ตอนที่ 3 เปลี่ยนบ้าน
แปลโดย เนสยัง“แม่คะ แม่มาตบหลังหัวหนูทำไมเนี่ย?” เยี่ยเซียงถิงกัดฟันกรอด “ตื่นรู้สำเร็จก็คือสำเร็จ แล้วแกจะเดินถอนหายใจออกมาทำซากอะไรฮะ!” “ก็พี่สาวที่ตรวจเขาบอกว่าห้วงสมองหนูมีความผันผวนสูง ให้หนูพักผ่อนเยอะๆ แต่การสอบเข้ามัธยมปลายเหลืออีกแค่ 20 วันเอง แบบนี้มันก็เสียเวลาเรียนของหนูหมดสิคะ” เฉียวซางทำหน้าซื่อตาใส เยี่ยเซียงถิง: “…”
“แม่ทำอะไรเนี่ย!” “แกจะทำอะไรฮะ!” “แม่!”
ไหนล่ะหญิงแกร่งที่ว่าไว้! ตรงจุดที่เคยยืนอยู่เหลือเพียงผลเฉียวลี่ที่เดินออกมาพร้อมกับเฉียวซาง ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่กลางสายลม “เฉียวลี่!” ศูนย์ฝึกอสูรห้ามวิ่งไล่กวดและส่งเสียงดังนะ!
…… ……
ทันทีที่กลับถึงบ้าน เฉียวซางก็ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ เดิมทีตามความตั้งใจของแม่คือจะไปเลือกสัตว์อสูรที่ฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูรหางกั่งตอนบ่าย แต่เฉียวซางปฏิเสธ
ในเมื่อผู้ฝึกอสูรคือกระแสหลักของโลกใบนี้ การจะเลือกสัตว์อสูรแบบไหนย่อมเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าคนเราทั้งชีวิตอาจจะทำสัญญากับสัตว์อสูรได้เพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้น
ระดับของผู้ฝึกอสูรเรียงจากต่ำไปสูง เริ่มตั้งแต่ระดับ F ไปจนถึงระดับ SSS ผู้ฝึกอสูรระดับ F นั้นง่ายที่สุด ขอแค่อายุครบ 15 ปี ปลุกคัมภีร์อสูร และทำสัญญากับสัตว์อสูรหนึ่งตัว ก็สามารถไปยืนยันตัวตนที่ศูนย์ฝึกอสูรได้แล้ว แต่การจะเป็นผู้ฝึกอสูรระดับ E จะต้องพัฒนาห้วงสมองให้ถึงระดับ 10% เสียก่อน คัมภีร์อสูรจึงจะสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรตัวที่สองได้ จากนั้นก็ต้องฝึกฝนสัตว์อสูรให้วิวัฒนาการระดับที่หนึ่งได้สำเร็จทั้งสองตัว ซึ่งก็คือสัตว์อสูรระดับกลาง ต่อมาก็ต้องเข้าร่วมการต่อสู้แบบ 1V1 โดยมีพยานจากสมาพันธ์ผู้ฝึกอสูรเป็นคนตัดสิน หากชนะ ถึงจะสามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นผู้ฝึกอสูรระดับ E ได้
บางคนเพื่อที่จะฝึกฝนให้ได้สัตว์อสูรระดับกลางเร็วๆ จึงเลือกทำสัญญากับสัตว์อสูรสายแมลงที่มีวงจรการวิวัฒนาการค่อนข้างสั้น แต่ทว่าสัตว์อสูรสายแมลงที่เพิ่งจะวิวัฒนาการระดับที่หนึ่งได้สำเร็จนั้นมันช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน คนที่จะใช้พวกมันเอาชนะการแข่งขันได้ นอกเสียจากจะเป็นผู้ฝึกอสูรที่มีทักษะการบัญชาการรบขั้นเทพแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีทางทำได้เลย
ร่างเดิมในฐานะเด็กเรียนห่วย มีคลังความรู้สะสมอยู่น้อยนิดจริงๆ สัตว์อสูรที่จำได้ก็มีแต่พวกที่หน้าตาดีๆ ทั้งนั้น หน้าตาดีแล้วมันมีประโยชน์อะไร สู้ชนะหรือเปล่าล่ะ? ถ้าสู้ไม่ชนะ แล้วเธอจะกลายเป็นผู้ฝึกอสูรระดับสูงขึ้นไปได้ยังไง?
