ตอนที่ 518 จักรพรรดินโปเลียนล้างเลือดคอร์ซิกา
แปลโดย เนสยังทว่า ทั้งหมดนี้จะต้องแลกมาด้วยการกวาดล้างกองกำลังป้องกันชาติ
ในใจของนโปเลียนปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ เขาจะต้องทำแบบนี้จริงๆ หรือ?
หากไร้ซึ่งกองกำลังป้องกันชาติ องค์กรกอบกู้เอกราชของคอร์ซิกาก็จะไร้ซึ่งเสาหลักค้ำยัน…
สายตาของเขากวาดมองไปที่พาดหัวข่าวขนาดใหญ่บน “หนังสือพิมพ์ชีวิตอฌักซิโอ” ที่วางอยู่บนโต๊ะ 《สภาคอร์ซิกาผ่านร่างกฎหมายสั่งยุบกองกำลังป้องกันชาติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น》 คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที
ใช่แล้ว ไม่ใช่ตัวเขาเองที่ต้องการจะกวาดล้างกองกำลังป้องกันชาติ แต่เป็นเพราะพวกหน้าโง่ในสภาต่างหากที่ลงคะแนนเสียงผ่านกฎหมายบ้าๆ นี่ และในบรรดาสมาชิกสภาที่โหวตสนับสนุน ก็มีสมาชิกจากองค์กรกอบกู้เอกราชรวมอยู่ด้วยถึงครึ่งหนึ่ง
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า องค์กรกอบกู้เอกราชนั่นแหละที่ทำลายเสาหลักของตัวเองกับมือ!
นโปเลียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เปาลีได้เสื่อมทรามลงไปแล้ว หรือไม่เขาก็อาจจะไม่เคยมียางอายมาตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ และองค์กรกอบกู้เอกราชก็เน่าเฟะจนเกินเยียวยา พวกเขาสูญเสียความเป็นไปได้ที่จะทำให้คอร์ซิกาเป็นเอกราชไปจนหมดสิ้นแล้ว
หากเขายังคงทุ่มเทให้กับองค์กรกอบกู้เอกราชต่อไป เขาก็จะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอย่างแน่นอน!
เมื่อความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว เขาก็ชะงักไปทันที
ทำไมจู่ๆ เขาถึงคิดเรื่องการสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองขึ้นมาได้ล่ะ?
เขากำราวระเบียงดาดฟ้าเรือไว้แน่น และเริ่มพิจารณาความรู้สึกภายในใจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก
ตัวเขาเองเพียงแค่ต้องการเห็นสาธารณรัฐคอร์ซิกาก่อตั้งขึ้นมาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
เขาลังเลอยู่สองสามวินาที ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ดูเหมือนว่าลึกๆ แล้ว เขาแค่ต้องการอาศัยการเรียกร้องเอกราชของคอร์ซิกา เพื่อปูทางไปสู่ตำแหน่งหน้าที่การงานอันทรงเกียรติในรัฐบาลคอร์ซิกาก็เท่านั้น
จะว่าไปแล้ว เขาถูกส่งไปเรียนที่บรีแยน ทางตะวันออกของปารีสตั้งแต่ยังเด็ก ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชาวฝรั่งเศสแท้ๆ เขาทำกัน และก็มีชีวิตที่ดีกว่าชาวคอร์ซิกาส่วนใหญ่เสียอีก บางที การทำให้ชาวคอร์ซิกาคนอื่นๆ ได้มีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนกับเขา อาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้รับอิสรภาพและชีวิตที่สุขสบายอย่างแท้จริง
นโปเลียนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องพัก
ตำแหน่งรักษาการผู้บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์ที่คอร์ซิกาก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลว เขาพยักหน้าเงียบๆ กับตัวเอง รอให้เขาไต่เต้าขึ้นไปในตำแหน่งที่สูงกว่านี้เสียก่อน ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดให้ดียิ่งขึ้นไปอีกก็ยังไม่สาย
……
ชานเมืองอัสโก ทางตอนเหนือของคอร์ซิกา
“ท่านพันโท ผมไม่สามารถอนุญาตให้พวกคุณเข้าเมืองได้จริงๆ ครับ” ชายวัยกลางคนแต่งตัวภูมิฐาน เหน็บไม้เท้าสีเงินไว้ใต้รักแร้ มองไปยังเซซารี-โคลอนนา เปาลี ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ท่านก็น่าจะทราบว่า สภาได้ออกกฎหมายสั่งยุบกองกำลังของท่านแล้ว…”
“คุณเองก็เป็นสมาชิกขององค์กรกอบกู้เอกราชเหมือนกันนะ!” เซซารีกระชากแขนของคณะกรรมการเทศบาลเมืองอัสโก ชี้ไปยังค่ายพักแรมชั่วคราวที่อยู่ไกลออกไป “ทหารของเราต้องการเสบียง อาหารของเราเหลือพอให้กินประทังชีวิตได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์แล้ว”
“เพราะผมเป็นสมาชิกขององค์กรกอบกู้เอกราชนี่แหละ ผมถึงได้มาเยี่ยมพวกคุณไงครับ” ชายวัยกลางคนตอบ “แต่ตัวผมเอง เทศบาลเมือง และสภาหอการค้า ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนกฎหมายได้ หวังว่าท่านจะเข้าใจนะครับ”
สภาคอร์ซิกาเป็นตัวแทนที่พวกเขาเลือกขึ้นมาเองกับมือ ดังนั้นชาวคอร์ซิกาจึงไม่มีข้อกังขาใดๆ ต่อการตัดสินใจของสภาเลยแม้แต่น้อย นี่ก็เป็นผลมาจากการล้างสมองของฝ่ายเสรีนิยมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนปักใจเชื่อว่า “สภาก็คือตัวแทนของตัวฉันเอง” แล้วฉันจะไปคัดค้านตัวเองได้อย่างไร?
