ตอนที่ 461 การสวรรคตของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
แปลโดย เนสยังสมาชิกรัฐสภาอังกฤษเกือบครึ่งหนึ่งรีบส่งเสียงสนับสนุนทันที:
“กองทัพผสมฝรั่งเศส-ออสเตรียได้ครอบครองความได้เปรียบในสนามรบแล้ว พวกเราต้องรีบลงมือ!”
“หากปล่อยให้ออสเตรียทวงคืนไซลีเซียไปได้ สมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเยอรมันจะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน”
“ไม่ใช่แค่ไซลีเซียเท่านั้น พันธมิตรฝรั่งเศส-ออสเตรียอาจจะถึงขั้นสามารถควบคุมการเมืองของยุโรปภาคพื้นทวีปได้เลย…”
ในฐานะที่อังกฤษเป็น “นักป่วน” ตัวยงมาอย่างยาวนาน ย่อมไม่มีทางปล่อยให้มีประเทศมหาอำนาจในระดับที่เป็นผู้นำปรากฏตัวขึ้นบนแผ่นดินยุโรปอย่างเด็ดขาด
ทว่า ก็มีสมาชิกรัฐสภาที่ระมัดระวังบางส่วนส่ายหน้า และมีคนหนึ่งลุกขึ้นยืนกล่าวว่า:
“ท่านลอร์ดฟอกซ์ พวกเรายังไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามเลยแม้แต่น้อย แม้แต่การระดมพลก็ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ”
กองกำลังหลักของอังกฤษที่สามารถระดมพลได้ต่างก็ถูกส่งไปอินเดียเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบัน อย่างมากที่สุดก็สามารถส่งทหารไปไซลีเซียได้เพียงสามหมื่นกว่านายเท่านั้น อีกทั้งเสบียงก็ยังไม่พร้อม ต่อให้เข้าร่วมสงครามก็ยากที่จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ได้
เจมส์ ฟอกซ์ ตบโต๊ะดังปัง แล้วประกาศเสียงดัง: “เพราะฉะนั้น พวกเราถึงต้องรีบเริ่มเตรียมการรบโดยเร็วที่สุด!”
เขาชี้มือไปในอากาศทางทิศตะวันออก: “รอจนคนฝรั่งเศสช่วยออสเตรียเอาชนะพันธมิตรของเราได้ ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว!
“เนเธอร์แลนด์ที่อ่อนแอไม่มีทางเป็นที่พึ่งได้เลย ปรัสเซียคือฐานที่มั่นเพียงแห่งเดียวของเราในแผ่นดินยุโรป หากปรัสเซียพ่ายแพ้ แล้วหันไปพึ่งพาฝรั่งเศสและออสเตรีย นั่นจะเป็นฝันร้ายของอังกฤษอย่างแน่นอน!”
ในโถงประชุม เสียงสนับสนุนของเขายิ่งดังขึ้นไปอีก แม้ว่าสมาชิกรัฐสภาจากพรรคทอรีจะไม่ต้องการสนับสนุนร่างมติของเขา แต่ชั่วขณะหนึ่งก็หาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้
ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ รัฐสภาอังกฤษก็มีมติให้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับสงครามทันที และจะส่งกองทัพไปยังไซลีเซียในอีกสามเดือนข้างหน้า โดยมีกำลังพลไม่น้อยกว่าหกหมื่นนาย ในขณะเดียวกัน ก็จะเพิ่มกำลังทหารของฮันโนเฟอร์ในไซลีเซียอย่างมหาศาล และเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรอย่างเนเธอร์แลนด์ เฮสเซิน-คาสเซิล และโปแลนด์ส่งทหารไปช่วยด้วย
ร่างมติถูกส่งไปที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิตต์ผู้ลูกลงนาม
ทั่วยุโรปดูเหมือนจะกำลังถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลางของไซลีเซีย และใกล้จะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้า
…
ไซลีเซีย
ทางตอนใต้ของเลกนิตซา
“ขอให้ท่านรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ไว้ด้วยเถิด” นายพลเลออนยิ้มกว้าง พลางชี้ไปยังรถม้าที่จอดอยู่บนถนน “ข้าได้ยินมาว่า แม้แต่จอมพลลาซี่ก็ยังไม่เห็นด้วยที่จะส่งทหารไปเสริมกำลังที่ราติบอร์ เป็นท่านที่ดึงดันจนสามารถให้นายพลแกลแลร์มานนำทัพสามหมื่นนายมาช่วยข้าได้”