การเลือกสัตว์อสูรก็ต้องเลือกตัวที่มีศักยภาพสูงและมีพลังต่อสู้แข็งแกร่งสิ ถ้าขืนไปฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูรหางกั่งตอนบ่ายนี้เลย เธอคงยังจำชื่อ ธาตุ รวมถึงร่างวิวัฒนาการระดับที่หนึ่งและสองของสัตว์อสูรเหล่านั้นไม่ได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ แล้วจะเลือกยังไงล่ะ? เฉียวซางรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้จะใจร้อนไม่ได้ ยังไงก็ต้องทำการบ้านก่อน
เธอเปิดเว็บบอร์ด แล้วล็อกอินเข้าบัญชีผู้ใช้ของตัวเองที่ชื่อว่า “อัจฉริยะซวงซวงซวงมู่” ไอดีนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า เด็กเรียนห่วยทุกคนล้วนมีความฝันที่จะพลิกผันชีวิตกันทั้งนั้น
เฉียวซางไม่ได้เลือกที่จะตั้งกระทู้ใหม่ มุมมองการฝึกอสูรของโลกใบนี้เติบโตจนอยู่ตัวแล้ว ในแต่ละปีมีผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ที่เพิ่งตื่นรู้นับหมื่นนับแสนคน แค่เลื่อนดูผ่านๆ ก็เจอกระทู้ต่างๆ ของพวกเขาเต็มไปหมด เฉียวซางกวาดสายตาดูเว็บบอร์ด มองไปทางไหนก็เจอแต่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรทั้งนั้น
[ฉันโดนพิษของแมงป่องเสี่ยตัวเข้าแล้ว!] [มีฉันคนเดียวหรือเปล่าที่คิดว่าร่างใหม่ของหนอนปล้องฝ้ายมันน่าเกลียดน่ะ?] [ผู้ฝึกอสูรระดับ B มาสอนวิธีสอบเข้ามหาวิทยาลัยฝึกอสูรหนานเซิ่งแบบออนไลน์] [มือใหม่หัดฝึกอสูรอยากถามว่า สัตว์อสูรตัวแรกทำสัญญากับมังกรเขาเล็กได้ไหมครับ?]
สายตาของเธอหยุดอยู่ที่กระทู้สุดท้าย ช่างไม่มีความเป็นคนเอาซะเลย สัตว์อสูรตัวแรกก็กะจะทำสัญญากับสายมังกรเลยเหรอ แถมยังตั้งกระทู้ถามคนอื่นอีกว่าได้ไหมเนี่ยนะ?
ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรสายมังกรเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว นอกเหนือจากสัตว์อสูรที่หายากแบบสุดๆ ไม่กี่ตัว หากมองแค่เรื่องธาตุ สัตว์อสูรสายมังกรถือว่ามีราคาแพงที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรทั้งหมดอย่างแน่นอน ถ้าที่บ้านไม่ได้มีเหมืองแร่เป็นของตัวเองล่ะก็ ไม่มีทางซื้อไหวเด็ดขาด ต่อให้มีคนกัดฟันซื้อมาได้ ก็ใช่ว่าจะเลี้ยงดูมันไหว วงจรการวิวัฒนาการของสัตว์อสูรสายมังกรนั้นยาวนานมาก อาจจะต้องประเคนของกินของใช้ดีๆ เลี้ยงดูปูเสื่อมันไปตั้งหลายปี ก็ใช่ว่าจะวิวัฒนาการระดับที่หนึ่งกลายเป็นสัตว์อสูรระดับกลางได้
ถ้าให้เฉียวซางตอบ แน่นอนว่าต้องตอบว่าไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด! แต่ถ้าเกิดมีสัตว์อสูรสายมังกรมาวางอยู่ตรงหน้าเฉียวซางแล้วรอให้เธอทำสัญญาด้วยจริงๆ ล่ะก็ เรื่องนั้นอันที่จริงมันก็ไม่ได้เด็ดขาดขนาดนั้นหรอกนะ…
เฉียวซางเลื่อนดูต่อไป เลิกสนใจกระทู้ที่ทำให้เธอปวดใจนั่นแล้ว
[ผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ขอแนะนำหนูขุดทราย!]
