บทที่ 27 การตีราคาชีวิต
แปลโดย เนสยังหวังหย่งซินพยักหน้า: “ถูกต้อง ประโยคนี้แหละ!
“ความจริงแล้วประโยคนี้ก็บอกใบ้พวกเราอยู่แล้วนะ ว่าเป้าหมายของเกมในครั้งนี้ไม่ใช่ ‘การตัดสิน’ แต่เป็น ‘การแจกจ่าย’ ซึ่งก็คือการแจกจ่ายเวลาวีซ่าให้กับพวกเราทุกคนตามกฎของเกม”
ฉินเหยารู้สึกสับสนเล็กน้อย: “เวลาวีซ่า… ไม่ใช่ว่าแจกจ่ายเสร็จไปตั้งนานแล้วเหรอคะ? พวกเราแต่ละคนก็มีเวลาคนละประมาณหนึ่งเดือนนี่นา”
หวังหย่งซินส่ายหน้าเบาๆ: “เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในกฎของโลกใบใหม่ เวลาวีซ่าที่พวกเราได้รับในตอนแรก ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการ ‘แจกจ่าย’ แต่เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น
“สิ่งที่เรียกว่า ‘การแจกจ่าย’ ย่อมต้องหามาได้จากการเล่นเกมก่อน ถึงจะสามารถนำมาแจกจ่ายได้
“ตามกฎของโลกใบใหม่ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดไป ดังนั้นจึงมี ‘องค์กรกวาดล้างและตัดสิน’ อย่างโถงระเบียง
“แต่การตัดสิน ความจริงแล้วก็สามารถตัดสินได้แค่ความผิดที่เฉพาะเจาะจงของใครบางคนเท่านั้น
“แต่เกม ‘โป๊กเกอร์สีเลือด’ นี้เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าร่วม ทุกคนไม่ได้มีอาชญากรรมใดๆ ที่ทำร่วมกันอย่างเฉพาะเจาะจงหรอกนะ
“บางคนวิเคราะห์ว่าเกมนี้มีไว้เพื่อลงโทษ ‘บาปแห่งความโลภ’ นี่คือการพึ่งพาแต่รูปแบบเดิมๆ ซึ่งมันผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง”
เจียงเหอก้มหน้าลงอีกครั้ง เธอถูกแทงใจดำเข้าอีกแล้ว
ในตอนนั้น เธอก็คิดแบบนี้จริงๆ
ลู่ซินอี๋ก็วิเคราะห์ออกมาคล้ายๆ กัน ทำให้เจียงเหอรู้สึกดีกับเธอมากขึ้น แต่พอมาคิดดูตอนนี้ ลู่ซินอี๋ก็แค่ประเมินคนแล้วป้อนคำพูดให้ตรงกับความต้องการของเธอเท่านั้น ลึกๆ แล้วเธอคงไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดนี้หรอก
หวังหย่งซินพูดต่อ: “สรุปก็คือ เกมในครั้งนี้ แท้จริงแล้วมันคือการคัดกรองนั่นแหละ
“ถ้าวิเคราะห์ดูดีๆ ก็จะพบว่าเกมนี้มีแนวคิดในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอยู่สองแบบ และยังมีการซ่อนหลุมพรางไว้มากมายอีกด้วย
“เมื่อมาถูกทาง และยิ่งมองทะลุหลุมพรางได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับเวลาวีซ่ามากขึ้นเท่านั้น
“นี่แหละคือความหมายของ ‘การคัดกรอง'”
ติงเหวินเฉียงเห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้: “ถึงจะเป็นการคัดกรอง แล้วมันคัดกรองอะไรออกมาได้ล่ะ?
“หรือว่าในกฎของโถงระเบียง ผีพนันคือคนที่มีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ในโลกใบใหม่มากที่สุดงั้นเหรอ?”
