ตอนที่ 112 เครื่องทดสอบพลังงาน
แปลโดย เนสยังที่แท้การแข่งขันก็ไม่ได้มีแค่การต่อสู้ แต่ยังมีการประกวดความงามด้วย แถมยังแบ่งเป็นประเภทเดี่ยวและประเภททีมอีกต่างหาก
เฉียวซางเข้าใจแล้ว มิน่าล่ะถึงมีสัตว์อสูรที่ไม่ถนัดการต่อสู้แบบตัวต่อตัวอย่างชิวผูตัวน้อยอยู่ด้วย
ถ้าเป็นการต่อสู้แบบทีม ชิวผูตัวน้อยก็มีทักษะประเภทรักษาเยียวยาเอาไว้เป็นสายซัพพอร์ตได้ หรือถ้ามีทักษะจำพวกเถาวัลย์ก็สามารถใช้คุมเกมได้ และถ้าสามารถใช้ทักษะโจมตีอย่างใบไม้มีดคัตเตอร์ได้อีก ก็จะช่วยป่วนคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นตัวเลือกสัตว์อสูรที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับการต่อสู้แบบทีม
ต่อให้ไม่ได้แข่งแบบทีม ด้วยรูปลักษณ์ของชิวผูตัวน้อย การถูกจัดไปอยู่กลุ่มประกวดความงามก็เหมาะสมดีเหมือนกัน
“เหตุผลสำคัญที่เลือกพวกเธอมา ก็เพราะความเข้าขากันและการประสานงานระหว่างพวกเธอกับสัตว์อสูรนั้นโดดเด่นกว่านักเรียนใหม่รุ่นเดียวกันมาก ในขณะที่คนอื่นๆ ยังงมหาทางว่าจะอยู่ร่วมกับสัตว์อสูรยังไง พวกเธอก็สามารถสั่งการสัตว์อสูรของตัวเองให้ต่อสู้ได้แล้ว นี่แหละคือพรสวรรค์ของพวกเธอ”
“บางคนในที่นี้อาจจะไม่ใช่นักเรียนใหม่ที่เก่งกาจที่สุด แต่ในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์อสูร พวกเธอคือที่หนึ่ง!” ฉินเหวินพูดให้กำลังใจเสียงดังฟังชัด
พอได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็ยืดอกขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้แต่จินเฟยฝานที่พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอยู่ริมสุดก็ยังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
มีเพียงเฉียวซางเท่านั้นที่ยืนทำหน้างง
สั่งการสัตว์อสูรให้ต่อสู้เนี่ยนะ?
แค่วินาทีที่ทำสัญญาก็สั่งได้แล้วไม่ใช่เหรอ?
แค่นี้ก็ถือว่าเป็นที่หนึ่งแล้วเหรอ?