ในช่องแสดงความคิดเห็นมีแต่เสียงแตกแขนงกันไป “จขกท. คงไม่เคยให้หนูขุดทรายออกมานอนตอนกลางคืนล่ะสิ ขอเตือนด้วยความหวังดี มันชอบกัดฟัน!” “ทำไมเมนต์บนไม่เตือน จขกท. ไปด้วยล่ะว่ามันใช้อะไรกัดฟัน?” “จิ้งจอกทรายขาวของฉันขอค้าน” “เต่าน้ำลึกขอลงสนาม” ……
อารยธรรมการฝึกอสูรพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน อันที่จริงก็มีคนสรุปเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าสัตว์อสูรตัวไหนที่เหมาะกับผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ นกพิราบน้อยตุ้ยนุ้ย, จิ้งจอกทรายขาว, งูหางสั้น, หนูขุดทราย, เต่าน้ำลึก สัตว์อสูรทั้งห้าชนิดนี้มีราคาปานกลาง ครอบครัวส่วนใหญ่สามารถจ่ายไหว แถมยังมีนิสัยอ่อนโยน ถ้าตั้งใจฝึกฝนให้ดี การวิวัฒนาการในระดับที่สามเพื่อกลายเป็นสัตว์อสูรระดับขุนพลก็ไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน สัตว์อสูรที่เฉียวซางเห็นผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ตั้งกระทู้ถามกันส่วนใหญ่ก็คือทั้งห้าชนิดนี้
สัตว์อสูรตัวแรกที่แม่ทำสัญญาด้วยก็คือนกพิราบน้อยตุ้ยนุ้ย ส่วนพิราบบ้านตุ้ยนุ้ยก็คือร่างวิวัฒนาการของมัน ในฐานะสัตว์อสูรสายบิน เนื่องจากมีรูปร่างอ้วนท้วน จึงทำให้โดยพื้นฐานแล้วมันบินช้ากว่าสัตว์อสูรสายบินชนิดอื่นๆ การที่มันกลายเป็นตัวเลือกแรกของผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ได้ ก็เป็นเพียงเพราะว่ามันสามารถวิวัฒนาการเป็น ‘นกเค้าแมวจ่าฝูงจอมพลัง’ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับขุนพลได้ก็เท่านั้นเอง
จิ้งจอกทรายขาวมีพลังโจมตีรุนแรงแต่พลังป้องกันต่ำ ขอแค่โดนโจมตีเข้าเป้าก็ทนอยู่ได้ไม่นาน หนูขุดทรายมีท่าไม้ตายขุดหลุมมาตั้งแต่เกิด ชื่นชอบการหลบหลีก ปกติจะไม่ชอบการปะทะตรงๆ แม้เต่าน้ำลึกจะไม่ถนัดว่ายน้ำเหมือนเต่าปกติ แต่เรื่องพลังป้องกันนั้นถือว่าแข็งแกร่งทีเดียว
จิ้งจอกทรายขาว หนูขุดทราย และเต่าน้ำลึก ล้วนเป็นสัตว์อสูรธาตุดิน ดังนั้นสัตว์อสูรทั้งสามชนิดนี้จึงมักจะถูกคนนำมาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยๆ แต่ด้วยหน้าตาของจิ้งจอกทรายขาวที่กินขาดอีกสองชนิดที่เหลือ โดยพื้นฐานแล้วมันจึงเป็นตัวเลือกอันดับแรกของผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่ที่เป็นผู้หญิง
