ตอนที่ 74 องค์กษัตริย์ต่างหากคือช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยมที่สุด
แปลโดย เนสยังพี่สาวของฉันคนนี้ ช่างมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งเสียจริงๆ! โจเซฟรู้สึกทึ่งอยู่ในใจ ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง แถมยังต้องโดนเจาะเลือดเดือนละสองครั้ง แต่นางก็ยังอุตส่าห์มีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้…
แต่เตแรสกลับถามด้วยความไม่เข้าใจว่า: “ทำไมล่ะ? หมอบาติสต์ทำอะไรผิดหรือ?”
“เขายังไม่เคยทำอะไรถูกเลยต่างหากล่ะ…”
โจเซฟจู่ๆ ก็นึกถึงข่าวที่หมอลามาร์กส่งมาเมื่อสองวันก่อน ว่าสามารถสกัดโทโคฟีรอล (Tocopherol) ออกมาได้สำเร็จแล้ว เขาก็รู้สึกปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที
เดิมที เขาตั้งใจจะใช้วิตามินอี (Vitamin E) หรือก็คือโทโคฟีรอล มาเป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอาง แต่ดูเหมือนว่าของสิ่งนี้จะมีสรรพคุณในการรักษาโรคโลหิตจางจากความผิดปกติของร่างกายได้ด้วย แถมยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อีกต่างหาก
เอามาให้เตแรสกินก็เหมาะพอดีเลย
และหากกินคู่กับอาหารเสริมธาตุเหล็ก ก็น่าจะช่วยให้อาการโลหิตจางของนางดีขึ้นได้อย่างมาก
ส่วนเรื่องอาหารเสริมธาตุเหล็กนั้น เขาก็สามารถขอให้หมอลามาร์กช่วยสังเคราะห์ไอร์ออน(II) ซัลเฟต (Iron(II) sulfate) ขึ้นมาให้สักหน่อยก็ได้
ของสิ่งนี้ก็แค่เอาเหล็กไปต้มรวมกับกรดซัลฟิวริกเจือจาง แล้วปล่อยให้ตกผลึกและกรองออกมา วิธีการทำนั้นง่ายแสนง่าย
เขากำชับเตแรสอย่างจริงจังว่า:
“ต่อไปห้ามเจาะเลือดระบายไข้อีกเด็ดขาดนะ มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของท่านพี่อย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ข้าได้เตรียมยาชนิดหนึ่งเอาไว้ มันน่าจะช่วยบรรเทาอาการป่วยของท่านพี่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะให้คนเอาไปส่งให้นะ”
“จริงหรือ? เจ้ามียาวิเศษนั่นจริงๆ หรือ?” เตแรสแสดงสีหน้าดีใจ
ความจริงแล้ว นางก็ไม่อยากจะถูกเจาะเลือดอีกต่อไปแล้ว ไม่มีเด็กสาวคนไหนอยากจะให้มีรอยแผลเป็นอยู่บนแขนของตัวเองไปตลอดชีวิตหรอก
โจเซฟพยักหน้า
“โอ้ โจเซฟน้องรัก เจ้าเป็นอัจฉริยะจริงๆ!”
ในขณะที่เตแรสกำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ นางก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนขึ้นมา จึงรีบบอกลาทุกคน แล้วให้สาวใช้ช่วยพยุงเดินออกจากห้องเต้นรำกลับไปพักผ่อน
โจเซฟกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องปริมาณของวิตามินอี และไอร์ออน(II) ซัลเฟตที่จะให้พี่สาวกิน แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมไม่เอาของพวกนี้ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วนำไปวางขายในร้านของแองเจิลแห่งปารีสเสียเลยล่ะ?
วิตามินอีมีสรรพคุณทั้งต่อต้านริ้วรอย และปรับสมดุลประจำเดือนของผู้หญิง หากนำมาจับคู่กับไอร์ออน(II) ซัลเฟตที่ช่วยบำรุงเลือด นี่มันก็คือ “เพื่อนแท้ของผู้หญิง” ชัดๆ!
ของสิ่งนี้จะต้องทำให้บรรดาคุณหญิงคุณนายคลั่งไคล้ได้อย่างแน่นอน
เขานึกถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำชื่อดังยี่ห้อหนึ่งในยุคหลังขึ้นมาได้ แววตาของเขาก็ทอประกายแห่งเงินลีฟร์วาววับ เขาพึมพำกับตัวเองว่า:
“ตั้งชื่อว่า ‘มาดามจอย’ (Ladies’ Joy Oral Liquid) ก็แล้วกัน!”
บรรดาคุณหนูขุนนางที่ยืนรออยู่รอบๆ เมื่อเห็นว่าองค์หญิงเสด็จกลับไปแล้ว พวกนางก็ไม่รอช้า รีบกรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวมกุฎราชกุมารทันที ต่างคนต่างก็พยายามโพสท่าทางหรือส่งสายตาหยาดเยิ้ม เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาอย่างสุดฤทธิ์
โจเซฟรู้สึกปวดหัวตึ้บ กำลังจะหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากเปริน แต่ก็เห็นคุณหญิงวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งถือแก้วไวน์และขนมเดินตรงเข้ามาหาเขาเสียก่อน
เขารีบหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาถือไว้ คุณหญิงคนนั้นก็ใช้จังหวะนั้นย่อเข่าทำความเคารพเขา พร้อมกับยิ้มและกล่าวว่า:
“ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าจะขอรบกวนเวลาพระองค์สักสองสามนาทีได้ไหมเพคะ?”
เอมงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบกระซิบเตือน:
“ฝ่าบาท ท่านนี้คือมาดามเอริคพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟถึงได้รู้ว่านางไม่ใช่นางกำนัล เขาจึงโค้งตัวตอบรับ:
“ท่านมีธุระอะไรหรือ?”
บรรดาเด็กสาวที่อยู่รอบๆ เมื่อเห็นว่า “ยัยป้า” คนนี้ไหวตัวได้เร็วกว่า และชิงตัดหน้าพวกนางไปได้ ต่างก็พากันถลึงตาใส่นางด้วยความไม่พอใจ
แต่มาดามเอริคก็ทำเป็นไม่สนใจ นางเอ่ยกับโจเซฟว่า:
“ฝ่าบาท พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าตอนที่สามีของหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ เขามีหุ้นส่วนทางธุรกิจอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเขาให้ความเคารพนับถือพระองค์เป็นอย่างมากเพคะ”
มาดามเอริคยื่นซองจดหมายซองหนึ่งส่งให้โจเซฟ:
“อาจจะดูเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่เขาอยากจะขอเข้าเฝ้าเพื่อพูดคุยเรื่องบางอย่างกับพระองค์เพคะ โอ้ แน่นอนว่า การจะอนุญาตให้เขาเข้าพบหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของพระองค์เพคะ แต่เขาก็ฝากบอกมาด้วยว่า หากพระองค์ยอมให้เขาเข้าเฝ้า พระองค์จะไม่มีวันเสียพระทัยอย่างแน่นอนเพคะ”
โจเซฟเปิดซองจดหมายออกดู ก็พบว่าข้างในมีตั๋วชมละครเวทีอยู่ใบหนึ่ง
มาดามเอริคขยับเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า:
“ฝ่าบาท นี่เป็นของที่ท่านฮาร์ตลีย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษ ฝากมาถวายเพคะ”
เอกอัครราชทูตอังกฤษงั้นหรือ? โจเซฟหรี่ตาลงเล็กน้อย เขามาหาฉันทำไมกัน?
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องสนธิสัญญาอีเดน (Eden Treaty) ที่ดูปองต์เคยพูดถึงขึ้นมาได้ เขาแอบคิดในใจว่า: ไม่ว่าพวกอังกฤษจะต้องการอะไร การได้พูดคุยกับพวกเขาเพื่อหยั่งเชิงดูก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่เลวเหมือนกัน
เขาจึงชูซองจดหมายในมือขึ้น แล้วยิ้มตอบมาดามเอริคว่า:
“รบกวนท่านช่วยฝากไปบอกเขาด้วยว่า ข้าจะไปตามนัด”
กว่างานเต้นรำจะสิ้นสุดลง โจเซฟก็แทบจะหมดแรง เขาลากสังขารกลับมายังห้องบรรทม ก็พบว่ามีมหาดเล็กคนสนิทขององค์กษัตริย์มายืนรออยู่หน้าห้องแล้ว
“องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” มหาดเล็กโค้งคำนับ “องค์กษัตริย์ทรงมีรับสั่งเชิญพระองค์ให้ไปพบที่โรงปฏิบัติงานพ่ะย่ะค่ะ ทรงบอกว่ามีเรื่องเซอร์ไพรส์จะให้พระองค์ทอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟจึงรีบเดินตามเขาไปยังโรงปฏิบัติงานของราชวงศ์ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้าไป ยังไม่ทันจะได้ทำความเคารพพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เขาก็ถูกผู้เป็นบิดาลากตัวไปยังเครื่องจักรสีเหล็กดำทะมึนเครื่องหนึ่งด้วยความตื่นเต้น
โจเซฟมองปราดเดียวก็รู้ว่า นี่คือเครื่องพิมพ์
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ส่งสัญญาณให้ช่างทำแม่พิมพ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ช่างคนนั้นก็รีบพยักหน้า นำแผ่นหินที่วาดลวดลายเสร็จแล้วไปยึดไว้ตรงกลางเครื่องพิมพ์ จากนั้นก็หยิบกระดาษหลายแผ่นไปวางไว้บนตะแกรงเหล็กด้านบน แล้วทาหมึก ดึงคันโยกยาวๆ ลงมาอย่างแรงเพื่อกดทับ
เมื่อยกคันโยกขึ้น กระดาษแผ่นนั้นก็ปรากฏลวดลายของพระราชวังแวร์ซายส์ขึ้นมา
แต่ช่างทำแม่พิมพ์คนนั้นก็ยังไม่หยุดมือ เขาเพียงแค่ดึงภาพที่พิมพ์เสร็จแล้วออกไป แล้วดึงคันโยกลงมาอีกครั้ง ภาพที่สองก็ปรากฏขึ้นมาทันที
เขาทำแบบนี้ติดต่อกันถึง 5 แผ่น จึงค่อยหยุดเพื่อทาหมึกและเติมกระดาษใหม่ กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งนาทีนิดๆ เท่านั้น!
