บทที่ 26 ความเข้าใจใหม่
แปลโดย เนสยัง“ขอเจตจำนงแห่งออโรร่าจงสถิตอยู่สถาพรตราบนานนับล้านปี”
ประโยคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคำขวัญ ปลุกเร้าบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกๆ ในตัวไมเคิล
แม้แต่การเปิดเผยเรื่องที่สมาชิกเลเวล 3 คนนั้นเดินทางไปยังโลกอื่น ก็ยังไม่ค่อยดึงดูดความสนใจของเขามากนัก
ในโรงเรียน พวกเขาถูกสอนมาว่ารอยแยกมิติบางแห่งจากยุคมืดยังคงหลงเหลืออยู่
แม้ว่าส่วนใหญ่จะนำไปสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ แต่ก็มีบางแห่งที่เปิดประตูสู่ดินแดนอื่นที่คล้ายกับออโรร่า
พวกเขายังได้รับการบอกเล่าอีกว่ามอนสเตอร์เหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรและผู้ตื่นรู้มีความสำคัญต่อสังคม
ทว่า ความร้ายแรงของเรื่องทั้งหมดนี้กลับหลุดรอดการรับรู้ของเขาไปในตอนนั้น เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ถูกนำเสนอด้วยท่าทีที่ดูเบาหวิวและแทบจะเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แม้แต่วิชาต่อสู้ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวิชาพลศึกษา มากกว่าที่จะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิตจริงๆ
อย่างไรก็ตาม การได้อ่านช่องแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของบิลลี่ ได้ทำลายภาพลวงตานั้นลงจนหมดสิ้น
ไมเคิลตระหนักได้ว่าความเป็นจริงนั้นโหดร้ายกว่าที่พวกเขาถูกสอนมามาก
ออโรร่าไม่ปลอดภัย
ไม่ว่าภัยคุกคามจะมาจากมอนสเตอร์ ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติสายมาร หรือสิ่งอื่นใดก็ตาม เขาไม่อาจล่วงรู้ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือเขาต้องการความแข็งแกร่ง
ไม่ว่าแรงจูงใจของสหพันธ์ในการค่อยๆ เปิดเผยความจริงต่อสาธารณชนจะเป็นอะไรก็ตาม ไมเคิลเข้าใจดีว่าเขาต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะตามมา
เขาพยายามขุดลึกลงไปในความคิดเห็นต่างๆ ด้วยความหวังว่าจะได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของสหพันธ์ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ให้ข้อมูลได้มากเท่ากับความคิดเห็นจากพวกบรรดารุ่นพี่อีกแล้ว
ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่การคาดเดากันไปเองแบบลมๆ แล้งๆ ก็เป็นการเลียนแบบคำพูดที่เคยมีคนพูดไปแล้วอย่างผิวเผินเท่านั้น
เมื่อตระหนักได้ว่าคงจะไม่พบอะไรที่เป็นประโยชน์ไปมากกว่านี้ ไมเคิลจึงปิดโพสต์นั้นไป
ด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับความจริงของโลกที่เขาอาศัยอยู่ ไมเคิลจึงเริ่มค้นหาหัวข้อที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน
การค้นหาครั้งแรกของเขามุ่งเน้นไปที่ยุคมืด แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เขาเคยเรียนมาในโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาค้นหาคำว่า “ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติมาร” เขาก็ได้ค้นพบข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ
โชคดีที่สิทธิประโยชน์การเป็นสมาชิกเลเวล 1 ของเขาทำให้เขาเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้
อย่างแรกเลยคือ ข้อสงสัยของเขาที่ว่ายังมีพวกผู้มีพลังเหนือธรรมชาติมารหลงเหลืออยู่นั้นได้รับการยืนยันแล้ว
ไมเคิลได้รู้ว่าทั้งสหพันธ์และเหล่านักศึกษาจากสถาบันเฉพาะทางการบำเพ็ญเพียรและสถาบันเฉพาะทางสำหรับผู้ตื่นรู้ ก็มีการออกล่าพวกมันอยู่เป็นครั้งคราว
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวล่าสุดหรือปฏิบัติการขนาดใหญ่ของพวกมันยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้สำหรับเขา