หวังหย่งซินถึงกับพูดไม่ออก เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความขัดแย้งระหว่างเขากับติงเหวินเฉียงมันใหญ่โตเกินกว่าจะเป็นแค่ความบาดหมางส่วนตัวแล้ว แต่มันเป็นความแตกต่างในเรื่องของอุดมการณ์เสียมากกว่า
ในมุมมองของติงเหวินเฉียง ความขยันหมั่นเพียรและความเมตตากรุณาย่อมเป็นคุณธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างแน่นอน ดังนั้นในโลกใบใหม่ การคัดกรองและแจกจ่ายเวลาวีซ่า ก็ควรจะนำเรื่องพวกนี้มาพิจารณาด้วย
แต่ในความเป็นจริง การคัดกรองของโถงระเบียงกลับมาในรูปแบบของการพนัน
คนที่ไม่เล่นการพนันก็จะไม่ได้อะไรเลย ในขณะที่คนที่เล่นการพนันอย่างบ้าคลั่งกลับได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
สิ่งนี้ขัดกับแนวคิดเรื่องความดีและความชั่วแบบบ้านๆ ของเขาอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงไม่อาจยอมรับข้ออ้างที่ว่า “นี่คือการคัดกรอง” ได้
แต่หวังหย่งซินก็ไม่ได้โกรธ ตอนนี้เขากำลังอารมณ์ดี ก็เลยเต็มใจที่จะอธิบายเพิ่มเติมอีกสักสองสามประโยค
“แน่นอนว่าเกมนี้ไม่ได้คัดกรองผีพนันหรอกนะ และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคด้วย
“ความจริงแล้วพอลองนึกดูดีๆ หลายๆ ส่วนในเกมนี้ ล้วนมีความหมายพิเศษแฝงอยู่ทั้งนั้น”
หวังหย่งซินเดินไปที่หน้าจอขนาดใหญ่ และชี้ไปที่กฎกติกาที่แสดงอยู่บนนั้น
“บนนี้เขียนไว้ชัดเจนมาก ว่า ‘พื้นที่แลกเปลี่ยนชิป’ และ ‘พื้นที่เกมแบบหลายคน’ มีรูปแบบการจัดฉากที่แตกต่างกันอย่างมาก
“‘พื้นที่แลกเปลี่ยนชิป’ เป็นห้องเล็กๆ คับแคบ น่าอึดอัด และมืดสลัว อีกทั้งยังมีเก้าอี้เหล็กที่มีกลไกพันธนาการและอุปกรณ์เจาะเลือดที่น่าขนลุก ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศที่อันตรายสุดๆ
“การเจาะเลือดอย่างรวดเร็วและการขาดออกซิเจนในพื้นที่ปิดตาย จะทำให้ผู้คนรู้สึกหน้ามืดทะมึน และยิ่งเพิ่มความรู้สึกถึงอันตรายนี้เข้าไปอีก
“ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเจาะเลือดเพียง 200 มิลลิลิตรซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยที่สุด และรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดตามสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเอง
“แต่ในทางกลับกัน ‘พื้นที่เกมแบบหลายคน’ กลับกว้างขวาง สว่างไสว และให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังสามารถเจอเพื่อนร่วมทีมอีกสามคนได้ด้วย
“ในสถานการณ์แบบนี้ ทั้งสี่คนย่อมจะรวมกลุ่มกันอย่างเป็นธรรมชาติ ความรู้สึกปลอดภัยนี้จะทำให้พวกเขาจมดิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้รวมกลุ่มกัน และไม่อยากจากไปไหน
“แม้ว่าจะมีบางคนที่อยากจะออกไป ก็จะถูกอีกสามคนรั้งเอาไว้
“เพราะการที่คนใดคนหนึ่งเดินออกไป จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของอีกสามคนที่เหลือ: นี่ไม่ได้หมายถึงแค่การแพ้ชนะบนโต๊ะพนันเท่านั้น แต่มันยังเป็นการพรากความรู้สึกปลอดภัยไปอีกด้วย
“ตามหลักเหตุผลแล้ว ก็น่าจะมีผู้เล่นหลายคนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะกลับไปที่ห้องเพื่อเล่นพนันกับเครื่องแลกเปลี่ยนชิป
“แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ผู้เล่นที่ทำแบบนั้นมีน้อยมาก
“นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพแวดล้อม ความรู้สึกปลอดภัย และการถูกดึงรั้งจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ
“ในเกมแบบหลายคน การได้พบผู้เล่นจากชุมชนเดียวกัน แม้ว่าจะทำให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แต่ความรู้สึกปลอดภัยนี้ ก็ถือเป็นสิ่งยั่วยุอันยิ่งใหญ่เช่นกัน
“มันจะไปรบกวนความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลของคุณในระดับหนึ่ง ซึ่งก็คือความสามารถในการประเมินความเสี่ยงและผลประโยชน์
“ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากออกมาจากห้องแล้ว ทุกคนจะมีชิปอยู่ในมือคนละเกือบ 2 หมื่นจุด หากแปลงเป็นเวลาวีซ่า ก็จะเท่ากับเวลาประมาณสองสัปดาห์
“สำหรับพวกเราที่มีเวลาวีซ่าเริ่มต้นเพียงหนึ่งเดือนแล้ว นี่ก็ถือเป็นสิ่งยั่วยุที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน
“ปฏิกิริยาแรกของหลายๆ คนก็คือ จะทำอย่างไรถึงจะลดความสูญเสียและรักษาชิป 2 หมื่นจุดนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด และพวกเขาก็ ‘บังเอิญ’ พบว่าสามารถร่วมมือกับชุมชนอื่น ใช้วิธีผลัดกันเป็นเจ้ามือเพื่อให้สามารถออกจากเกมได้อย่างปลอดภัย
“พวกเขารู้สึกเหมือนหาช่องโหว่และวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของเกมนี้เจอแล้ว ดังนั้นในเวลาต่อมา พวกเขาจึงตั้งหน้าตั้งตาทำตามแผนการนั้น
“จนกระทั่งแผนการนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น พวกเขาก็จมดิ่งอยู่ในความสุขที่ ‘จบเกมได้ก่อนกำหนด’ และ ‘ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์’ จนล้มเลิกที่จะคิดไตร่ตรองต่อไป
“ผู้เล่นประเภทนี้ ก็เหมือนกับคนในสังคมที่ใช้ชีวิตตามกรอบระเบียบ ทำตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ เลือกใช้ชีวิตแบบตามกระแส ไม่ยอมรับความเสี่ยงใดๆ ดังนั้นพวกเขาก็ย่อมจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำที่สุดในเกมนี้เช่นกัน”
ผู้เล่นหลายคนที่ถูกแทงใจดำรู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย
พวกเขาก็คิดแบบนี้จริงๆ คิดว่าตัวเองสามารถเจาะเกมนี้ได้แล้ว แต่พอออกมาก็พบว่า จำนวนชิปที่ตัวเองได้มานั้นอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด
“แต่ว่า—”
หวังหย่งซินเปลี่ยนเรื่อง: “ผมคิดว่าการเลือกแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ เพราะบางคนก็เกลียดชังความเสี่ยงแบบสุดๆ
“อัตราการตายในเกมนี้ถึงจะต่ำ แต่มันก็ไม่ใช่ศูนย์ และก็อาจจะมีผู้เล่นบางคนที่หน้ามืดตามัว จนยอมเจาะเลือดตัวเองจนตายได้เหมือนกัน
“เมื่อเทียบกับการต้องตายในเกม การรอดชีวิตกลับมาได้ย่อมดีกว่าเสมอ
“แต่ความจริงแล้ว เมื่อคิดมาถึงจุดนี้แล้ว หากลองคิดทบทวนดูอีกนิด ก็จะสามารถคิดไปถึงขั้นต่อไปได้:
“เหมือนกับกลุ่มของไช่จื้อหยวน: ในเมื่อมีวิธีที่ชนะได้อย่างมั่นคงแบบนี้ แล้วทำไมถึงไม่เจาะเลือดเพิ่มขึ้นอีกล่ะ?
“หากคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยน เลือด 100 มิลลิลิตรก็สามารถแลกเวลาวีซ่าได้ถึง 10,000 นาที นี่มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าสุดๆ
“ถ้าคิดได้ถึงขั้นนี้ ก็ถือว่าไม่เลวเลยล่ะ เพราะนั่นหมายความว่าคุณได้ทำลายกรอบความคิดที่ว่า ‘ชีวิตมีค่าจนไม่อาจประเมินได้’ และยอมที่จะนำมูลค่าของชีวิตมาคำนวณแล้ว”
เจียงเหอก็ยังคงไม่เข้าใจ: “แต่ชีวิตมีค่าจนไม่อาจประเมินได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามธรรมชาติหรอกเหรอ?”
หวังหย่งซินหัวเราะหึๆ เขามองไปที่หลินซือจือ:
“ทนายหลิน คุณช่วยอธิบายเรื่องนี้หน่อยสิ? ผมคิดว่าอาชีพอย่างคุณน่าจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือที่สุดแล้วล่ะ”
จู่ๆ หลินซือจือก็ถูกพาดพิงถึง เขาจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
แต่คำถามนี้ ก็เหมาะที่จะให้เขาเป็นคนตอบจริงๆ
“ต่อให้พวกเราจะเน้นย้ำแค่ไหนว่า ‘ชีวิตมีค่าจนไม่อาจประเมินได้’ ก็ไม่อาจปฏิเสธปัญหาในโลกความเป็นจริงข้อหนึ่งได้ นั่นก็คือในบางสถานการณ์ ชีวิตสามารถและจำเป็นต้องถูกตีราคาจริงๆ
“คำพูดนี้อาจจะฟังดูไร้มนุษยธรรม และไม่ค่อยถูกต้องตามหลักการทางการเมืองนัก แต่มันก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเราอยู่เสมอ
“ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดค่าสินไหมทดแทนการเสียชีวิต: โดยทั่วไปแล้วจะคำนวณตามรายได้เฉลี่ยที่นำไปใช้จ่ายได้ของชาวเมือง หรือรายได้สุทธิเฉลี่ยของชาวไร่ชาวนาในพื้นที่ของศาลที่รับฟ้องในปีก่อนหน้า โดยคิดเป็นเวลายี่สิบปี
“อายุต่ำกว่าหกสิบปี จะคำนวณแบบเหมารวมเป็น 20 ปี; อายุหกสิบปีขึ้นไป อายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ หนึ่งปี จะลดลงหนึ่งปี; อายุเจ็ดสิบห้าปีขึ้นไป ให้คำนวณแบบ 5 ปี
“ส่วนตัวเลขที่แน่นอน ก็จะผันผวนอยู่ระหว่างห้าแสนถึงหนึ่งล้านหยวน
“ดังนั้น หากมองจากมาตรฐานทางศีลธรรมแล้ว ชีวิตย่อมมีค่าจนไม่อาจประเมินได้แน่นอน แต่หากมองจากความเป็นจริงในสังคม การตีราคาชีวิต ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“นอกเหนือจากเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว อุบัติเหตุจากการทำงาน อุบัติเหตุจราจร หรืออุบัติเหตุทางการแพทย์ส่วนใหญ่ในสังคมของเรา เมื่อทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิต ก็จะมีค่าสินไหมทดแทนที่สอดคล้องกัน และนี่ก็น่าจะเป็นมูลค่าของชีวิตในสายตาของสังคมครับ”
หวังหย่งซินพยักหน้า: “ถูกต้อง! ดังนั้นผมจึงคิดว่า นี่แหละคือแนวคิดที่ ‘โถงระเบียง’ พยายามจะปลูกฝังให้กับพวกเรา
“หากต้องการมีชีวิตรอดในโถงระเบียง พวกเราก็ต้องละทิ้งกรอบความคิดที่ว่า ‘ชีวิตมีค่าจนไม่อาจประเมินได้’ ทิ้งไป และต้องเรียนรู้ที่จะประเมินมูลค่าชีวิตของตัวเองออกมาเป็นตัวเลขให้ได้”

0 Comments