งูหางสั้นเป็นสัตว์อสูรธาตุพิษ ฟันมีพิษ และเข็มที่หางก็เป็นอาวุธโจมตีที่อันตราย ในช่วงแรกเริ่มมันจึงมีพลังต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา เพียงแต่ผู้ฝึกอสูรที่ทำสัญญากับมัน หากพลาดพลั้งขึ้นมาก็มีสิทธิ์ต้องไปนอนโรงพยาบาลได้เลย ถ้าไม่มีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง ก็คงไม่มีผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่คนไหนกล้าทำสัญญากับมันจริงๆ
เฉียวซางนั่งดูอยู่นานก็ตัดสินใจไม่ได้ สัตว์อสูรทั้งห้าชนิดนี้ต่างก็มีข้อเสีย แต่ราคาที่จับต้องได้และมีแนวทางการวิวัฒนาการที่ปลอดภัยก็เป็นข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน
พูดไปพูดมา มันก็คือเรื่องของเงินอยู่ดีนั่นแหละ
เฉียวซางลุกขึ้นเดินออกจากห้อง แม่กำลังนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา เฉียวซางเอ่ยขึ้น “แม่คะ บ้านเรามีเงินสัก 1 ล้านไหมคะ? หนูอยากซื้อกระดิ่งฟองสบู่สักตัวนึง” “ไสหัวไป” “รับทราบค่า!”
เฉียวซางกลับเข้าห้อง แล้วนั่งดูเว็บบอร์ดต่อไป
[ผู้ฝึกอสูรระดับ D ไปป่าฉีผางจะปลอดภัยไหม?] [สุ่มอสูรครั้งที่สองก็ได้เหมียวเหมียวลู่เค่อเลย ทุกคนรีบมาสูดกลิ่นอายความโชคดีกันเร็ว!] ……
ความจริงแล้วนอกจากการซื้อสัตว์อสูรที่ฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูรแล้ว ยังสามารถหาซื้อสัตว์อสูรได้จากช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ตลาดมืด สุ่มอสูร หรือออกไปหาในป่า สัตว์อสูรที่ได้จากตลาดมืดจะมีที่มาที่ไม่ชัดเจน ขอแค่จ่ายเงินไหว พวกเขาก็สามารถสรรหาสัตว์อสูรแบบไหนมาให้คุณได้ทั้งนั้น การสุ่มอสูรก็ขึ้นอยู่กับดวง หากพลาดพลั้งขึ้นมาก็อาจหมดเนื้อหมดตัว ถึงขั้นไม่เหลือแม้แต่กางเกงในให้ใส่เลยก็ได้ การออกไปหาสัตว์อสูรในป่าเพื่อทำสัญญา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้ฝึกอสูรระดับ D ขึ้นไปถึงจะทำกัน เพราะถึงอย่างไรโอกาสที่จะเจออันตรายในป่าก็มีสูงมาก แถมสัตว์อสูรยังมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ฝึกได้ยาก ต่อให้ทำสัญญาได้แล้วก็ใช่ว่าจะฝึกสอนให้เชื่องได้ง่ายๆ
ทั้งสามวิธีนี้ ไม่มีวิธีไหนที่เธอในตอนนี้จะทำได้เลย เฉียวซางถอนหายใจ แม้เธอจะมีไอเดียมากมาย แต่ตัวเลือกของเธอมีไม่เยอะจริงๆ
…… ……
เวลา 20.26 น. เฉียวซางปิดคอมพิวเตอร์ มองดูเวลาแล้วก็รู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย ป่านนี้แล้วแม่ยังไม่เรียกเธอกินข้าวอีก คงไม่ได้โกรธจริงๆ หรอกนะ?
