You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หลังจากที่แปร์นากลับมาจากซิลีเซียและได้รู้ว่าคาร์เมเลียกลายมาเป็นสาวใช้ขององค์รัชทายาท ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยอย่างประหลาด

ดังนั้น เธอจึงเริ่มพยายามเกาะติดองค์รัชทายาทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับกำลังระแวดระวังอะไรบางอย่าง

เมื่อเข้ามาในแผนกกลั่นแห้ง เมอร์ด็อก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็รับหน้าที่อธิบายให้โจเซฟฟัง

“ฝ่าบาท ทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ ทรงกระบอกนี่ก็คือหม้อกลั่นแห้งที่กระหม่อมคิดค้นขึ้น ท่อเหล็กหนาที่เป็นวงแหวนล้อมรอบมันอยู่นั้น ความจริงก็คือเตาที่ใช้เผาถ่านหินในหม้อกลั่นแห้ง…”

“อ้อ ก่อนจะเอาถ่านหินเข้าหม้อกลั่นแห้ง ต้องบดให้ได้ขนาดตามที่กำหนดก่อน แผนกบดถ่านหินอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่น…”

“เมื่อถ่านหินถูกกลั่นแห้งด้วยความร้อนสูง ก็จะจับตัวเป็นก้อนและเกิดก๊าซขึ้นมาเป็นจำนวนมาก กระบวนการนี้กินเวลาถึง 10 ชั่วโมง…”

“หลังจากนั้น ก็ต้องดับไฟ เอาถ่านโค้กออกจากหม้อกลั่นแห้ง ใส่ถ่านหินชุดใหม่เข้าไป แล้วจุดไฟอีกครั้ง…”

เขาชี้ไปที่ท่อทองเหลืองขนาดใหญ่เหนือศีรษะ

“ก๊าซที่ได้จะถูกส่งผ่านท่อนี้ไปยังห้องหล่อเย็น แต่ก๊าซพวกนี้ยังเอาไปใช้งานไม่ได้ ต้องผ่านการกรองด้วยผ้าหลายชั้นเพื่อแยกเอาเถ้าและกากถ่านหินที่ปนเปื้อนอยู่ออกไปก่อน…”

“จากนั้นก็ผ่านกระดาษกรองอีกหลายชั้น เพื่อกรองเอาละอองน้ำมันออก…”

“ต่อมาก๊าซจะต้องผ่านหอชำระล้าง อ้อ เสาหินที่สูงที่สุดทางทิศตะวันออกนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้างในนั้นเต็มไปด้วยชั้นไม้ขัดแตะที่มีน้ำปูนใสอยู่ สามารถดึงกำมะถันออกจากก๊าซได้ ฝ่าบาททรงทราบไหมว่า ถ้ากำมะถันถูกเผาไหม้ มันจะทำให้แสบตาจนน้ำตาไหลไม่หยุดเลย…”

“และในน้ำปูนใสที่ใช้ชำระล้าง ก็จะมีก๊าซแอมโมเนียละลายปนอยู่เยอะมาก เรื่องนี้มิสเตอร์ลาวัวซิเยร์เป็นคนเตือนกระหม่อมเองว่า ควรจะเก็บก๊าซแอมโมเนียราคาแพงพวกนี้เอาไว้ด้วย…”

โจเซฟฟังแล้วถึงกับมึนตึ้บ มิน่าล่ะเทคโนโลยีกลั่นแห้งก๊าซถึงได้จดสิทธิบัตรได้

พูดง่ายๆ ก็แค่เอาถ่านหินมาเผาแบบไร้อากาศ ดูเหมือนจะง่าย แต่ในขั้นตอนการผลิตจริงๆ นั้นซับซ้อนมาก ขาดไปขั้นตอนเดียวก็อย่าหวังว่าจะได้ก๊าซที่นำไปใช้ได้เลย

อย่างเรื่องการดึงกำมะถันออกที่เมอร์ด็อกพูดถึง หากตอนแรกไม่ได้คิดเผื่อไว้ พอสร้างโรงงานเสร็จ แล้วส่งก๊าซที่ว่าเข้าไปในตะเกียง ทำเอาคนแสบตาจนร้องไห้กันทั้งวัน เงินลงทุนเป็นล้านฟรังก์ก็คงจะสูญเปล่าแน่ๆ