“อะแฮ่ม” โจเซฟกระแอมเบาๆ ตบไหล่เขาแล้วยิ้มตอบ “พวกเราเป็นเพื่อนเก่ากันนี่นา ย่อมไม่อาจปล่อยให้ท่านตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ช่วยเหลือได้หรอก”
นายพลเลออนรีบกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเชื่อมาตลอดว่าที่เขาถูกล้อมที่ราติบอร์เป็นเพราะความสามารถในการรบของตนเองย่ำแย่ และในท้ายที่สุดก็เป็นมกุฎราชกุมารฝรั่งเศสที่ช่วยชีวิตเขาไว้
โจเซฟก็ยินดีที่จะสานสัมพันธ์อันดีกับเขา อย่างไรเสียการมีเส้นสายในเวียนนาก็เป็นเรื่องดี
เขาเดินพูดคุยกับนายพลเลออนเข้าไปในเต็นท์ ในตอนนั้นเสนาธิการคนหนึ่งก็เดินเข้ามา กระซิบข้างหูเขาว่า: “ฝ่าบาท ล้วนเป็นเครื่องประดับและสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งนั้น มูลค่าอย่างน้อยห้าแสนฟรังก์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก ดูเหมือนเลออนจะเอาของที่เวียนนาประทานให้มามอบให้เขาหมดเลย อืม ในครั้งนี้เนื่องจากออสเตรียได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ปฏิบัติการของเลออนที่ราติบอร์จึงถูกยกย่องว่าเป็นการ “ต่อสู้อย่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว จนสามารถดึงดูดกำลังพลศัตรูได้เป็นจำนวนมาก” เขาจึงได้รับรางวัลตอบแทน และการได้เลื่อนขั้นเป็นจอมพลก็คงจะเป็นเรื่องแน่นอนแล้ว
ไม่นาน บทสนทนาของเลออนก็วกกลับมาที่เรื่องสงคราม
เขาหยิบจดหมายส่วนตัวของจอมพลลาซี่ออกมา แล้วพูดกับโจเซฟว่า: “ฝ่าบาท ปัจจุบันกองทัพผสมมีความได้เปรียบที่เบรสเลาเป็นอย่างมาก
“ศูนย์บัญชาการได้วางแผนการรบ ‘การโจมตีเดือนมีนาคม’ ไว้แล้ว รอเพียงกองทัพของพระองค์เดินทางไปถึง ก็จะสามารถบุกเบรสเลาได้สำเร็จในไม่ช้า”
โจเซฟอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ นายพลวูร์มเซอร์ที่มาเร่งเร้าเขาก่อนหน้านี้เพิ่งจะจากไปไม่นาน เลออนก็มาเร่งเร้าเขาอีกแล้ว
กองพลทหารองครักษ์ได้ “พักผ่อน” อยู่ที่นี่มาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ดูเหมือนว่าครั้งนี้คงจะหาข้ออ้างผัดผ่อนไปไม่ได้อีกแล้ว
เขาหันไปมองแบร์ตีเยอย่างจำใจ ขณะที่กำลังจะสั่งให้เตรียมการออกเดินทาง ก็ได้ยินเสียงม้าควบมาอย่างรวดเร็ว จากนั้น นายทหารคนหนึ่งก็ถือใบแจ้งมรณกรรมสีดำเดินเข้ามาในเต็นท์ และกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าโศก: “ฝ่าบาท ท่านนายพลทั้งหลาย จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้ทรงรับการเรียกตัวจากพระผู้เป็นเจ้าแล้ว…”
แม้โจเซฟจะรู้สึกเศร้าใจกับการจากไปของเสด็จลุงผู้นี้อยู่บ้าง แต่ในใจก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จักรพรรดิโจเซฟที่ 2 ได้สวรรคตในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1790 ตามเส้นทางประวัติศาสตร์เดิม
และฝรั่งเศสก็จะสามารถใช้โอกาสนี้ในการถอนตัวออกจากวังวนของสงครามไซลีเซียได้
โจเซฟหันไปมองนายพลเลออนที่กำลังตกตะลึง แล้วกล่าวด้วยความเศร้าโศก: “โอ้! พระผู้เป็นเจ้า! เสด็จลุงผู้เป็นที่รักของข้าจากไปแล้ว ข้าต้องกลับเวียนนาเพื่อเข้าร่วมพิธีศพของพระองค์”
เลออนก็ตั้งสติได้ รีบร้องครวญครางพร้อมกับทุบหน้าอกตัวเอง: “ขอให้องค์จักรพรรดิทรงไปสู่สุคติในดินแดนของพระผู้เป็นเจ้าด้วยเถิด…”
ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องสงครามอีกเลย จอมพลลาซี่ต้องรีบปรับเปลี่ยนแผนการรบ เป็นการตั้งรับเต็มรูปแบบ โชคดีที่ออสเตรียได้เปรียบมาบ้างก่อนหน้านี้ ทางฝั่งปรัสเซียก็ไม่มีกำลังพอที่จะเปิดฉากโจมตีสวนกลับเต็มรูปแบบเช่นกัน
…
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
เวียนนาไม่ได้มีบรรยากาศที่โศกเศร้าเลยแม้แต่น้อย การสวรรคตของจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 กลับทำให้บางคนรู้สึกตื่นเต้นยินดี
ในพระราชวังเชินบรุนน์ รัฐมนตรีหลายคนกำลังเข้าเฝ้าเพื่อถวายคำแนะนำแด่ลีโอโพลด์ที่ 2: “ฝ่าบาท หากพวกขุนนางยังคงไม่ยอมให้ความร่วมมือ การคลังของชาติจะแห้งเหือดภายในไม่กี่เดือนนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท แม้พวกเราจะสามารถรุกคืบเข้าไปในไซลีเซียได้ แต่ก่อนหน้านี้เราก็สูญเสียเสบียงไปเป็นจำนวนมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“การเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดนของฮังการีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระหม่อมเสนอให้ดึงทหารบางส่วนกลับไปประจำการที่เปสต์เพื่อเป็นการข่มขวัญพ่ะย่ะค่ะ…”
ลีโอโพลด์ที่ 2 ขมวดพระขนงแน่น พระองค์ทรงทราบดีว่า คำพูดของพวกขุนนางเหล่านี้สรุปสั้นๆ ได้เพียงประโยคเดียว “โปรดยกเลิกการปฏิรูปของโจเซฟที่ 2 โดยเร็วที่สุด”
แม้พระองค์จะทรงมีแนวคิดที่จะยุติการปฏิรูปของพระเชษฐามาโดยตลอด แต่กลุ่มผู้สนับสนุนการปฏิรูปก็เป็นขุมกำลังที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พระองค์ยังไม่ได้สวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าในโครงสร้างการเมืองของเยอรมนี เหล่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงคะแนนให้พระองค์ แต่ก่อนหน้านั้น พระองค์ก็ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่ขึ้น
ในขณะนั้นเอง เสียงของคนรับใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู: “เคานต์เคานิทซ์มาถึงแล้ว”
ลีโอโพลด์ที่ 2 รีบหันไปมอง ก็เห็นรัฐมนตรีแห่งรัฐเคานิทซ์เดินก้าวฉับๆ เข้ามา ทำความเคารพพระองค์ด้วยการเอามือทาบอก จากนั้นก็ทูลเสียงดัง: “ฝ่าบาท การระงับการปฏิรูปถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ ส่วนพวกปฏิรูปที่เอาแต่ฝันเฟื่องเหล่านั้น กระหม่อมเห็นว่าสามารถจับกุมพวกเขาในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายได้เลยพ่ะย่ะค่ะ!”
แม้เคานิทซ์จะไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานของลีโอโพลด์ที่ 2 และค่อยๆ ห่างหายจากศูนย์กลางอำนาจไป แต่ในฐานะกลุ่มการเมืองที่สำคัญของเวียนนา อิทธิพลของเขาก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้
เมื่อลีโอโพลด์ที่ 2 ทรงเห็นว่าเขาสนับสนุนการยุติการปฏิรูปอย่างแน่วแน่ จึงไม่ทรงลังเลอีกต่อไป ตรัสกับรัฐมนตรีมหาดไทยว่า: “รบกวนท่านช่วยร่างพระราชกฤษฎีการะงับการปฏิรูปโดยด่วน พรุ่งนี้เช้าเราจะจัดการประชุมคณะองคมนตรีเพื่อหารือเรื่องนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
…
หีบพระบรมศพของจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามถนนในเวียนนา ภายใต้การประคองของทหารรักษาพระองค์ที่แข็งแรง อาร์ชบิชอปจากกรุงโรมซึ่งพระสันตะปาปาทรงส่งมาเป็นตัวแทน นำเหล่านักบวชถือเครื่องประกอบพิธีต่างๆ เดินตามไปติดๆ

0 Comments