ถึงกระนั้น การได้รู้ว่าพวกมันยังคงเป็นภัยคุกคามก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกหนักใจมากขึ้น
ถัดมา ไมเคิลก็เจาะลึกไปที่เรื่องรอยแยกมิติ
นอกเหนือจากคำอธิบายง่ายๆ ที่สอนในโรงเรียนซึ่งมักจะพรรณนาว่ารอยแยกมิติเหล่านี้เป็นเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ไร้พิษสงเขาก็ได้ค้นพบว่าความจริงนั้นน่ากลัวกว่านั้นมาก
รอยแยกมิติที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ไม่ใช่ภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดสำหรับออโรร่า แต่เป็นรอยแยกที่นำไปสู่ดินแดนอื่นต่างหาก
รอยแยกเหล่านี้นำพาเขาไปรู้จักกับคำศัพท์ใหม่
“การรุกรานของผู้บุกรุก”
ไมเคิลได้เรียนรู้ว่าอารยธรรมบางแห่งที่อยู่อีกฝั่งของรอยแยกเหล่านี้ ต้องการขยายอำนาจการควบคุมมายังออโรร่า ซึ่งนำไปสู่การทำสงครามที่ยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง
การเปิดเผยข้อเท็จจริงนี้ทำให้เขาถึงกับช็อก
แม้จะสิ้นสุดยุคมืดไปแล้ว แต่ออโรร่าก็ยังห่างไกลจากคำว่าปลอดภัย
ความไม่รู้ของสาธารณชนถูกปกป้องไว้ด้วยความเสียสละของผู้อื่น ผู้ซึ่งร่วมต่อสู้ในสงครามที่มีเพียงน้อยคนนักจะเข้าใจและซาบซึ้งใจได้อย่างแท้จริง
น่าเสียดายที่ระดับสิทธิพิเศษที่ค่อนข้างต่ำของไมเคิลจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่านี้ของเขาอีกครั้ง
ถึงกระนั้น เขาก็รวบรวมข้อมูลได้มากพอที่จะรู้ว่า นักศึกษาสถาบันเฉพาะทางอย่างเช่นตัวเขา ถูกมองว่าเป็นทหารกองหนุนของสหพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องออโรร่าจากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกเคียงข้างกับกองทัพ
เนื่องจากการค้นหาของเขามักจะเจอเนื้อหาที่อ้างอิงถึงสถาบันเฉพาะทางสำหรับผู้มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง ไมเคิลจึงตัดสินใจใช้มันเป็นหัวข้อในการค้นหาลำดับต่อไป
ในเวลาเพียงไม่กี่นาที เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกของเขามากกว่าที่เขาเคยเรียนมาตลอดหลายปีในโรงเรียนเสียอีก
“โลกใบนี้ไม่ปลอดภัย ฉันต้องมีความแข็งแกร่งเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว”
“ดูเหมือนว่าสหพันธ์จะมาถึงทางตันแล้ว ฉันพึ่งพาได้แค่ตัวเองเท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง หากมีความแข็งแกร่ง หนทางข้างหน้าก็จะชัดเจนขึ้น แต่ถึงจะเป็นตอนนี้ มันก็มีสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ และต้องทำ”
ไมเคิลจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ
“อย่างแรก ฉันต้องเริ่มใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของอาชีพฉันให้เต็มที่ เป็นที่รู้กันดีว่าจอมเวทมรณะเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเร็วในการเลเวลอัปสูงที่สุด เพราะพวกเขาจะได้รับเปอร์เซ็นต์ค่าประสบการณ์จากศัตรูที่ถูกสังหารโดยสิ่งที่พวกเขาอัญเชิญออกมา อาชีพของฉันยังเป็นหนึ่งในอาชีพที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งสามารถทำหน้าที่เหมือนเป็นกองทัพคนเดียวได้ คล้ายกับอาชีพนักฝึกสัตว์ในช่วงท้ายๆ การปล่อยศักยภาพนี้ให้สูญเปล่าคงเป็นเรื่องโง่เขลามาก
การมีซากศพอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันได้ใช้พรสวรรค์ของตัวเองสักที
ฉันหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ นะ”
“แล้วก็มีเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความแข็งแกร่งของฉันในตอนนี้ การจะเข้าสถาบันเฉพาะทางสำหรับผู้ตื่นรู้ระดับแนวหน้าก็เป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น คงมีแต่สถาบันเฉพาะทางการบำเพ็ญเพียรที่อาจจะยอมรับฉันเนื่องจากสถานะผู้ตื่นรู้ของฉัน แต่เพราะเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตและการเข้าถึงข้อมูลของฉัน ฉันจึงต้องให้ความสำคัญกับมันอย่างจริงจัง”