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงทอดพระเนตรโจเซฟด้วยความภูมิใจ ราวกับกำลังรอคอยคำชื่นชมอย่างพายุบุแคมจากพระโอรส
“เสด็จพ่อผู้เป็นที่รัก พระองค์ทรงดัดแปลงเครื่องพิมพ์แผ่นหินเสร็จเร็วขนาดนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” โจเซฟเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ใช้เวลาเพียงแค่สามวันเอง…”
ช่างทำแม่พิมพ์ที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่ามกุฎราชกุมารไม่ทันสังเกตเห็นจุดสำคัญ ก็รีบกระซิบเตือนว่า:
“ฝ่าบาท องค์กษัตริย์ทรงประดิษฐ์เครื่องป้อนกระดาษอัตโนมัติขึ้นมาด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
เขาชี้ไปที่คันโยกที่มีลักษณะคล้ายคราดบนตะแกรงเหล็กใส่กระดาษ:
“เมื่อก่อน ทุกครั้งที่จะพิมพ์ เราจะต้องจัดวางกระดาษใหม่และจัดให้ตรงกันเสมอ แต่ตอนนี้ เราสามารถพิมพ์ต่อเนื่องได้ถึง 5 แผ่นในคราวเดียว ความเร็วในการพิมพ์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟเบิกตากว้างจ้องมองพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในใจก็แอบคิดว่า สมแล้วที่เป็นผู้ถือสิทธิบัตรเครื่องกิโยติน (Guillotine) รุ่นใหม่ ไม่เสียชื่อเสียงจริงๆ!
นี่ไม่เพียงแต่ทำให้เครื่องพิมพ์สามารถรองรับแม่พิมพ์หินได้เท่านั้น แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพให้มันอย่างมหาศาลอีกด้วย!
ด้วยวิธีนี้ จะช่วยลดเวลาและต้นทุนในการพิมพ์ลงไปได้อีกมาก
“นอกจากคำชื่นชมและคำยกย่องแล้ว ข้าก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความรู้สึกของข้าได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โจเซฟทำท่าทางทาบอกโค้งคำนับให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อย่างเกินจริง “พระองค์ทรงเป็นองค์กษัตริย์ที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเห็นมาเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาแอบต่อท้ายประโยคในใจว่า: เฉพาะในเรื่องของการประดิษฐ์เครื่องจักรกลเท่านั้นนะ
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูพระหัตถ์ไปมาด้วยความภูมิใจพลางตรัสว่า:
“หากดัดแปลงสปริงอีกสักนิด ก็น่าจะสามารถพิมพ์ต่อเนื่องได้ 10 ถึง 20 แผ่นเลยนะ”
พระองค์เริ่มอธิบายสิ่งประดิษฐ์ของตนราวกับกำลังนับของมีค่าในบ้าน:
“ดูตรงนี้นะ เวลาที่ดึงคันโยกลงมา มันก็จะไปดันให้กระดาษขยับ แล้วก็ดันกระดาษให้เลื่อนไปข้างหน้า…”
โจเซฟมองดูชิ้นส่วนกลไกอันประณีตเหล่านั้น จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า บางทีเขาอาจจะไม่ต้องรอให้ช่างฝีมือจากโรงงานผลิตอาวุธชาร์ลวิลล์มาถึงก่อนก็ได้ แต่สามารถเริ่มการวิจัยและพัฒนาปืนไรเฟิลรุ่นใหม่ได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย
องค์กษัตริย์ต่างหากคือช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยมที่สุด หากไม่ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ก็คงจะเสียของแย่!
เขาหันไปสอบถามความคืบหน้าของช่างทำแม่พิมพ์ และเมื่อทราบว่าพวกเขาสามารถทำแม่พิมพ์หินได้อย่างชำนาญแล้ว เขาก็สั่งให้เอมงเรียกทหารองครักษ์ที่เตรียมไว้มาคุ้มกันพวกเขา เพื่อพากลับไปที่สำนักพิมพ์ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” ทันที
ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ทรงอนุญาตให้นายแฟร์ล็อง (Ferland) ช่างทำกุญแจชื่อดังซึ่งเป็นผู้ช่วยของพระองค์ เดินทางไปที่สำนักพิมพ์เพื่อช่วยปรับปรุงเครื่องพิมพ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อช่างฝีมือทุกคนเดินทางกลับไปหมดแล้ว โจเซฟก็รีบขยับเข้าไปใกล้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวนว่า:
“เสด็จพ่อที่รัก ข้ามีแบบแปลนปืนไรเฟิลที่ประณีตซับซ้อนมากอยู่แบบหนึ่ง ซึ่งมีเพียงช่างฝีมือที่มีทักษะระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่จะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้
“ไม่ทราบว่าพระองค์จะทรงสนพระทัยอยากลองสร้างมันดูไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
ดวงตาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทอประกายวาววับขึ้นมาทันที…

0 Comments