูลอื่นๆ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนเพื่อประกอบพิธีเยี่ยหลี่อย่างไม่ขาดสาย
เมื่อบุคคลระดับสูงจากตระกูลใหญ่มาเยือน หากให้บ่าวไพร่ไปต้อนรับก็คงดูไม่ให้เกียรติ ดังนั้นโดยปกติแล้วลูกหลานของตระกูลผางจะเป็นผู้ไปต้อนรับด้วยตัวเอง
ปีก่อนๆ หน้าที่นี้จะเป็นของผางซานหมิน ลูกชายของผางเต๋อกง แต่ตอนนี้ผางซานหมินแต่งงานมีครอบครัวแล้ว มีสังคมและครอบครัวที่ต้องดูแล หน้าที่นี้จึงตกเป็นของผางถ่ง และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผางถ่งต้องมาฉลองตรุษจีนที่เขาหลู่ซานในปีนี้…
ขอแทรกนิดหนึ่ง ภรรยาของผางซานหมินก็คือพี่สาวคนที่สองของจูเก๋อเหลียงผู้โด่งดังนั่นเอง
แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ ครั้งนี้นอกจากผางถ่งแล้ว เฟยเฉียนก็ต้องมารับหน้าที่ผู้ต้อนรับด้วย ตอนที่ผางถ่งมาบอกเรื่องนี้ เฟยเฉียนแทบไม่อยากจะเชื่อ เพราะนี่เป็นงานสำคัญของตระกูลผาง จะให้คนนอกตระกูลมามีส่วนร่วมได้อย่างไร?
ถ้าจะเอาตามคำพูดของผางถ่งก็คือ อ่านหนังสือของตระกูลผางไปตั้งเยอะแยะ ก็ต้องหัดทำงานตอบแทนบ้างสิ…
แต่เฟยเฉียนรู้ดีว่า นี่ต้องเป็นความประสงค์ของผางเต๋อกงอย่างแน่นอน ไม่งั้นก็ไม่มีใครกล้าตัดสินใจเรื่องนี้หรอก นี่มันความปรารถนาดีอย่างสุดซึ้งเลยนะเนี่ย…
ดังนั้น เมื่อเทศกาลตรุษจีนมาถึง เฟยเฉียนและผางถ่งจึงต้องรับบทเป็นผู้ต้อนรับแขกของผางเต๋อกง
ตั้งแต่เช้าตรู่ มีแขกมาเยือนมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีโอกาสนั่งคุยกับผางเต๋อกงนานนัก บางคนแทบจะไม่ได้พูดอะไรด้วยซ้ำ ทำได้แค่มาไวไปไว…
เฟยเฉียนและผางถ่งต้องสลับกันพาแขกเดินขึ้นลงเขาเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า จนขาลาก เฟยเฉียนได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า โชคดีที่ผางเต๋อกงพักอยู่แค่บนเขาหลู่ซาน ไม่ใช่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ ไม่อย่างนั้นล่ะก็…
เมื่อตกเย็น จำนวนแขกที่มาเยือนก็เริ่มบางตาลง เฟยเฉียนคิดว่าภารกิจอันเหน็ดเหนื่อยของวันนี้น่าจะจบลงแล้ว แต่ผางถ่งกลับบอกว่าแขกคนสำคัญยังไม่มา
ไม่นานเฟยเฉียนก็เข้าใจความหมายคำว่า ‘ยังไม่มา’ เมื่อมองเห็นขบวนรถม้าขบวนใหญ่จุดโคมไฟสว่างไสวเคลื่อนตัวมาแต่ไกล พอเข้ามาใกล้ถึงได้เห็นว่าบนโคมไฟเขียนตัวอักษร ‘ช่าย’ ตัวเบ้อเริ่ม
เมื่อเฟยเฉียนและผางถ่งเดินเข้าไปต้อนรับ เฟยเฉียนถึงได้รู้ว่าผู้มาเยือนคือผู้นำตระกูลช่าย ช่ายเฝิง