“สุดท้ายนี้ ฉันต้องหาทางออกสำหรับเรื่องซากปรักหักพังที่ฉันติดอยู่ในดินแดนแห่งต้นกำเนิดให้ได้ ถ้าหาทางออกไม่ได้ การเติบโตของฉันก็จะยิ่งช้าลงไปอีก”
หลังจากตั้งเป้าหมายเหล่านี้แล้ว ในที่สุดไมเคิลก็หันกลับมาสนใจสถานการณ์ปัจจุบันของตนเอง
ระบบของสมาคมผู้มีพลังพิเศษได้แจ้งเตือนเขาเมื่อหลายนาทีก่อนว่าโพสต์ของเขาได้รับการอนุมัติแล้ว แต่เขามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการค้นหาข้อมูลจนลืมตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการตอบกลับในทันทีอยู่แล้ว จึงตัดสินใจรอไปก่อน
เมื่อกลับไปดูที่โพสต์ ไมเคิลก็ต้องตกใจที่พบว่ามีคนแสดงความคิดเห็นมากกว่า 30 รายการ และได้รับความสนใจอย่างน่าประหลาดใจมียอดการเข้าชมมากกว่า 30,000 ครั้งในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
ความนิยมที่เหนือความคาดหมายทำให้เขาถึงกับอึ้ง
“หวังว่าจะเจออะไรที่มีประโยชน์บ้างนะ” ไมเคิลพึมพำขณะเปิดส่วนความคิดเห็น แต่ก็ต้องผงะไปอีกครั้ง
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ แทบไม่มีใครสนใจเรื่องความยากลำบากของเขาในฐานะจอมเวทมรณะเลย
ในทางกลับกัน คนส่วนใหญ่กลับพุ่งความสนใจไปที่สถานที่เริ่มต้นของเขา โดยเพิกเฉยต่อหัวข้อที่เขาโพสต์ไปเสียสนิท
-ฉันไม่รู้หรอกนะว่าควรจะเรียกนายว่าคนโชคดีหรือโชคร้ายดี โชคดีตรงที่นายดันไปโผล่ในซากปรักหักพังที่ผู้ตื่นรู้ทุกคนปรารถนาจะได้เจอ แต่ก็โชคร้ายที่นายอ่อนแอเกินกว่าจะสำรวจมันได้ดันมาถูกหยุดไว้ด้วยมอนสเตอร์แค่เลเวล 21 ซะได้
‘มอนสเตอร์เลเวล 21 อ่อนแองั้นเหรอ? เฮ้ย! นั่นมันมอนสเตอร์ระดับ 1 ที่เกือบจะถึงขีดจำกัดแล้วนะเว้ย!’
ไมเคิลคิดในใจ รู้สึกทั้งถูกโจมตีและอับอาย
แม้จะรู้สึกเจ็บใจ แต่ความคิดเห็นนั้นก็ทำให้เขาหยุดคิด
ซากปรักหักพัง
ไมเคิลเคยอ่านนิยายบนโลกที่สถานที่แบบนี้มักจะเต็มไปด้วยสมบัติมากมาย
แต่ตอนที่อยู่ในดินแดนแห่งต้นกำเนิด เขาไม่ได้นึกถึงเรื่องซากปรักหักพังเลยสักนิด
สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการค้นหาห้องพักตามหอพักเพื่อหาสไลม์ที่อาจหลงเหลืออยู่ ไม่ได้สนใจความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสภาพแวดล้อมรอบตัวเลย
ด้วยความอยากรู้ ไมเคิลจึงอ่านความคิดเห็นอื่นๆ ต่อ
-พวกการ์กอยล์เป็นมอนสเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงเกือบจะมั่นใจได้เลยว่านายอยู่ในซากปรักหักพัง ในฐานะมอนสเตอร์ระดับหายากสามดาว ตัวที่อ่อนแอที่สุดมักจะอยู่ประมาณเลเวล 20 ดูจากที่นายอธิบายสภาพของซากปรักหักพัง มันเก่าแก่มากแน่ๆ การ์กอยล์จะไม่สูญเสียเลเวลแม้เวลาจะผ่านไป 50 ปีก็ตาม เพราะงั้นซากปรักหักพังที่นายอยู่ก็น่าจะมีอายุอย่างน้อย 200 ปี ยิ่งซากปรักหักพังเก่าแก่มากเท่าไหร่ สมบัติของมันก็ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น ฉันบอกได้เลยว่านายโชคดีแล้วไอ้หนู แค่อย่าไปตายที่นั่นก่อนจะได้เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยการเลเวลอัปในชีวิตจริงก็พอ
ความคิดเห็นนี้ให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่ามาก และสามารถดึงดูดความสนใจของไมเคิลได้
เมื่อตรวจสอบโปรไฟล์ของผู้แสดงความคิดเห็น เขาก็พบว่าเป็นสมาชิกเลเวล 4
ความอยากรู้ของไมเคิลลึกล้ำขึ้น เขาเพิ่งค้นหาความหมายเบื้องหลังเลเวลสมาชิกของสมาคมผู้มีพลังพิเศษเมื่อไม่นานมานี้ และตอนนี้เขาก็เข้าใจถึงความสำคัญของมันแล้ว
• สมาชิกเลเวล 1: ผู้ตื่นรู้ที่ยังไม่มีระดับจนถึงระดับ 1 และผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 1 ถึง 2 (ระดับฝึกหัดและระดับชั้นยอด)
