ตอนที่ 103 สายสะพายไม้ผลัดล่ะ?!
แปลโดย เนสยังเปลวไฟสีแดงพุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง เปล่งประกายเจิดจ้าอย่างไร้ความเกรงใจ
แว่นตากันแดดทรงสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และรูปร่างที่คุ้นเคย ทำให้เธอจำได้ทันทีว่านี่คือหยาเป่าของเธอเอง
เฉียวซางยืนนิ่งไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่ความดีใจที่หมาเขี้ยวไฟมาถึงจุดส่งไม้ผลัดได้เร็วขนาดนี้ แต่เป็นความกังวลอย่างลึกซึ้ง
สภาพแบบนี้มันคุณลักษณะเพลิงเดือดนี่นา?!
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
เพลิงเดือดโผล่มาได้ยังไง?!
หรือว่าวิ่งมาราธอนจนหมดแรงแล้วมันระเบิดออกมาเอง?
คิดมาถึงตรงนี้ เฉียวซางก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
เหมือนว่าความเป็นไปได้นี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีแฮะ…
เมื่อหมาเขี้ยวไฟหยุดวิ่ง มันไม่ได้มองหาจระเข้บึงคำรามที่จุดส่งไม้ผลัดที่สามทันที แต่กลับหันไปยิ้มเยาะหมูลูกเด้งที่ตามหลังมันมาครึ่งก้าว พลางยื่นขาหน้าขวาออกมาชูนิ้วเท้าที่อยู่ริมสุดขึ้น
หมูลูกเด้งปรายตามองหมาเขี้ยวไฟแวบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งสวนไปและส่งสายสะพายไม้ผลัดสีเหลืองให้กบฝนตัวน้อยที่รออยู่ริมฝั่งก่อน
หมาเขี้ยวไฟยังคงรักษาท่วงท่าอันหล่อเหลาเอาไว้ แต่มุมปากที่แข็งค้างก็บ่งบอกได้ว่ามันช็อกจนกลายเป็นหินไปแล้ว
หมาเขี้ยวไฟวัยไม่ถึงครึ่งปีเพิ่งได้สัมผัสกับชีวิตที่พลิกผันอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
จากที่ฮึกเหิมอย่างที่สุด กลับกลายเป็นจิตใจแตกสลายในชั่วพริบตา
เปลวเพลิงที่ลุกโชนบนร่างก็ห่อเหี่ยวลงไปถนัดตา
“หยาเป่า ส่งสายสะพายไม้ผลัดเร็วเข้าสิ!” เฉียวซางตะโกน
“จ๊วบ! จ๊วบ!”
หมาเขี้ยวไฟถึงเพิ่งได้สติ มันหันขวับเตรียมจะถอดสายสะพายไม้ผลัดส่งให้จระเข้บึงคำรามที่รอจนน้ำตาแทบจะไหลอยู่แล้ว
แต่พอก้มหน้าลง
“โฮ่ง?!”
สายสะพายไม้ผลัดล่ะ?!
…
การแข่งขันมาราธอนสัตว์อสูรของตำบลฉีถังที่จัดมาจนถึงตอนนี้ เพิ่งจะเคยเกิดเหตุการณ์ที่สายสะพายไม้ผลัดหายวับไประหว่างทางเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรีบจัดหาสายสะพายเส้นใหม่มาให้ด่วน
ใครจะไปคิดว่าสายสะพายไม้ผลัดจะถูกหมาเขี้ยวไฟที่ปลุกคุณลักษณะเพลิงเดือดเผาจนไหม้เกรียมไม่เหลือซากแบบนี้
เดิมทีในตำบลก็มีสัตว์อสูรธาตุไฟน้อยอยู่แล้ว ยิ่งพวกที่มีคุณลักษณะเพลิงเดือดด้วยยิ่งหาดูยาก คนเฒ่าคนแก่ในตำบลก็เพิ่งเคยเห็นสัตว์อสูรธาตุไฟวิ่งมาราธอนจนไฟเดือดแตกก็คราวนี้แหละ
ในแง่หนึ่ง หมาเขี้ยวไฟถือว่าโด่งดังในตำบลฉีถังไปเลย
ต่อมาเมื่อมีการจัดการแข่งขันมาราธอนสัตว์อสูรอีกครั้ง ผู้จัดงานถึงกับต้องทำสายสะพายไม้ผลัดที่ทำจากวัสดุกันไฟพิเศษมาให้สัตว์อสูรธาตุไฟโดยเฉพาะเลยทีเดียว
แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องในภายหลัง
กว่าเจ้าหน้าที่จะนำสายสะพายเส้นใหม่มาให้ เวลาก็ผ่านไปถึงสามนาทีแล้ว
ระดับความสามารถของสัตว์อสูรในการแข่งมาราธอนแบ่งออกเป็นสี่ระดับ