ฉินเหวินมองเห็นปฏิกิริยาของทุกคน เธอจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ครูขอพูดไว้ก่อนเลยนะ พวกเธอคือตัวเลือกแรกของโรงเรียน แต่ไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้าย ครูหวังว่าเมื่อผ่านค่ายฝึกซ้อมครั้งนี้ไปแล้ว พวกเธอทุกคนจะได้เข้ารอบสุดท้าย ไม่ใช่โดนคัดออกกลางคันนะ”
เฉียวซางลอบถอนหายใจ ชมกันยกใหญ่แล้วก็ตบหัวลูบหลัง เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าโอกาสในการเข้าค่ายครั้งนี้ไม่ได้มาง่ายๆ
สมกับเป็นครูจริงๆ มีศิลปะในการพูดชะมัด
และก็เป็นไปตามคาด ทุกคนยืดอกตั้งตรงกว่าเดิมเสียอีก
“งั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วนะ” ฉินเหวินชี้ไปที่เครื่องทดสอบพลังงานเครื่องหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านข้าง “เรามาวัดค่าพลังงานของทุกคนกันก่อนดีกว่า มาต่อแถวแล้วให้สัตว์อสูรสวมหมวกทดสอบกันเลย”
เครื่องทดสอบพลังงานนั้นแตกต่างจากเครื่องวัดพลังโจมตี
เครื่องวัดพลังโจมตีใช้สำหรับวัดความแข็งแกร่งของพละกำลัง ส่วนเครื่องทดสอบพลังงานนั้นใช้วัดปริมาณพลังงานภายในตัวของสัตว์อสูร
สรุปสั้นๆ ก็คือ มันเป็นอุปกรณ์ไฮเทคที่มีราคาแพงกว่าเครื่องวัดพลังโจมตีไม่รู้ตั้งกี่เท่า
เฉียวซางมีความหลังฝังใจกับเครื่องทดสอบอยู่นิดหน่อย
แต่พอเห็นว่าต้องสวมหมวกทดสอบเฉยๆ ไม่ต้องให้สัตว์อสูรปล่อยทักษะอะไร เฉียวซางก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
“ทดสอบอันนี้เพื่อคัดคนเข้ากลุ่มต่อสู้หรือเปล่านะ?” เจิ้งอี๋หนิงกระซิบถาม
“มีความเป็นไปได้สูงเลยล่ะ” เฉียวซางพยักหน้า
ปริมาณพลังงานจะบ่งบอกถึงความอึดและอานุภาพของทักษะที่สัตว์อสูรปล่อยออกมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันต่อสู้ แต่สำหรับการประกวดความงามแล้ว พลังงานก็คงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก
“แย่แล้ว รู้งี้ฉันน่าจะให้เจ้าหูยาวกินอาหารเพิ่มพลังงานมาเยอะๆ ตั้งแต่เช้า ถ้ารู้ว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ตั้งแต่วันแรก” เจิ้งอี๋หนิงบ่นอย่างหัวเสีย
ถ้าอาหารพลังงานเพิ่งกินเข้าไปและยังย่อยไม่หมด ค่าที่วัดได้ก็จะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะมากนัก
เฉียวซางมองไปที่แมวหูยาวซึ่งกำลังเลียอุ้งเท้าอย่างสง่างามอยู่ที่พื้น แล้วพูดขึ้นว่า “ฉันว่าแมวหูยาวน่าจะเหมาะกับกลุ่มประกวดความงามมากกว่านะ”
เจิ้งอี๋หนิงถอนหายใจเมื่อได้ยินประโยคนั้น “ฉันก็รู้ แต่เจ้าหูยาวมันไม่สนใจการประกวดความงามเลย มันชอบแต่การต่อสู้น่ะสิ”
เฉียวซางชะงักไปเล็กน้อย เธอมองไปที่แมวหูยาวที่กำลังเลียอุ้งเท้าอีกครั้ง
สัตว์อสูรนี่ตัดสินกันที่ภายนอกไม่ได้จริงๆ แฮะ…
จู่ๆ เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปถามจินเฟยฝานที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า “แล้วเธออยากเข้ากลุ่มไหนล่ะ?”