• สมาชิกเลเวล 2: ผู้ตื่นรู้ระดับ 2 และผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 3 ถึง 4 (ระดับผู้บัญชาการและระดับปรมาจารย์)
• สมาชิกเลเวล 3: ผู้ตื่นรู้ระดับ 3 และผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 5 (ระดับราชัน)
• สมาชิกเลเวล 4: ผู้ตื่นรู้ระดับ 4 และผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 6 (ระดับจักรพรรดิ)
• สมาชิกเลเวล 5: ผู้ตื่นรู้ระดับ 5 และผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 7 (ระดับครึ่งเทพ)
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ไมเคิลก็รู้สึกเคารพ ‘รุ่นพี่’ ในเว็บบอร์ดขึ้นมาใหม่
สมาชิกเลเวล 5 เหล่านั้นมีความแข็งแกร่งดั่งครึ่งเทพพวกเขาสมควรได้รับการกล่าวถึงด้วยความเคารพอย่างแท้จริง
ด้วยพลังในปัจจุบันของเขา ไมเคิลไม่อาจจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของตัวตนที่ถูกเรียกว่าครึ่งเทพได้เลย
เขายังพบรูปแบบที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง: เริ่มตั้งแต่ระดับ 5 ในระบบพลังของผู้บำเพ็ญเพียร (ระดับราชัน) ช่องว่างระหว่างผู้ตื่นรู้และผู้บำเพ็ญเพียรก็เริ่มแคบลง
ระดับของผู้ตื่นรู้ไม่สามารถเทียบได้กับระดับของผู้บำเพ็ญเพียรสองระดับอีกต่อไป อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี
บางทีผู้บำเพ็ญเพียรอาจจะได้รับการยกระดับความแข็งแกร่งอย่างมหาศาลเมื่อถึงระดับราชัน แต่ไมเคิลก็ไม่ได้กังวล
ผู้ตื่นรู้เองก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ พวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่เลื่อนระดับ
แน่นอนว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับราชันยังคงห่างไกลเกินกว่าที่ไมเคิลจะเอื้อมถึงและสมควรได้รับความเคารพ
ผู้ตื่นรู้ที่ตอบกลับโพสต์ของเขานั้นเป็นสมาชิกเลเวล 4 ซึ่งเทียบเท่าได้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจักรพรรดิ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับครึ่งเทพเพียงขั้นเดียวเท่านั้น
ในฐานะผู้ตื่นรู้ พวกเขาอาจจะมีโอกาสต่อกรกับครึ่งเทพได้เลยด้วยซ้ำ
เป็นที่ชัดเจนว่าสมาชิกเลเวล 4 คนนี้ก็เป็น ‘รุ่นพี่’ เช่นกัน
ไมเคิลรีบกล่าวขอบคุณอย่างรวดเร็ว
‘โชคดีที่ฉันไม่ได้สิ้นหวังจนถึงขั้นทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่เช่นนั้นฉันคงจะพลาดโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ไปแล้ว’ ไมเคิลคิด
การตายในดินแดนแห่งต้นกำเนิดตามมาด้วยผลที่ตามมาอย่างหนักหนาสาหัส: ไม่เพียงแต่จะต้องสูญเสียค่าสถานะ 10 เปอร์เซ็นต์ไปอย่างถาวร แต่สถานที่ของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไปด้วย
หากไมเคิลตายในซากปรักหักพัง เขาคงต้องบอกลามันไปได้เลย
คำแนะนำของรุ่นพี่ยังทำให้เขานึกถึงบางสิ่งที่เขาเคยอ่านก่อนหน้านี้เกี่ยวกับรอยแยกมิติ
รอยแยกเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของสหพันธ์ และการจะเข้าถึงได้นั้น จำเป็นต้องเป็นสมาชิกของสมาคมผู้มีพลังพิเศษ หรือไม่ก็ต้องเป็นนักศึกษาของสถาบันเฉพาะทาง
แม้ว่าไมเคิลจะไม่ใช่นักศึกษาสถาบันเฉพาะทาง แต่การเป็นสมาชิกสมาคมผู้มีพลังพิเศษของเขาก็ทำให้เขาสามารถเข้าถึงรอยแยกต่างๆ ได้ตามขอบเขตที่เลเวลสมาชิกของเขากำหนด
การตระหนักรู้นี้มอบความหวังให้กับเขา
เมื่อเขามีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานที่ของตนเองแล้ว ไมเคิลก็เปลี่ยนความสนใจไปที่ปัญหาต่อไป
“โชคดีนะ ที่มีใครสักคนในกลุ่มผู้ตื่นรู้ที่คลั่งไคล้ซากปรักหักพังพวกนี้จำได้ว่าฉันคือจอมเวทมรณะที่กำลังเดือดร้อน”

0 Comments