ตอนที่ 73 ใช้หนังสือพิมพ์เป็นดั่งดาบ
แปลโดย เนสยังสถานการณ์การขายหนังสือพิมพ์อย่างถล่มทลายกำลังเกิดขึ้นทั่วทุกมุมเมืองในปารีส
บรรดาเด็กขายหนังสือพิมพ์เหล่านั้น เดิมทีส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ตกงานและไม่มีอะไรทำ จึงลองไปเสี่ยงดวงที่สำนักพิมพ์ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” ดู แต่ไม่คิดเลยว่ายอดขายจะดีเป็นเทน้ำเทท่าขนาดนี้
ตามข้อตกลง พวกเขาจะได้รับค่าตอบแทน 6 เดอนีเย ต่อหนังสือพิมพ์ทุกๆ 10 ฉบับที่ขายได้ พอเลยช่วงเที่ยงมาได้ไม่นาน เด็กขายหนังสือพิมพ์ที่โชคดีหน่อยก็ขายหนังสือพิมพ์ไปได้ถึง 50 ฉบับแล้ว ซึ่งนับว่าหาเงินได้มากกว่าการไปเป็นกรรมกรในโรงงานถึงหลายเท่าตัว!
เรื่องราวของฮันเตอร์·ชอว์ที่ถูกถอนหมั้น และเรื่องของแคลร์ที่ถูกยิงแต่ไม่ตาย กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพูดถึงกันอย่างแพร่หลายทั่วทั้งปารีสภายในเวลาเพียงเช้าวันเดียว
หลายคนเมื่อได้ยินคนอื่นพูดคุยถกเถียงกันถึงเรื่องราวในนิยายอย่างออกรส แต่ตัวเองกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะรู้บ้าง
และในขณะที่พวกเขากำลังลังเลว่าจะยอมเจียดเงินไปบอกรับสมาชิกหนังสือพิมพ์ดีหรือไม่ พวกเขาก็ได้ยินมาว่ามีคนเดินขายหนังสือพิมพ์อยู่ตามท้องถนน จึงรีบพากันไปซื้อมาอ่านทันที
ส่วนบรรดาคุณหญิงคุณนายผู้คลั่งไคล้ในเทรนด์ใหม่ๆ ก็เริ่มจัดงานซาลอน (Salon) เพื่อพูดคุยกันในหัวข้อ “แคลร์ผู้เป็นอมตะ” หรือ “ตระกูลนักเล่นแร่แปรธาตุ” กันอย่างคึกคัก พวกนางต่างก็มีสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมว่า เรื่องราวเหล่านี้จะต้องกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ฮิตที่สุดอย่างแน่นอน ดังนั้นพวกนางจึงต้องรีบชิงความได้เปรียบไว้ก่อน
พอตกเย็น ผู้คนในปารีสถึงขั้นใช้ประโยคที่ว่า “ท่านอ่านนิยายเรื่องนั้นแล้วหรือยัง?” มาเป็นคำทักทายเวลาเจอกันไปแล้ว
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะชีวิตความบันเทิงในศตวรรษที่ 18 นั้นจืดชืดและน่าเบื่อมาก นิยายหรือบทละครก็มีอยู่แค่ไม่กี่แนว ซึ่งส่วนใหญ่ก็อ่านจนเบื่อกันไปหมดแล้ว ผู้คนจึงทำได้แค่พึ่งพาการซุบซิบนินทาเรื่องราวอื้อฉาวของพวกขุนนางมาใช้ฆ่าเวลาเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อต้องมาเจอกับพล็อตเรื่องสไตล์นิยายแนวแอคชั่นแฟนตาซี (爽文) ที่ผ่านการขัดเกลาจากนักเขียนนับไม่ถ้วนในยุคหลัง สำหรับนักอ่านในยุคนี้แล้ว มันคือความตื่นตาตื่นใจที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณเลยทีเดียว แค่อ่านเพียงครั้งเดียวก็ติดงอมแงมแล้ว!