ดังนั้น แม้ว่ากองกำลังป้องกันชาติจะเคยได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในตอนนี้กลับไม่สามารถแม้แต่จะก้าวเข้าไปในเมืองได้ ภาพที่ชาวคอร์ซิกาเคยนำอาหารและเครื่องดื่มมาต้อนรับอย่างอบอุ่นนั้น ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
ในความเป็นจริง หลังจากที่กฎหมายสั่งยุบกองกำลังป้องกันชาติของสภาคอร์ซิกามีผลบังคับใช้ ทหารกว่าหนึ่งในสี่ของกองกำลังป้องกันชาติก็ได้หลบหนีกลับบ้านไปแล้ว และจำนวนทหารหนีทัพก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุดแล้ว สมาชิกสภาฝ่ายกอบกู้เอกราชซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ต่างก็ลงคะแนนเสียงสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับตอนนี้องค์กรกอบกู้เอกราชก็ไร้ซึ่งผู้นำที่เด็ดขาด ยิ่งทำให้เหล่าทหารรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังมากยิ่งขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น อย่างน้อยคุณก็ช่วยจัดหาไวน์และขนมปังมาให้พวกเราสักหน่อยเถอะ” เซซารีกล่าวอย่างจนใจ “เห็นแก่พระเจ้าเถอะนะ”
“เรื่องนี้…”
ในขณะที่คณะกรรมการเทศบาลเมืองกำลังลังเลว่าจะควักกระเป๋าตัวเองซื้อเสบียงมาช่วยบรรเทาทุกข์ให้กองกำลังป้องกันชาติดีหรือไม่ ทหารม้านายหนึ่งก็ควบม้ามาอย่างเร่งรีบ แล้วรายงานต่อเซซารีว่า: “ท่านผู้บัญชาการครับ พบกองทหารฝรั่งเศสห่างออกไปทางทิศเหนือ 5 ลี้! มีทหารประมาณสองพันกว่านายครับ”
ใบหน้าของเซซารีเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำทันที เขารีบถามว่า: “ได้ลองเจรจากับพวกเขาหรือยัง?”
กองกำลังรักษาการณ์ฝรั่งเศสในคอร์ซิกาไม่ได้ปะทะกับกองกำลังป้องกันชาติมานานแล้ว อืม สาเหตุหลักก็คือสู้ไม่ไหว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นแค่การเคลื่อนพลตามปกติของกองทัพฝรั่งเศสเท่านั้น
ทหารม้าตอบเสียงเครียด: “พวกเขาปฏิเสธที่จะเจรจาครับ ท่านผู้บัญชาการ”
ผู้บังคับกองพันที่ 2 และเจ้าหน้าที่ทหารคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ รีบเข้ามาสมทบอย่างร้อนรน: “ท่านผู้บัญชาการครับ ดูเหมือนพวกนี้จะจงใจมุ่งหน้ามาหาเราโดยเฉพาะเลยนะครับ”
“ตอนนี้เรามีทหารแค่ 1 พัน 3 ร้อยนาย ถ้าปะทะกันตรงๆ เกรงว่าเราจะเสียเปรียบเอานะครับ…”
“ท่านผู้บัญชาการครับ เราล่าถอยเข้าไปในภูเขาโรโอกันเถอะครับ”
ภูมิประเทศของคอร์สิกาส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่าแปดในสิบของเกาะ มีเพียงพื้นที่ราบบางส่วนริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้นที่เหมาะแก่การอยู่อาศัย
ในอดีต เมื่อกองกำลังป้องกันชาติต้องเผชิญหน้ากับการกวาดล้างของกองทัพฝรั่งเศส พวกเขามักจะหลบหนีเข้าไปในภูเขาโดยไม่ลังเล อาศัยความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ และหมู่บ้านจำนวนมากในหุบเขาเพื่อเป็นแหล่งเสบียง คอยเล่นซ่อนหากับกองทัพฝรั่งเศส
เมื่อยืดเยื้อออกไป กองทัพฝรั่งเศสที่ทนแบกรับค่าใช้จ่ายทางทหารอันมหาศาลไม่ไหว ก็จะต้องถอยทัพกลับไปเอง จากนั้นพวกเขาก็ค่อยโผล่ออกมาใหม่