กลุ่มแรกคือพวกที่วิ่งนำโด่งทิ้งห่างคนอื่น กลุ่มที่สองคือพวกที่สามารถตามกลุ่มนำได้ทัน กลุ่มที่สามคือพวกที่มาถึงทันเวลาเส้นตายพอดี และกลุ่มที่สี่คือพวกที่ยอมแพ้ไปกลางทาง
ผลงานของหมาเขี้ยวไฟในครั้งนี้ถือว่าดีมาก สามารถเบียดเข้าสู่กลุ่มที่สองได้ แต่ความสามารถของสัตว์อสูรในกลุ่มที่สองนั้นไม่ต่างกันมากนัก ลำดับอาจคลาดเคลื่อนกันแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
เนื่องจากเสียเวลาไปสามนาที ทำให้หมาเขี้ยวไฟตกจากอันดับที่ 51 ในไม้ผลัดที่สอง ลงมาอยู่อันดับที่ 62 ทันที
“ไม่เป็นไรหรอก อันดับ 62 นี่ยังดีกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก” เฉียวซางปลอบใจ
“โฮ่ง”
หมาเขี้ยวไฟน้ำตาคลอเบ้า รู้สึกแย่กว่าเดิมอีก
เมื่อก่อนมันไม่เคยแพ้ใครเลย แต่ตอนนี้ไม่เพียงแค่แพ้ แต่ดันแพ้ให้คู่แข่งถึง 61 ตัวรวดเดียว
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยถอดห่วงออกแล้วยื่นนมให้ถูกจังหวะพอดี
หมาเขี้ยวไฟรับนมมา ก้มหน้าดื่มด้วยความคับแค้นใจ
เศร้าก็เศร้าไป แต่นมก็ยังต้องกิน
“ดูแกสิ เมื่อก่อนตอนไฟเดือดแตกแป๊บเดียวแกก็สลบไปแล้ว แต่ตอนนี้แกยังมีสติอยู่แถมนั่งกินนมได้อีก นี่แหละที่เรียกว่าพัฒนาการ” เฉียวซางยังคงปลอบต่อไป
หมาเขี้ยวไฟชะงักไปตอนกำลังดื่มนม มันเงยหน้ามองเจ้านายอย่างอึ้งๆ
เหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แฮะ…
“โฮ่ง!”
ดวงตาของหมาเขี้ยวไฟเป็นประกาย อารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น
เยี่ยหรั่นหรั่นที่ยืนมองอยู่ข้างๆ เห็นเฉียวซางพูดปลอบแค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้หมาเขี้ยวไฟกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง จึงเอ่ยชมว่า “ฉันเริ่มรู้สึกว่าที่จิ้งเหวินพูดวันก่อนมันมีเหตุผลนะ เธอมีพรสวรรค์ในการเป็นนักเพาะเลี้ยงจริงๆ”
นักเพาะเลี้ยงไม่เพียงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงดูและสถานะสุขภาพของสัตว์อสูรแต่ละชนิด แต่ยังต้องสามารถกำหนดแผนการและทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกัน โดยประเมินจากสภาพจิตใจและระดับความสามารถของสัตว์อสูรในปัจจุบัน
วิชาจิตวิทยาสัตว์อสูรคือหนึ่งในวิชาบังคับสำหรับการสอบใบอนุญาตนักเพาะเลี้ยง
เฉียวซางเพิ่งทำสัญญากับหมาเขี้ยวไฟได้ไม่นานก็สามารถเข้าใจสภาพจิตใจของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แสดงว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ
“สัตว์อสูรธาตุไฟที่ปลุกคุณลักษณะเพลิงเดือดได้ตั้งแต่ตัวแค่นี้หายากมากนะ อาซางมีพรสวรรค์ สัตว์อสูรที่ทำสัญญาก็มีพรสวรรค์ เป็นผู้ฝึกอสูรอาชีพไปเลยนั่นแหละดีแล้ว” ลุงสามที่กำลังมองจระเข้บึงคำรามดำน้ำครึ่งตัวออกไปพูดแทรกขึ้นมา
ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้ม บ่งบอกถึงความพึงพอใจอย่างมากกับเวลาที่หมาเขี้ยวไฟทำได้
“วันนี้หรั่นหรั่นกับอาซางเหนื่อยหน่อยนะ ถ้าเราได้ที่หนึ่งล่ะก็ สมุดภาพคอลเลกชันนั่นพวกเธอเอาไปดูได้ตามสบายเลย” ลุงสามหัวเราะ
ไม่จำเป็นสักนิด!