ช่ายเฝิงดูเหมือนจะรู้จักผางถ่งดี พอเจอกันก็เอ่ยแซวว่า “วันนี้เป็นหน้าที่เจ้าหรือ? เหนื่อยหน่อยนะ” พูดจบก็ปรายตามองเฟยเฉียนแวบหนึ่ง
ผางถ่งปั้นหน้าขรึม ตอบกลับอย่างเป็นทางการว่า “ต้อนรับผู้อาวุโส ไม่นับว่าเหนื่อยยากอันใด” พูดจบก็เบี่ยงตัวหลบไปยืนอยู่ริมทาง นำทางช่ายเฝิงขึ้นเขา ส่วนผู้ติดตามของตระกูลช่ายนั้น เฟยเฉียนเป็นคนรับหน้าที่พาไปพักที่เรือนของเขา ยังไงเสียช่วงนี้เรือนไม้ของเขาก็กลายเป็นจุดพักครึ่งทางไปแล้ว
แต่พอเฟยเฉียนพาผู้ติดตามของตระกูลช่ายไปถึงเรือนพัก พวกเขากลับไม่ยอมเข้าไปข้างใน หลังจากกล่าวขอบคุณเฟยเฉียนแล้ว พวกเขาก็หาที่ว่าง ขนของลงจากรถม้า แล้วตั้งเต็นท์นอนกันตรงนั้นเลย…
ดูทรงแล้ว คงกะจะค้างคืนที่นี่สินะ?
เมื่อเฟยเฉียนกลับมาที่ตีนเขาหลู่ซาน ผางถ่งก็เพิ่งลงมาจากเขาพอดี
อันที่จริงผางถ่งก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนกัน เฟยเฉียนอายุมากกว่ายังพอทนได้ แต่ผางถ่งเพิ่งจะสิบกว่าขวบ เรี่ยวแรงก็หดหายไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ได้แต่ฝืนทนเอาไว้
ผางถ่งพูดขึ้นมา ลอยๆ เหมือนพูดให้ตัวเองฟัง “เหลืออีกตระกูลเดียว”
เฟยเฉียนเองก็เหนื่อยจนแทบขาดใจเหมือนกัน เดินขึ้นลงเขาตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำ ได้กินข้าวแค่ตอนเช้ามื้อเดียว ระหว่างวันก็มีแค่ข้าวปั้นสองก้อนกับน้ำแกงหนึ่งชามที่บ่าวไพร่ตระกูลผางเอามาให้ ทั้งเหนื่อยทั้งหิว พอได้ยินผางถ่งพูดแบบนั้น จึงถามกลับไปว่า “ตระกูลสุดท้ายแล้วใช่มั้ย?”
“ใช่ ตามธรรมเนียมปีก่อนๆ ก็เหลือแค่ตระกูลหวงแล้วล่ะ… อ๊ะ มาแล้ว!” ผางถ่งเห็นแสงไฟเคลื่อนเข้ามาแต่ไกล ก็รวบรวมเรี่ยวแรงเตรียมตัวต้อนรับ
เป็นตระกูลหวงจริงๆ ด้วย ยังไม่ทันเห็นตัว ก็ได้ยินเสียงหัวเราะกังวานลอยมาก่อนแล้ว
ดูเหมือนผางถ่งจะสนิทกับคนตระกูลหวงมากกว่า จึงคลายความเคร่งขรึมลง เดินเข้าไปต้อนรับด้วยท่าทีสบายๆ กว่าเดิม “ในที่สุดท่านผู้อาวุโสหวงก็มาถึงเสียที!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าหน้าที่ผู้ต้อนรับมันไม่ง่าย?” หวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวง ไม่ได้ใส่ใจท่าทีสบายๆ ของผางถ่ง หัวเราะร่าพลางตบไหล่ผางถ่งเบาๆ “เอาล่ะๆ ส่งข้าขึ้นเขาเสร็จ เจ้าก็ไปพักผ่อนได้แล้ว!”
ตอนที่หวงเฉิงเยี่ยนเดินผ่านเฟยเฉียน จู่ๆ เขาก็หยุดชะงัก มองเฟยเฉียนแวบหนึ่ง พยักหน้าให้ แล้วก็เดินตามผางถ่งขึ้นเขาไป…

0 Comments