สำหรับชาวเมืองปารีสที่ชีวิตขาดแคลนความบันเทิง นิยายที่เต็มไปด้วยความสะใจ การปูเรื่อง และการทิ้งปมปริศนาอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ยิ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถหยุดอ่านได้เลย
วันต่อมา ในขณะที่ทุกคนยังคงพูดคุยถึงเนื้อเรื่องของนิยายเมื่อวานกันอยู่ พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ในหนังสือพิมพ์ของวันนี้มีตอนใหม่มาให้อ่านแล้ว!
มันช่วยไขปริศนาบางอย่างจากเมื่อวาน และก็ทิ้งปมปริศนาใหม่ที่น่าติดตามยิ่งกว่าเดิมเอาไว้ เนื้อเรื่องยังคงเข้มข้นจนทำให้เลือดสูบฉีด แล้วแบบนี้ใครจะอดใจไหว?
ยอมอดข้าวได้ แต่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ต้องซื้อให้ได้!
ถึงขั้นมีคนลงไม้ลงมือกัน เพื่อแย่งซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้ายจากมือของเด็กขายหนังสือพิมพ์…
พอเลยบ่าย 3 โมง สต๊อกหนังสือพิมพ์ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” และ “ข่าวสารและภาพประกอบ” ก็ถูกกวาดซื้อไปจนหมดเกลี้ยง
เดอนีโคมองดูเด็กขายหนังสือพิมพ์หลายสิบคนที่กำลังยืนรอรับหนังสือพิมพ์ลอตใหม่อย่างร้อนรนด้วยความรู้สึกราวกับกำลังฝันไป
เขารู้อยู่แล้วว่านิยายสุดระทึกที่มกุฎราชกุมารส่งมาให้ จะต้องทำให้หนังสือพิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่ายอดขายจะถล่มทลายขนาดนี้
พระเจ้าช่วย! หนังสือพิมพ์ทั้งสองชนิดถูกตีพิมพ์ออกมาชนิดละตั้ง 7,000 ฉบับ แต่กลับถูกขายไปจนหมดเกลี้ยงเลยเนี่ยนะ!
ต้องรู้ไว้ว่า ประชากรในปารีสทั้งหมดมีอยู่แค่ 5 แสนกว่าคนเท่านั้น และหนังสือพิมพ์ “ปารีสนิวส์” ที่ขายดีที่สุดก่อนหน้านี้ ก็มียอดขายเพียงแค่ไม่ถึง 3,000 ฉบับเท่านั้น
แต่หนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับของเขารวมกัน กลับมียอดขายมากกว่า “ปารีสนิวส์” ถึง 5 เท่า!
มือของเขาเริ่มสั่นเทา เขารีบพุ่งเข้าไปในโรงพิมพ์ ชี้ไปที่เครื่องพิมพ์แล้วตะโกนสั่งคนงานเสียงดังลั่น:
“พิมพ์เพิ่ม! รีบพิมพ์เพิ่มอีก 1,000 ฉบับเดี๋ยวนี้!! ใช้ความเร็วสูงสุดของพวกเจ้าเลย!!!”
ในตอนนั้นเอง ผู้จัดการของสำนักพิมพ์คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขา พร้อมกับชี้มือชี้ไม้ไปทางห้องทำงานอย่างตื่นเต้น:
“คุณเดอนีโคครับ คุณรีบไปดูทางโน้นเร็วเข้า! มีตัวแทนจากร้านน้ำหอม ‘บ่อเกิดแห่งความงาม’ ร้านอุปกรณ์เหล็ก ‘ออนนีทอร์’ และก็… สรุปคือมีร้านค้าชื่อดังหลายแห่งมาขอพบ เพื่อจะขอคุยเรื่องลงโฆษณาครับ”
เดอนีโคโบกมืออย่างมาดมั่น:
“บอกให้พวกเขารอสักครู่ ขอผมสั่งงานเรื่องพิมพ์หนังสือพิมพ์เพิ่มให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปคุย”
แน่นอนว่าเขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะทำตัวมาดมั่น หนังสือพิมพ์ที่มียอดขายทะลุ 14,000 ฉบับ ย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครมาขอลงโฆษณาอยู่แล้ว
ด้วยความที่หนังสือพิมพ์ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้มีผู้อ่านจำนวนมากที่นอกจากจะอ่านนิยายแล้ว ก็ยังได้อ่านบทความเกี่ยวกับร่างกฎหมายภาษีที่ตีพิมพ์อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ไปด้วย
และตามตรอกซอกซอย ก็เริ่มมีคนพูดคุยถึงเรื่องร่างกฎหมายภาษีกันแล้ว:
“ข้าว่านะ พวกขุนนางนั่นน่ะ สมควรจะจ่ายภาษีเพิ่มตั้งนานแล้ว!”