จินเฟยฝานตอบอย่างเขินอาย “ฉันกับเสี่ยวชิวอยากเข้ากลุ่มประกวดความงามน่ะ”
“ชิว”
ชิวผูตัวน้อยส่งเสียงร้องสนับสนุนเบาๆ จากด้านข้าง
เฉียวซางพยักหน้า เรื่องนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไหร่
ระหว่างที่คุยกัน แถวก็เริ่มขยับ และไม่นานนักเรียนคนแรกก็ทดสอบเสร็จ
“หวังจี้หัง 2602”
ฉินเหวินอ่านตัวเลขบนหน้าจอเครื่องทดสอบที่เชื่อมต่อกับหมวก
พลังงานของสัตว์อสูรระดับเริ่มต้นจะอยู่ระหว่าง 1 – 10,000 สำหรับสัตว์อสูรของผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่เพิ่งทำสัญญา ค่าพลังงานระดับนี้ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว
หลัวเฉียนที่อยู่ข้างๆ ก้มหน้าจดบันทึกตัวเลขลงไป
“คนต่อไป”
ฉินเหวินกำลังจะเอื้อมมือไปถอดหมวกทดสอบออกจากหัวกระดิ่งฟองสบู่
ใครจะไปคิดว่ากระดิ่งฟองสบู่จะเอียงคอหลบ
ฉินเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปถอดอีกครั้ง แต่คราวนี้กระดิ่งฟองสบู่กลับลอยขึ้นไปบนอากาศทั้งๆ ที่ยังมีหมวกทดสอบสวมอยู่
“หลิง”
กระดิ่งฟองสบู่ส่งเสียงร้องอย่างดีใจพร้อมกับลอยไปมา มันคิดว่ามีคนกำลังเล่นด้วย
“หวังจี้หัง” ฉินเหวินเรียกชื่อเจ้านายของมันด้วยความอ่อนใจ
“หลิงต้าหวัง เป็นเด็กดีนะ รีบถอดหมวกออกเร็วเข้า” หวังจี้หังรีบก้าวเข้าไปหาอย่างร้อนรน
“หลิง”
กระดิ่งฟองสบู่ยิ้มร่าพลางส่งเสียงร้องใส่เจ้านาย แล้วก็ลอยไปในทิศทางตรงกันข้าม
เฉียวซาง “…”
นี่น่ะเหรอที่บอกว่าสามารถสั่งการต่อสู้ได้?
โชคดีที่สายของหมวกทดสอบเชื่อมต่อกับเครื่องทดสอบอยู่ กระดิ่งฟองสบู่จึงลอยไปได้ไม่ไกลนัก
การทดสอบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ในบรรดาสิบคนแรก คนที่ได้ค่าพลังสูงสุดคือมังกรเขาเล็กของลู่โย่ว ด้วยค่าพลัง 5630 ส่วนคนที่ได้ค่าพลังต่ำสุดคือนกกระจอกปีกแหลมหลีของเผิงเสี่ยวหยวน ด้วยค่าพลัง 911
เจิ้งอี๋หนิงอุ้มแมวหูยาวที่เพิ่งทดสอบเสร็จเดินกลับมาด้วยใบหน้าหงอยเหงา
ค่าพลังของแมวหูยาวอยู่ที่ 1156 ถ้าจัดกลุ่มตามค่าพลังจริงๆ เธอก็คงไม่ติดหนึ่งในหกอันดับแรกอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้างหลังเธอยังมีท่านเทพเฉียวซางรอทดสอบอยู่อีกคน ดูท่าแล้วกลุ่มต่อสู้คงจะห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับเธอแล้วล่ะ
“คนต่อไป”
เฉียวซางเดินออกไปข้างหน้า
นักเรียนที่เหลืออีก 11 คนต่างหันมามองเป็นตาเดียว ทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจอย่างแท้จริง โดยเฉพาะพวกลู่โย่วและหลูเหลียงเย่ที่เคยพ่ายแพ้ให้กับเฉียวซาง แทบจะจ้องมองเธอราวกับจะให้ทะลุปรุโปร่ง
การเปรียบเทียบกันเองในหมู่เด็กวัยเดียวกันเป็นเรื่องปกติ และลู่โย่วก็ไม่เคยพ่ายแพ้ใครในรุ่นเดียวกันมาเลยตั้งแต่ทำสัญญากับมังกรเขาเล็ก
จนกระทั่งมาเจอกับเฉียวซาง…
ลู่โย่วจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของเฉียวซาง
หลังจากพ่ายแพ้ในครั้งนั้น เขาก็คอยติดตามดูการแข่งขันในศึกร้อยหน้าใหม่รอบต่อๆ ไปของเฉียวซางมาตลอด และต้องยอมรับว่าในด้านการต่อสู้ เธอเก่งกว่าเขามากจริงๆ ถึงขั้นใช้หมาเขี้ยวไฟเอาชนะหุ่นเชิดตราชั่งได้เลยทีเดียว