ถ้าไม่มีบุคลากรผู้มีความสามารถอย่างเมอร์ด็อกและลาวัวซิเยร์ ต่อให้เขามีความรู้ทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจากโลกยุคหลังมาด้วย มันก็คงเป็นแค่เศษกระดาษ ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้แม้แต่ซูเดียว

จู่ๆ เขาก็นึกถึง ‘แผนนำเข้าบุคลากรผู้มีความสามารถ’ ที่เคยวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นเขาก็ยุ่งตัวเป็นเกลียวจนไม่ได้สานต่อเลย ดูเหมือนว่าต่อไปจะต้องบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมเสียแล้ว

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในแผนกกลั่นแห้ง โจเซฟก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น ควันไฟและฝุ่นละอองรอบตัวหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ ห่างออกไป 3 เมตรก็มองอะไรไม่เห็นแล้ว อีกทั้งกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึกของเขม่าถ่านหินก็ยังกระตุ้นโพรงจมูกอยู่ตลอดเวลาจนแทบหายใจไม่ออก

เขารีบหันไปพูดกับเอมังว่า “ขอผ้าปิดปากให้ข้าหน่อย”

“ผ้าปิดปากหรือพ่ะย่ะค่ะ” เอมังทำหน้างุนงง

โจเซฟขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าคำว่า “หน้ากากอนามัย” ในยุคนี้เรียกอะไร จึงใช้คำว่า “ผ้าปิดปาก” แทน

“อ้อ ที่พวกหมอเอาไว้ปิดปากไงล่ะ…”

เมื่อเอมังได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันไปมองแปร์นาที่อยู่ด้านหลัง ฝ่ายหลังก็ส่ายหน้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่าเช่นกัน

โจเซฟเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ดูเหมือนจะไม่เคยเห็นแปร์นาหรือคุณหมอลามาคสวมหน้ากากอนามัยเลย หรือว่าของแบบนี้จะยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา

เขาดึงตัวแปร์นามาทำท่าทางประกอบให้ดู “ก็เป็นผ้าฝ้ายสี่เหลี่ยมแบบนี้ มีสายรัดเอาไว้คล้องหูทั้งสองข้างไง”

เมื่อเห็นแปร์นายังส่ายหน้า เขาก็ถอดใจ นี่มันยุคที่ไม่มีแม้แต่หน้ากากอนามัยจริงๆ ด้วย…

แต่เดลาส ผู้จัดการโรงงานที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับควักเศษผ้าที่มีลักษณะคล้ายผ้าขี้ริ้วออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้

“ฝ่าบาท ทรงหมายถึงสิ่งนี้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ ที่เอาไว้ปิดปากและจมูก”

“อ้อ ใช่แล้วล่ะ”

เดลาสรีบทำท่าทางประกอบทันที “ปิดหน้าไว้แบบนี้พ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟเอา ‘ผ้าขี้ริ้ว’ ผืนนั้นมาปิดหน้า จมูกและหลอดลมก็รู้สึกโล่งขึ้นมาบ้าง เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า คนงานบางคนก็ใช้เศษผ้าขาดๆ ทรงสามเหลี่ยมปิดหน้าปิดตาแบบนี้เหมือนกัน ดูราวกับพวกมหาโจรที่กำลังจะออกปล้นเสียอย่างนั้น

เขาขมวดคิ้วมุ่น สภาพแวดล้อมการทำงานแบบนี้ ถ้าไม่มีหน้ากากอนามัย อีกไม่นานคนงานต้องเป็นโรคฝุ่นจับปอดแน่ๆ!

ในบรรดาคนงานเหล่านี้ มีแม้กระทั่งเด็กที่อายุรน้อยกว่าเขาเสียอีก…

แม้ว่าในช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม สภาพแวดล้อมในโรงงานทั่วโลกจะย่ำแย่มาก แต่ในเมื่อเขามาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว จะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ได้

เขาเดินออกมาจากแผนกกลั่นแห้งที่ร้อนอบอ้าว ดึงผ้าปิดหน้าออกแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปพูดกับเดลาสว่า

“มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า หน้ากากอนามัย มันช่วยลดการสูดดมควันและฝุ่นละอองของคนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ท่านรีบไปหาช่างตัดเสื้อให้ผลิตออกมาล็อตหนึ่งด่วนเลย ต่อไปคนงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเวลาทำงาน”