เธอเตรียมจะออกไปดูที่ห้องนั่งเล่น พอเพิ่งลุกขึ้นก็ชักจะรู้สึกไม่ค่อยวางใจ จึงหยิบหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์การฝึกอสูร เล่ม 2” จากชั้นหนังสือมาถือไว้ในมือ เปิดประตูห้องออกไป ในห้องนั่งเล่นไม่ได้เปิดไฟ มืดตึ๊ดตื๋อไปหมด
แม่ไม่อยู่แฮะ
เฉียวซางยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าแม่ไม่ได้อยู่ในห้องนอนเหมือนกัน เธอเปิดไฟห้องนั่งเล่น โยน “บันทึกประวัติศาสตร์การฝึกอสูร เล่ม 2” ทิ้งไว้บนโซฟาข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจ แล้วหยิบไอศกรีมชาเขียวออกมาจากตู้เย็นหนึ่งกล่อง เพิ่งจะเปิดทีวีและนั่งขัดสมาธิลง
“แกร๊ก” ประตูเปิดออก เฉียวซางหันขวับไปมอง สบตากันเข้าอย่างจัง “…”
ความเงียบงันก่อตัวขึ้นในอากาศชั่วขณะหนึ่ง
“มากินข้าวได้แล้ว” แม่เลิกคิ้วขึ้น นำอาหารที่ซื้อมาในมือไปวางไว้บนโต๊ะกินข้าว
ที่แท้ก็ออกไปซื้อของกินนี่เอง…
“มาแล้วค่ะ” เฉียวซางมองไอศกรีมชาเขียวในมือที่เพิ่งจะกินไปได้คำเดียว ด้วยคติประจำใจที่ว่าห้ามกินทิ้งกินขว้าง เธอจึงตักกินไปอีกคำ “แม่คะ วันนี้ทำไมถึงออกไปซื้อของกินล่ะคะ?” เฉียวซางเดินมาที่หน้าโต๊ะกินข้าว “ออกไปทำธุระมา ไม่มีเวลาทำกับข้าวก็เลยแวะซื้อมาน่ะ” แม่เอ่ยขึ้น เฉียวซางถามต่อ “ธุระอะไรเหรอคะ?”
แม่เงียบไปครู่หนึ่ง “ซางซาง เราเปลี่ยนบ้านกันเถอะ” เฉียวซางชะงักงัน มือที่กำลังตักข้าวชะงักกึก ถามด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมต้องเปลี่ยนบ้านด้วยล่ะคะ?”
เมืองหางกั่งในฐานะเมืองหลวงของมณฑลเจ้อไห่ ราคาบ้านแพงหูฉี่จนน่าเหลือเชื่อ บ้านหลังนี้ตอนแรกก็อาศัยจังหวะที่ราคาบ้านยังไม่แพงขนาดนี้ ครอบครัวฝ่ายพ่อซื้อให้เป็นเรือนหอ แม้ว่าโครงการชิงเฉิงเจียหยวนที่พวกเธออาศัยอยู่ตอนนี้จะไม่ใช่ย่านที่แพงที่สุดในเมืองหางกั่ง แต่ทำเลที่ตั้งดีเยี่ยม ใกล้โรงเรียนและรถไฟใต้ดิน ยังไงๆ ก็ต้องตารางเมตรละ 5 หมื่นกว่าเหรียญ
แม่ตักกับข้าวเข้าปาก รอจนกลืนลงคอแล้วตวัดสายตามองเฉียวซาง ผ่านไปครู่หนึ่ง “เมื่อกี้ตอนออกไป แม่แวะไปถามนายหน้ามา บ้านเราขนาด 133 ตารางเมตร ราคาตลาดตอนนี้ตกตารางเมตรละประมาณ 5 หมื่น 3 พัน ขายได้ตั้ง 7 ล้านกว่าเหรียญพันธมิตรแน่ะ” “แม่คิดดูแล้ว เราไปซื้อบ้านหลังเล็กลงหน่อย จ่ายเงินดาวน์ไปก่อน เงินที่เหลือก็เอาไปซื้อกระดิ่งฟองสบู่ให้แก แถมยังเหลือเงินอีกบานเบอะเลยนะ” “แล้วอีกอย่าง แม่แกก็ยังหาเงินได้ นอกจากการเปลี่ยนไปอยู่บ้านหลังเล็กลงแล้ว อย่างอื่นก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”
เฉียวซางถึงกับอึ้งกิมกี่ ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง แม่ก็ดอดไปตัดสินใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้เงียบๆ คนเดียว