ถึงจะยอมรับความจริง แต่ในใจก็ยังคงคุกรุ่นด้วยความเจ็บใจ ลึกๆ แล้วเขาเชื่อว่าขอแค่มีเวลา เขาก็สามารถเอาชนะเธอได้อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว สัตว์อสูรที่เขาทำสัญญาด้วยคือเผ่าพันธุ์มังกรอย่างมังกรเขาเล็ก ส่วนของเฉียวซางเป็นเพียงหมาเขี้ยวไฟ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธาตุหรือศักยภาพในการเติบโต เขาก็เหนือกว่าเห็นๆ
ตอนแรกคิดว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ใครจะไปนึกว่าเธอจะเป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยเหมือนกัน
และที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ตอนที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง เธอกลับมีผีค้นสมบัติเพิ่มมาอีกตัว
แต่ถึงอย่างนั้น ขอแค่ค่าพลังงานของหมาเขี้ยวไฟน้อยกว่ามังกรเขาเล็ก เขาก็จะถือว่าตัวเองยังไม่แพ้
ขอแค่มีเวลา…
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยรีบลอยเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น
มันแอบมองเครื่องทดสอบนี้มาตั้งแต่ข้างหลังแล้ว และอยากจะลองเล่นดูบ้าง
ส่วนหมาเขี้ยวไฟยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ในอ้อมแขนเจ้านาย
วันนี้ไม่ได้ฝึกซ้อม น่าเบื่อจังเลยแฮะ…
ฉินเหวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสติได้และสวมหมวกทดสอบให้กับผีค้นสมบัติ
“เฉียวซาง ผีค้นสมบัติ 1388”
เฉียวซางชะงักไปเมื่อได้ยินตัวเลข คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เธอรู้ดีว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยของเธอยังอายุไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำ ตัวเลขนี้ถือว่าสูงเป็นอันดับเจ็ดในบรรดาสัตว์อสูรที่ทดสอบไปก่อนหน้านี้เลยนะ
แบบนี้มันจะสูงเกินไปหรือเปล่านะ?
เมื่อฉินเหวินอ่านตัวเลขจบ เธอก็เอื้อมมือไปถอดหมวกทดสอบออก
ปรากฏว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยเอียงคอหลบ และกะพริบตาปริบๆ จ้องมองเธอ
ฉินเหวิน “…”
“เฉียวซาง” ฉินเหวินเรียกชื่อเฉียวซางตรงๆ
เธอแอบส่ายหัวอยู่ในใจ ถึงแม้เด็กคนนี้จะมีพรสวรรค์มาก แต่การที่เริ่มทำสัญญากับสัตว์อสูรธาตุไฟตัวหนึ่งและธาตุผีอีกตัวหนึ่งพร้อมๆ กันแบบนี้ มันดูจะเกินกำลังไปหน่อย
ต่อจากนี้ไป การฝึกให้สัตว์อสูรทำงานประสานกันคงต้องใช้เวลาอีกยาวนานเลยทีเดียว
หมาเขี้ยวไฟน่ะเธอรู้ว่าไม่มีปัญหา แต่เจ้าผีค้นสมบัตินี่สิ…
“เสี่ยวสวินเป่า” เฉียวซางเอ่ยเรียก
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยขานรับอย่างว่าง่าย จากนั้นมันก็ยกกรงเล็บขึ้นมาถอดหมวกทดสอบออกด้วยตัวเอง
ฉินเหวิน “…!”
เมื่อทุกคนเห็นการกระทำของผีค้นสมบัติ ต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน และหันไปมองหวังจี้หังโดยไม่ได้นัดหมาย
หวังจี้หังโดนมองจนหน้าแดงหูแดง เขาพูดด้วยความอับอายปนโกรธว่า “มองฉันทำไม!”

0 Comments