ในเวลานี้ พวกเขาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของช่องเขาภูเขาโรโอ เดินทางลงใต้เพียงไม่ถึงหนึ่งวันก็จะเข้าสู่เขตภูเขาได้ แต่ทว่า เซซารีกลับลังเลใจ
ช่วงที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางผ่านหมู่บ้านและเมืองต่างๆ มาหลายแห่ง แต่กลับถูกปฏิเสธความช่วยเหลืออย่างสิ้นเชิง เคานต์บุตตาฟูโอโกได้ส่งคนไปป่าวประกาศทั่วเกาะทันทีที่กฎหมายผ่านสภา เพื่อให้แน่ใจว่ากองกำลังป้องกันชาติจะกลายเป็นเหมือนหนูข้างถนนที่ใครๆ ก็รังเกียจ
เซซารีหันไปมองเมืองอัสโกที่อยู่ไม่ไกล หากกองกำลังป้องกันชาติล่าถอยเข้าไปในภูเขา และหมู่บ้านเหล่านั้นก็ปฏิเสธที่จะให้เสบียงอาหาร ทหารนับพันกว่านายของเขาคงต้องอดตายอย่างแน่นอน และที่สำคัญกว่านั้น เขายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอีก…
เขาสั่งให้คณะกรรมการเทศบาลเมืองอัสโกกลับไป แล้วรีบเรียกประชุมวางแผนการรบกับเจ้าหน้าที่ทหารทันที: “พวกเราเคยสู้รบกับกองทัพฝรั่งเศสมาหลายครั้งแล้ว พวกเขาไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย
“เราต้องผลักดันพวกเขาให้ล่าถอยไปให้ได้ที่นี่ จากนั้นก็มุ่งหน้าลงใต้ไปยังอฌักซิโอ บีบให้พวกสภาหน้าโง่นั่นยกเลิกกฎหมายบ้าๆ นี่ซะ นี่คือหนทางรอดเพียงทางเดียวของกองกำลังของเรา!”
เจ้าหน้าที่ทหารต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
ที่ผ่านมาพวกเขามักจะเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสในคอร์ซิกาได้มากกว่าแพ้ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ ผู้บัญชาการฝั่งตรงข้ามในครั้งนี้ คือ “ปีศาจร้ายแห่งคอร์ซิกา” ผู้แสนน่าสะพรึงกลัว
อย่าว่าแต่กำลังพลแค่นี้เลย ต่อให้เพิ่มกำลังอีกเท่าตัว การเข้าปะทะกันตรงๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับฝูงแกะที่ริอ่านไปท้าทายราชสีห์
……
นโปเลียนมองดูกองกำลังป้องกันชาติผ่านกล้องส่องทางไกล รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
ข่าวกรองจากหน่วยข่าวกรองนั้นแม่นยำมาก กองกำลังป้องกันชาติอยู่ที่บริเวณเมืองอัสโกจริงๆ เขาได้รับข้อมูลนี้ จึงได้นำกำลังขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคาลวีซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด แล้วรีบเดินทัพอย่างเร่งด่วนเป็นเวลาสองวันครึ่ง จนสามารถไล่ตามพวกนั้นได้ทันจริงๆ
เสนาธิการทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน พร้อมกับทำความเคารพ:
“ท่านผู้บัญชาการครับ ทหารม้าลาดตระเวนของเรารายงานว่า กองกำลังฝ่ายศัตรูกำลังจัดเตรียมแนวตั้งรับ ดูเหมือนพวกเขาจะเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะแล้วครับ”
นโปเลียนใจเต้นระรัว ดูเหมือนว่าภารกิจกวาดล้างของเขาจะสำเร็จลุล่วงในไม่ช้านี้แล้ว
เขาสั่งให้คนสนิทกางแผนที่ออก แล้วชี้ไปยังที่ราบสูงทางทิศตะวันตก พร้อมกับสั่งการว่า:
“สั่งให้ทหารปืนใหญ่รีบไปประจำการที่นี่ทันที…”
ขณะที่เขากำลังพูด จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นเพื่อหยุดคำพูดครึ่งหลังของตัวเอง:
“เดี๋ยวก่อน บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสดีก็ได้นะ”

0 Comments