“แม่…” เธอพึมพำ อ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แม่พูดแทรกขึ้นมาทันควัน “ถึงผลการเรียนแกจะห่วยแตก แต่แกก็ตื่นรู้ด้วยตนเองได้ พรสวรรค์มันเห็นๆ กันอยู่” “ถึงบ้านเราจะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่สัตว์อสูรแบบไหนที่แกอยากได้ แม่ก็ยังพอหามาให้แกได้อยู่นะ” “ขอแค่แกรับปากแม่ว่า ต่อไปนี้อย่าทำตัวเหมือนตอนเรียนหนังสือ ที่ทำอะไรจับจดเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แกต้องตั้งใจฝึกฝนมันให้ดีล่ะ”
เดิมทีเยี่ยเซียงถิงก็ไม่ได้มีความคิดเรื่องนี้อยู่ในหัวหรอก แต่ลูกสาวดันเอ่ยปากบอกว่าอยากได้สัตว์อสูรสายพลังจิต ลูกสาวหัวไม่ค่อยไปเรื่องเรียนหนังสือ การที่สามารถตื่นรู้ด้วยตนเองได้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านการฝึกอสูรจริงๆ ครอบครัวของพวกเขายังไม่เคยมีเด็กที่ตื่นรู้ด้วยตนเองได้มาก่อนเลย ในเมื่อเป็นแบบนี้ การซื้อสัตว์อสูรสักตัวที่ถึงแม้จะแพงแต่มีศักยภาพสูง แถมยังเป็นตัวที่ลูกชอบ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร นี่มันคือสิ่งที่คนเป็นแม่อย่างเธอสมควรทำอยู่แล้ว
ภายในใจของเฉียวซางบอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน เธอรู้เพียงว่าอยากจะกินไอศกรีมชาเขียวที่ยังกินไม่หมดนั่นอีกสักคำ เพื่อบรรเทาความร้อนรุ่มในใจ เธอมองเข้าไปในดวงตาของแม่ แล้วยิ้ม “แม่คะ แม่ก็พูดเองนี่ว่าหนูตื่นรู้ด้วยตนเอง พรสวรรค์ก็มีให้เห็นอยู่ตรงนี้แล้ว ต่อให้เป็นสัตว์อสูรแบบไหน หนูก็สามารถฝึกฝนมันขึ้นมาได้ทั้งนั้นแหละค่ะ” “หนูก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้อยากทำสัญญากับกระดิ่งฟองสบู่อะไรนั่นหรอก แม่อย่าขายบ้านเชียวนะคะ”
แม่ลุกขึ้นไปรินน้ำใส่แก้ว ผ่านไปครู่ใหญ่ “แม่รู้ว่าแกอยากได้กระดิ่งฟองสบู่ แกตื่นรู้ด้วย…” เฉียวซางไม่ปล่อยให้แม่พูดจนจบ เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “หนูนั่งศึกษามาทั้งบ่ายยันค่ำ รู้สึกว่าหมาเขี้ยวไฟดีมากเลย หนูอยากได้มันค่ะ”
กระดิ่งฟองสบู่เป็นสัตว์อสูรสายพลังจิต แน่นอนว่ามันย่อมดีอยู่แล้ว ยังมีสัตว์อสูรสายมังกร สัตว์อสูรสายภูต สัตว์อสูรสายวิญญาณ พวกนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่เฉียวซางแค่รู้สึกว่าพวกมันหายากและแข็งแกร่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องครอบครองก็ได้ ก็เหมือนกับที่บางคนชอบพูดจาโอ้อวดว่าตอนเริ่มเกมก็อยากได้สัตว์เทวะสักตัวนั่นแหละ
การได้ครอบครองสัตว์อสูรที่เป็นของตัวเองสักตัว ภายใต้ขอบเขตความสามารถของตัวเองต่างหากล่ะ นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ
(จบตอน)

0 Comments