“ใช่แล้ว ข้าอ่านดูแล้ว ที่เขาจะเก็บเพิ่มก็มีแต่ภาษีของพวกขุนนางทั้งนั้น ทำไมพวกคนจนอย่างเราถึงต้องมาจ่ายภาษีเยอะกว่าพวกขุนนางด้วยล่ะ?”
“ศาลาว่าการก็เอาแต่บ่นว่าไม่มีงบประมาณ แล้วทำไมถึงไม่ไปรีดเอาจากพวกขุนนางบ้างล่ะ?”
“เหอะ ที่ศาลสูงสุดเอาแต่ปัดตกร่างกฎหมายภาษีมาตลอด ก็เป็นเพราะพวกผู้พิพากษาพวกนั้นก็เป็นขุนนางเหมือนกันนั่นแหละ!”
“มิน่าล่ะ พวกเขาถึงชอบอ้างว่าต้องปกป้องสิทธิ์ของศาล ที่แท้ก็คือการปกป้องสิทธิ์ในการไม่ต้องเสียภาษีนี่เอง!”
“ใช่เลย…”
เพียงชั่วพริบตาเดียว กระแสสังคมที่ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องอุตส่าห์รวบรวมกำลังจากสำนักพิมพ์ทั่วทั้งปารีสมาสร้างขึ้น เพื่อโจมตีร่างกฎหมายภาษี ก็เริ่มเกิดการพลิกผันเสียแล้ว
ความจริงแล้ว โจเซฟยังไม่ได้ทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดในการทำสงครามสื่อเลยด้วยซ้ำ เขายังมีต้นฉบับนิยายอยู่ในมืออีกสองเรื่อง ซึ่งเตรียมเอาไว้สำหรับตีพิมพ์ลงใน “แผ่นพับขนาดเล็ก” โดยเฉพาะ
ใช่แล้ว เขาไม่ได้ตั้งใจจะใช้แค่หนังสือพิมพ์ในการทำสงครามสื่อหรอกนะ เพราะนั่นมันจะเสียเปรียบเกินไป
ในเมื่อประกาศสงครามกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปรักษามารยาทความเป็นสุภาพบุรุษอะไรให้มากความ แม้ว่าแผ่นพับขนาดเล็กจะดูไร้ระดับ เต็มไปด้วยข่าวลือโคมลอย และใช้เนื้อหาที่หยาบโลนเพื่อดึงดูดความสนใจ จนถูกผู้คนในสังคมชั้นสูงรังเกียจ แต่ฐานผู้อ่านของมันกลับกว้างขวางมาก
ในปัจจุบัน อัตราการรู้หนังสือของชาวฝรั่งเศสมีมากกว่า 60% แล้ว ผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือพิมพ์ ก็ทำได้เพียงอ่านแผ่นพับเพื่อเป็นความบันเทิงยามว่าง อาจกล่าวได้ว่า แผ่นพับคือเจ้าแห่งตลาดระดับล่างอย่างแท้จริง
โจเซฟย่อมไม่ยอมพลาดอาวุธในการโฆษณาชิ้นสำคัญนี้อย่างแน่นอน
เพียงแต่ ฐานผู้อ่านของแผ่นพับนั้น มักจะไม่ค่อยซื้อมาอ่านอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความน่าติดตามของนิยายเรื่องยาวได้ ดังนั้น เขาจึงวางแผนที่จะออกแผ่นพับเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยจะรวมเนื้อหานิยายที่ลงในหนังสือพิมพ์ทั้ง 7 วันมาตีพิมพ์รวดเดียวเลย
และเมื่อแผ่นพับนับหมื่นฉบับปรากฏขึ้นตามท้องถนนในปารีส เมื่อนั้นแหละ คือเวลาที่เขาจะเปิดฉากการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ
…