เขาพยักพเยิดให้เอมังหยิบกระดาษและปากกามา แล้ววาดรูปหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ในโลกยุคหลังประกอบ

“ใช้ผ้าสาลูสี่ชั้นเย็บซ้อนกัน เย็บเก็บขอบให้เรียบร้อย ติดสายรัดด้านข้าง ส่วนด้านบนสุดให้ติดลวดเส้นเล็กๆ ไว้ เวลาใส่ก็เอาสายคล้องหู ลวดจะช่วยกดทับสันจมูกไว้แบบนี้…”

เดลาสฟังแล้วหน้าซีดเผือด พูดตะกุกตะกัก “ฝ่าบาท สิ่งที่พระองค์ตรัสมา อ้อ หน้ากากอนามัย อย่างถูกสุดก็ตกชิ้นละ 2 ฟรังก์ โรงกลั่นของเรามีคนงานกว่า 200 คน ค่าใช้จ่ายตรงนี้…หรือจะให้คนงานจ่ายเงินซื้อกันเองดีพ่ะย่ะค่ะ”

แพงขนาดนั้นเลย โจเซฟนึกสงสัย แต่ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ยุคนี้ผ้าฝ้ายไม่ใช่ของถูกๆ เลย

คนทั่วไปชั่วชีวิตหนึ่งอาจจะซื้อเสื้อผ้าฝ้ายได้แค่ตัวสองตัวเท่านั้น ปกติก็ใส่แต่เสื้อผ้ากระสอบ ส่วนลวดเหล็ก ถ้าต้องสั่งทำลวดขนาดและความแข็งเฉพาะสำหรับหน้ากากอนามัย ในยุคที่ยังผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ได้ ราคาก็ย่อมไม่ถูกเช่นกัน

เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าจะออกเงินให้เอง ท่านรีบสั่งทำหน้ากากอนามัยแล้วแจกจ่ายให้คนงานซะ”

“อา! ขอบพระทัยในความเมตตากรุณาของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เดลาสรีบพูด “แต่เรื่องเงินจะรบกวนฝ่าบาทไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ หักจากบัญชีบริษัทดีกว่า”

“ท่านไม่ต้องเกรงใจ” โจเซฟพูดพลางนึกถึงสภาพการทำงานที่ยากลำบากของคนงาน จึงสั่งเดลาสต่อว่า “ต่อไปนี้ ทุกๆ ครึ่งปีต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพคนงานด้วย ถ้าพบปัญหาสุขภาพก็รีบรักษาแต่เนิ่นๆ อ้อ ส่วนค่าตรวจสุขภาพ ข้าจะจัดการให้เอง ท่านแค่จัดการให้คนงานให้ความร่วมมือก็พอ”

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เสริมอีกประโยค

“แต่ห้ามไล่คนงานออกด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพเด็ดขาด”

กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของโรงกลั่นแห้งก๊าซ และกองทุนพัฒนาฯ ก็ขึ้นอยู่กับเขา ดังนั้นเขาจึงสามารถชี้ขาดกฎระเบียบที่นี่ได้อย่างเต็มที่

เดลาสตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาไม่เคยเห็นผู้มีอำนาจคนไหนใส่ใจคนงานมากขนาดนี้มาก่อน รีบกล่าวเยินยอและขอบคุณยกใหญ่

โจเซฟรู้ดีว่า จะต้องให้หลักประกันขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและสุขภาพแก่คนงาน อุตสาหกรรมถึงจะพัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาคนงานลุกฮือประท้วงลงได้บ้าง

เพียงแต่ไม่มีนายทุนหน้าไหนยอมให้สวัสดิการแบบนี้เองหรอก เพราะมันจะทำให้กำไรของพวกเขาลดลง ดังนั้นจึงต้องใช้กฎหมายเข้ามาแก้ปัญหานี้

การคุ้มครองสิทธิคนงาน ดูผิวเผินเหมือนจะทำให้ต้นทุนอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และลดความสามารถในการแข่งขัน แต่ความจริงแล้ว มีเพียงคนงานที่ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์เท่านั้น ถึงจะสามารถผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานออกมาได้ ส่วนคนงานที่ถูกใช้แรงงานเยี่ยงสัตว์ป่านั้น ย่อมไม่มีทางขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไปได้

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note