ตอนที่ 105 เหมือนจะสำเร็จแล้ว…
แปลโดย เนสยังการที่สัตว์อสูรเรียนรู้ทักษะได้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นในการแข่งขันหรือในชีวิตประจำวันก็สามารถส่งผลชี้ขาดได้
หากเรียนรู้ทักษะเพิ่มได้อีกหนึ่งทักษะ ก็จะมีทางเลือกในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
อย่างเช่นถ้าสัตว์อสูรธาตุน้ำสามารถเรียนรู้ทักษะฟองอากาศได้ ก็จะสามารถสร้างฟองอากาศครอบตัวคนแล้วพาดำน้ำลงไปได้ ทำให้ผู้คนสามารถสัมผัสความสวยงามใต้ท้องทะเลได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ
แล้วผู้ฝึกอสูรตัวนั้นก็จะมีโอกาสได้ทำงานเป็นช่างภาพใต้น้ำ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใต้น้ำ หรือแม้แต่นักโบราณคดีใต้น้ำได้
อย่างในภูมิภาคกู่วู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โลกแห่งสายน้ำ” เมืองหลวงอย่างเมืองซ่างโย่วก็เต็มไปด้วยคลองมากมาย บนถนนแทบไม่มียานพาหนะอื่นใดนอกจากเรือ
เหตุผลหลักที่ภูมิภาคกู่วู้ได้ชื่อว่าเป็นโลกแห่งสายน้ำ ก็เพราะผืนน้ำใต้เมืองระดับจังหวัดทั้งเก้าเมืองทั่วภูมิภาคนี้เชื่อมต่อถึงกันหมด
ภายใต้ผืนน้ำที่เชื่อมต่อถึงกันนี้ มีเมืองใต้น้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลกซ่อนอยู่ เต็มไปด้วยโบราณสถานมากมาย ภายหลังการบูรณะก่อสร้างอย่างยาวนาน อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ก็ปกคลุมทั่วทั้งผืนน้ำ กลายเป็นสถานที่เช็คอินยอดฮิตของบรรดาบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
ที่นั่น การที่สัตว์อสูรธาตุน้ำสามารถใช้ทักษะฟองอากาศได้ถือเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างมากในการรับสมัครงานของสำนักงานบริหารจัดการใต้น้ำในท้องถิ่น
นอกเหนือจากทักษะฟองอากาศแล้ว การที่สัตว์อสูรธาตุน้ำสามารถใช้ทักษะเรียกฝนได้ก็เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของกรมอุตุนิยมวิทยาเช่นกัน
แล้วยังมีทักษะปืนฉีดน้ำ ซึ่งเป็นข้อกำหนดในการรับพนักงานดับเพลิงอีกด้วย
ผู้ฝึกอสูรที่มีคุณสมบัติธรรมดาๆ คนหนึ่ง อาจจะมีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดชีวิตเพียงเพราะสัตว์อสูรของเขาเรียนรู้ทักษะหายากได้
ในขณะที่ทุกคนกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้สัตว์อสูรของตนเรียนรู้ทักษะได้ แต่สัตว์อสูรของเฉียวซางกลับเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้อย่างหน้าตาเฉย
ก่อนหน้านี้ก็หมาเขี้ยวไฟ ตอนนี้ก็มาผีค้นสมบัติตัวน้อยอีก
เฉียวซางทำหน้าเหม่อลอย มีคำถามหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว
ข่าวลือที่ว่าการเรียนรู้ทักษะมันยากเนี่ย ใครเป็นคนปล่อยออกมากัน?