ณ งานเต้นรำตามปกติที่จัดขึ้นในพระราชวังแวร์ซายส์ บรรดาคุณหนูขุนนางต่างก็พากันแอบมองไปที่เจ้าหญิงเตแรสด้วยสายตาตัดพ้อ พลางบ่นอุบอิบว่าทำไมพระนางถึงเอาแต่ผูกขาดตัวมกุฎราชกุมารไว้คนเดียว
ส่วนพวกหนุ่มๆ ก็ได้แต่มองโจเซฟอย่างจนปัญญา ในใจก็แอบภาวนาให้มีคุณหนูใจดีสักคนมา “ลากตัว” มกุฎราชกุมารออกไปเสียที เพื่อที่พวกเขาจะได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดกับเจ้าหญิงบ้าง
แน่นอนว่า นี่เป็นความตั้งใจของโจเซฟเอง ที่นำเอาพี่สาวของตนมาใช้เป็น “โล่กำบัง” เพราะเขารู้สึกขยาดกับการเต้นรำไปเสียแล้ว…
หลังจากได้พักผ่อนปรับสภาพจิตใจมาหลายวัน เตแรสก็เริ่มทำใจยอมรับเรื่องข่าวลือเหล่านั้นได้บ้างแล้ว ในยามนี้ นางกำลังพูดคุยเล่นกับโจเซฟอย่างออกรส:
“พี่ได้ยินมาว่า ยาที่เจ้าคิดค้นขึ้นมา ซึ่งมีชื่อว่า ‘พรจากมกุฎราชกุมาร’ นั้นมันวิเศษมากเลยนะ ช่วงนี้พี่ก็เลยลองกินดูบ้าง แต่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่นะ…”
โจเซฟรีบถามด้วยความเป็นห่วงทันที: “ท่านพี่รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ? มีไข้หรือเปล่า?”
เตแรสส่ายหน้า: “ไข้น่ะไม่มีหรอก แค่รู้สึกเวียนหัวบ่อยๆ อ่อนเพลีย แล้วก็หายใจไม่ค่อยทันน่ะ เมื่อหลายเดือนก่อนพี่ก็เคยหน้ามืดเป็นลมมาแล้วครั้งหนึ่งด้วย พวกหมอเองก็หาสาเหตุไม่พบ หมอบาติสต์ (Baptiste) ก็เลยแนะนำให้พี่ไปพักฟื้นที่ปราสาทเมอดงน่ะ”
ใบหน้าของโจเซฟมืดครึ้มลง อาการแบบนี้มันใช่โรคที่จะมารักษาด้วยยาซาลิซินเสียที่ไหนล่ะ ขืนกินมั่วซั่วไปมีหวังได้เป็นเรื่องแน่!
“ท่านพี่จะมาหลงเชื่อคำลือว่ายาวิเศษ แล้วก็เอากินมั่วๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ต้องฟังคำสั่งของหมอสิ”
เตแรสพยักหน้าอย่างจริงจัง:
“ก็หมอบาติสต์นั่นแหละที่เป็นคนสั่งให้พี่กิน”
“…”
โจเซฟกุมขมับ แล้วถามต่อ: “แล้วท่านพี่ได้กินยาอะไรอีกบ้างหรือเปล่า?”
เตแรสบอกชื่อสมุนไพรมาสองสามชนิด
โจเซฟมองดูใบหน้าที่ซีดเซียวของพี่สาว ในใจก็ลอบคิดว่า: จากอาการที่นางเล่ามา ดูเหมือนจะเป็นโรคโลหิตจางขั้นรุนแรงนะ เด็กสาวในวัยนี้มักจะเป็นโรคนี้กันได้ง่าย แต่ไม่รู้ว่าเป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือว่าเป็นโลหิตจางจากความผิดปกติของร่างกายกันแน่
เตแรสพูดเสริมอีกว่า: “นอกจากกินยาแล้ว พี่ก็ต้องเข้ารับการเจาะเลือดระบายไข้ทุกๆ ครึ่งเดือนด้วยนะ”
คราวนี้ใบหน้าของโจเซฟดำทะมึนไปเลย: “ข้าว่าท่านพี่รีบไล่หมอคนนั้นออกไปซะเถอะ”

0 Comments