ตั้งแต่รู้ว่ารางวัลประเภทเดี่ยวคืออะไร เฉียวซางก็แทบไม่อยากมองหน้าลุงสามตรงๆ อีกเลย
ของที่อยากได้มันช่างขัดกับภาพลักษณ์ผู้ชายวัยกลางคนที่ทำงานหนักและดูเป็นผู้ใหญ่ของเขาสุดๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าป้าสามกับเยี่ยจิ้งเหวินจะคิดยังไงกับแรงจูงใจในการแข่งมาราธอนของลุงสามในครั้งนี้
เฉียวซางหันขวับไปมองหาป้าสามกับเยี่ยจิ้งเหวินตามสัญชาตญาณ
เห็นพวกเธอกำลังตื่นเต้นกับการถ่ายรูปสัตว์อสูรที่ลงแข่งอยู่ข้างๆ โดยไม่ได้สนใจบทสนทนาทางนี้เลยแม้แต่น้อย
เฉียวซางเห็นดังนั้นจึงไม่เข้าไปขัดจังหวะพวกเธอ
สำหรับคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ มาตลอดชีวิต โอกาสที่จะได้เห็นสัตว์อสูรตัวเป็นๆ มากมายขนาดนี้ในคราวเดียวไม่ใช่เรื่องที่หาได้ง่ายๆ
…
ถนนเก่าซูซง
หอประชุมสาธารณะแห่งหนึ่ง
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกิจกรรมการแข่งขันของผู้ฝึกอสูรที่มีไม่มากนักในตำบล จึงได้รับความสนใจจากชาวเมืองทั้งตำบล
แต่เดิมผู้คนมารวมตัวกันที่จุดเริ่มต้น แต่เนื่องจากกฎกติกาไม่อนุญาตให้วิ่งตาม ประกอบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว การยืนแกร่วอยู่กลางแจ้งนานๆ ก็คงไม่ไหว
ดังนั้นตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์จึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ถนนเก่าซูซงซึ่งเป็นจุดส่งไม้ผลัดที่ห้าของลู่วิ่งที่สาม หอประชุมที่อยู่ใกล้ที่สุดจึงถูกจัดให้เป็นสถานที่สำหรับชมการถ่ายทอดสด
เฉียวซางเป็นผู้เข้าแข่งขันในลู่วิ่งที่หนึ่ง หลังจากส่งหมาเขี้ยวไฟไปที่จุดส่งไม้ผลัดที่สองแล้ว เธอต้องรีบเดินทางไปรอที่จุดส่งไม้ผลัดที่สามล่วงหน้า จึงไม่มีเวลาดูการถ่ายทอดสดเลย
แต่ตอนนี้มีเวลาแล้ว
เฉียวซางเขย่งเท้าพยายามมองจอภาพขนาดใหญ่ที่ถ่ายทอดสดในหอประชุม แต่ข้างหน้ามีคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด ทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรเลย
หมาเขี้ยวไฟก็เลียนแบบเจ้านายพยายามเขย่งเท้าตาม แต่แน่นอนว่าก็มองไม่เห็นอะไรเหมือนกัน
มีเพียงผีค้นสมบัติตัวน้อยที่ลอยสูงขึ้นไปครึ่งเมตร ทำให้สามารถมองเห็นภาพถ่ายทอดสดได้อย่างชัดเจน
“อาซาง เลิกพยายามเถอะ เธอยังเตี้ยกว่าฉันอีก ฉันยังมองไม่เห็นเลย นับประสาอะไรกับเธอ” เยี่ยหรั่นหรั่นหันมาบอก
เฉียวซาง “…”
ก็พูดถูกนะ เธอเถียงไม่ออกเลย…
ตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าก็หันกลับมา
เขาเห็นเฉียวซางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปข้างๆ
และแล้วเขาก็ได้เห็นสัตว์อสูรธาตุไฟที่เป็นที่จดจำอย่างมากจากการถ่ายทอดสดเมื่อครู่นี้
“นี่มันหมาน้อยธาตุไฟที่ล้มแล้วลุกขึ้นมา แซงหมูแล้วก็โดนหมูแซง แถมยังเผาสายสะพายไม้ผลัดซะไหม้เกรียมตัวนั้นนี่นา?!” คุณลุงพูดด้วยความตื่นเต้น
ทันใดนั้น ผู้คนที่ยืนดูอยู่ข้างหน้าก็พากันหันขวับมามอง
“ไหนๆ!”
“อยู่ไหน? ขอฉันดูหน่อย!”
“พวกคุณก็ให้เขาเข้ามาสิ ไปบังเขาไว้ได้ยังไง!”
“ฉันรู้จัก! มันชื่อหมาเขี้ยวไฟ!”
“คนข้างหลังหลบหน่อยนะ ให้พวกเขาเข้ามาดูสิ!”
และด้วยบารมีของหมาเขี้ยวไฟ เฉียวซางกับเยี่ยหรั่นหรั่นจึงได้มายืนดูการถ่ายทอดสดในตำแหน่งวีไอพีสุดพิเศษที่ด้านหน้าสุดของหอประชุม

0 Comments