…
ผีค้นสมบัติตัวน้อยกลั้นหายใจ กำหมัดเคลื่อนย้ายพริบตาไปเรื่อยๆ แต่เคลื่อนที่ไปตั้ง 6 ครั้งแล้วก็ยังคงอยู่บนถนนเส้นเดิม
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยหันไปมองก้นตัวเอง รู้สึกว่าที่ตัวเองไปได้ไม่เร็วก็เพราะยังไม่ได้พ่นลมปราณออกมาแน่ๆ
มันหันหน้ากลับมา กำหมัดแน่น ออกแรงเบ่งจนหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
“อาซาง นี่คือเคลื่อนย้ายพริบตาใช่ไหม” เสียงแหบพร่าดังขึ้นข้างๆ
เฉียวซางหันไปมอง เห็นเยี่ยหรั่นหรั่นยืนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ เบิกตากว้างมองไปทางผีค้นสมบัติตัวน้อยด้วยความตกตะลึง
ท่าทางแบบนี้ดูงี่เง่าจัง…
เฉียวซางได้สติ ลืมไปเสียสนิทว่าเมื่อกี้ตัวเองก็ทำท่าแบบเดียวกันเป๊ะ
“น่าจะใช่นะ” เฉียวซางตอบ
“ถ้าฉันจำไม่ผิด ผีค้นสมบัติน่าจะเป็นสัตว์อสูรธาตุผีใช่ไหม?” เสียงของเยี่ยหรั่นหรั่นสั่นเล็กน้อย
“พี่จำไม่ผิดหรอก” เฉียวซางพยักหน้า
“แล้ว…” เยี่ยหรั่นหรั่นพึมพำ
ยังไม่ทันพูดจบ เฉียวซางก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “ก็อย่างที่พี่คิดนั่นแหละ”
เยี่ยหรั่นหรั่นช็อกไปแล้ว
เธอต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ “เธอจ่ายไปเท่าไหร่?”
“ไม่ได้จ่ายหรอก ตอนนั้นใช้คูปองแลกสัตว์อสูรจากศึกร้อยหน้าใหม่ไปแลกมาน่ะ” เฉียวซางตอบ
เยี่ยหรั่นหรั่น “!!!”
ประโยคนี้ทำเอาเยี่ยหรั่นหรั่นช็อกยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเฉียวซางมีเงินรางวัลห้าล้านเสียอีก
“แล้วลุงสามล่ะคะ?” เฉียวซางถาม
เยี่ยหรั่นหรั่นไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เธอจ้องมองเฉียวซางอย่างน้อยใจแล้วพูดว่า “ฉันจิตตกแล้วนะ”
เฉียวซางถอนหายใจและพูดว่า “พี่ก็เห็นว่าหนูเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัวขนาดไหน เรื่องแบบนี้หนูไม่ได้ตั้งใจจะบอกใครเลยนะ แต่การที่เสี่ยวสวินเป่าจู่ๆ ก็ใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพริบตาได้ หนูเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน”
การที่สัตว์อสูรมีพรสวรรค์เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องปิดบัง เพราะการมีคัมภีร์อสูรอยู่ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งสัตว์อสูรที่ทำสัญญาไปแล้วได้
เยี่ยหรั่นหรั่น “…!”
จงใจใช่ไหมเนี่ย? นี่ตั้งใจอวดชัดๆ!
…
ถึงแม้ผีค้นสมบัติตัวน้อยจะใช้เคลื่อนย้ายพริบตาได้ แต่ก็ยังเด็กเกินไป พลังงานในร่างยังไม่เพียงพอที่จะให้มันเคลื่อนย้ายพริบตาได้หลายๆ ครั้ง แถมพละกำลังของมันก็ยังห่างไกลจากเกณฑ์มาก มันจึงไม่สามารถเข้าเส้นชัยได้ภายในเวลาที่กำหนด
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีสัตว์อสูรในกลุ่มที่สี่อีกตั้ง 23 ตัวที่เข้าเส้นชัยไม่ทันเหมือนกัน ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดเกินไปหรอก
ระหว่างทางกลับบ้าน เฉียวซางอุ้มหมาเขี้ยวไฟเดินกลับอย่างอารมณ์ดี แถมยังฮัมเพลงเป็นระยะๆ
ผีค้นสมบัติตัวน้อยที่แพ้มาก็ไม่ได้เสียใจอะไร มันนอนดูดนมสบายใจเฉิบอยู่บนหัวของเฉียวซาง ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มีความกระหายในชัยชนะรุนแรงเท่ากับหมาเขี้ยวไฟ
ครอบครัวเดินคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง มีเพียงลุงสามที่กลับมาทำตัวเงียบขรึมเหมือนเดิม
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก แค่จระเข้บึงคำรามที่เป็นความหวังของเขาดันแพ้ให้กับนากสายฟ้าไปแค่เก้าวินาที ทำให้ต้องตกไปอยู่อันดับสอง
“พ่อ อันดับสองก็ดีออกนะ เบิกค่าใช้จ่ายในศูนย์ผู้ฝึกอสูรตำบลฉีถังได้ตั้งครึ่งปี พ่อจะได้พาจระเข้บึงคำรามกับปลาหมึกดำไปตรวจสุขภาพด้วยเลย” เยี่ยจิ้งเหวินปลอบใจ
“ใช่ค่ะลุงสาม หนูกลับคิดว่ารางวัลที่สองนี่ใช้ประโยชน์ได้จริงกว่ารางวัลที่หนึ่งตั้งเยอะ” เฉียวซางพูดกลั้วหัวเราะ
ลุงสามฝืนยิ้ม “พ่อไม่เป็นไรหรอก ได้ที่สองก็ดีเหมือนกัน งานนี้ต้องขอบใจลูกกับอาซางมากนะ”
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ไม่เหนื่อยเลย” เฉียวซางยิ้มจนตาหยี
ตอนแรกกะมาเป็นแค่ตัวประกอบ ไม่คิดเลยว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยจะได้เรียนรู้ทักษะใหม่ด้วย ถือว่าคุ้มสุดๆ ไปเลย!
เฉียวซางอารมณ์ดีมาตลอดทาง แต่พอถึงบ้านเธอก็ยิ้มไม่ออกซะแล้ว
“อ้าว จักรยานที่ปั่นออกไปเมื่อเช้าหายไปไหนล่ะ?” ป้าสามมองดูที่จอดจักรยานประจำแล้วก็ถามขึ้น
เฉียวซาง “!!!”
…
ยามค่ำคืน
เวลา 19:28 น.
ลำธารหลิวกาน
เฉียวซางมองหมาเขี้ยวไฟที่กำลังสัมผัสพลังงานในร่างอย่างจนใจ
วันนี้เพิ่งผ่านการแข่งมาราธอน แถมยังต้องปั่นจักรยานมาตั้งไกล น่าจะได้พักผ่อนแท้ๆ
แต่หมาเขี้ยวไฟขยันเกินไป ยืนกรานที่จะมาฝึกบอลพลังงานให้ได้
ในฐานะผู้ฝึกอสูร เมื่อสัตว์อสูรอยากฝึก จะไปพูดจาตัดกำลังใจอยู่ข้างๆ ก็คงไม่ได้
ดังนั้นถึงได้มีฉากที่มาโผล่อยู่ที่ลำธารหลิวกานกลางดึกแบบนี้
เฉียวซางหาที่นั่งขัดสมาธิบนพื้นตามความเคยชิน เท้าคางมองหมาเขี้ยวไฟที่กำลังรวบรวมบอลพลังงานอยู่ตรงหน้า
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่บอลพลังงานดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นมานิดนึงนะ
เฉียวซางมองบอลพลังงานพลางคิดในใจ
คืนนี้ไม่รู้ว่าจะระเบิดปลาขึ้นมาได้สักตัวไหมนะ…
บอลพลังงานลอยสูงขึ้นไปแล้ว
1 เมตร 2 เมตร 3 เมตร… 6 เมตรแล้วก็ยังไม่หยุด
เฉียวซางชะงักไปเล็กน้อย เผลอยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง เธอแหงนหน้ามองบอลพลังงานที่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมถึงยังไม่หลุดการควบคุมล่ะ?
ความสูงขนาดนี้เหมือนจะถึงเกณฑ์ของฝนดาวตกเพลิงในอากาศแล้วนะ?
บอลพลังงานสีแดงลอยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงความสูงประมาณ 23 เมตรจึงหยุดลง
ครั้งนี้บอลพลังงานไม่ได้สูญเสียการควบคุมและตกลงมา หรือระเบิดไปเอง แต่มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศประมาณ 2 วินาที ก่อนจะระเบิดออก
เปลวไฟสีแดงสามดวงร่วงหล่นลงมาท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เงียบสงัด ราวกับดาวตกสีแดงที่ตกลงมาประดับราตรี
“ตู้ม!”
“ตู้ม!”
“ตู้ม!”
ประกายไฟสีแดงฉานตกลงบนพื้นดินและเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกัน
ฝุ่นคลุ้งตลบอบอวล พร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงฉานที่เบ่งบานอย่างงดงาม
เปลวไฟสีแดงดวงหนึ่งตกลงมาไม่ไกลจากด้านหน้าของเฉียวซาง สาดแสงส่องให้เห็นใบหน้าที่กำลังอ้าปากค้าง รูม่านตาขยายกว้าง และคางแทบจะร่วงไปกองกับพื้นของเธอ
เฉียวซางรู้สึกเหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ
ฝนดาวตกเพลิง…
เหมือนจะสำเร็จแล้ว…

0 Comments