ตอนที่ 445 ข้าจะไปสุมไฟให้เอง
แปลโดย เนสยังในขณะที่นายพลเลออนผู้ตกเป็นเดิมพัน ตอนนี้กลับรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เซาท์เนเธอร์แลนด์ เขามักจะติดตามนายพลเลอแฟฟวร์ไปคว้าชัยชนะในสมรภูมิรบได้เสมอ ทำให้เขาเกิด “ภาพลวงตาว่าตัวเองก็ทำได้เหมือนกัน” ขึ้นมา
ในเวลานี้ เมื่อมองดูทหารปรัสเซียที่อยู่ทั้งทางทิศตะวันตก ทิศเหนือ และทิศตะวันออก ทิศใต้คือเทือกเขาซูเดเทน เขาก็ได้กลับมารู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้อีกครั้ง
กองทัพข้าศึกไม่ได้รีบร้อนบุกโจมตี แต่กลับวางกำลังทหารราบไว้ตามเส้นทางคมนาคมสำคัญทุกสาย จัดวางปืนใหญ่ไว้ทั้งสองข้าง และให้ทหารม้าคอยเคลื่อนที่สนับสนุนอยู่ระหว่างแนวป้องกัน
ตลอดห้าวันที่ผ่านมา เลออนได้สั่งบุกทะลวงไปแล้วกว่าสิบครั้ง แต่ก็ถูกตีถอยกลับมาทุกครั้ง
ในเวลานี้ ภายในกองพลของเขาเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าสิ้นหวังแผ่ซ่านไปทั่ว หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียง “หอกแห่งเซาท์เนเธอร์แลนด์” ของเขาค้ำจุนเอาไว้ เกรงว่าขวัญกำลังใจคงจะพังทลายลงไปนานแล้ว
เมื่อมองผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นปืนใหญ่ที่พยายามลอบเข้าไปใกล้แนวป้องกันของข้าศึกถูกทหารม้าปรัสเซียต้อนกลับมา เลออนก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดสภาพ คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ว่าทำไมปืนใหญ่ของกองพลเลอแฟฟวร์ถึงสามารถเอาไปจ่อหน้าศัตรูแล้วระดมยิงอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็ถอยกลับมาได้อย่างสบายๆ แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้เลย?
“รู้อย่างนี้ตอนนั้นไม่น่าทิ้งทหารไว้ที่เวาบ์จิคเยอะขนาดนั้นเลย…”
ขณะที่เลออนกำลังโศกเศร้าเสียใจอยู่เงียบๆ เสนาธิการของเขาก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ร้องเสียงดังว่า:
“ท่านนายพล ดูเหมือนว่าจะมีกองทัพปรากฏตัวขึ้นทางทิศตะวันตกของแนวป้องกันปรัสเซียครับ”
“ยอดเยี่ยมไปเลย!” เลออนผุดลุกขึ้นยืนทันที ถูมือด้วยความตื่นเต้น “ต้องเป็นพันโทเลอแฟฟวร์มาช่วยข้าแน่ๆ
“เร็วเข้า เอาข่าวดีนี้ไปบอกพวกทหาร ให้ทุกคนอดทนอีกนิด!”
ทว่า ผ่านไปกว่าสามชั่วโมงแล้ว “กองกำลังเสริมของฝรั่งเศส” ก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย
เลออนเริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที เอาแต่ถามเสนาธิการไม่หยุด:
“นั่นจะไม่ใช่กองกำลังเสริมของพวกปรัสเซีย ที่กำลังรวมพลเพื่อเตรียมบุกโจมตีเราหรอกนะ?”
“เอ่อ… เรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ…” เสนาธิการคนนั้นครุ่นคิด “แนวทหารราบของศัตรูยังไม่ขยับไปไหนเลย ไม่น่าจะเตรียมบุกโจมตีหรอกครับ”
หากมีกองกำลังเสริมมาถึง แนวทหารราบเดิมก็จะต้องขยับเพื่อเว้นที่ว่างให้กองกำลังที่เพิ่มเข้ามาใหม่
เลออนถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เขาสะดุ้งตัวโยน รีบวิ่งขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุดของศูนย์บัญชาการ ศูนย์บัญชาการของเขาตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ใช้กล้องส่องทางไกลมองไปทางที่มาของเสียงปืนใหญ่ ก็เห็นกลุ่มควันปืนพวยพุ่งขึ้นมาในที่ไกลลิบตา
“ไม่ใช่พวกปรัสเซียที่ล้อมเราอยู่งั้นหรือ?” เขาหันไปมองเสนาธิการข้างกายด้วยความประหลาดใจ “ตกลงว่าใครกำลังรบกับใครกันแน่?”
ห่างจากวงล้อมของเออร์วินไปราวๆ สิบกว่ากิโลเมตร ซึ่งก็คือบริเวณที่ควันปืนพวยพุ่งขึ้นมา บลือเชอร์กำลังตวาดใส่ผู้บังคับกองพันทหารม้าด้วยความโกรธเกรี้ยว:
“ไอ้โง่! แยกแยะเครื่องแบบทหารไม่ออก ก็หัดดูธงให้ละเอียดหน่อยสิโว้ย!”
เมื่อประมาณชั่วโมงกว่าๆ ที่แล้ว เขานำกองทัพใหญ่เดินทางมาถึงทางทิศตะวันตกของราติบอร์ กำลังเตรียมจะไปสมทบกับเออร์วิน แต่กลับพบเข้าโดยบังเอิญว่ามีกองทัพออสเตรียอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 3 กิโลเมตร และกำลังจัดกระบวนทัพอยู่อย่างเงียบๆ
เขาโกรธจนแทบจะยิงผู้บังคับการทหารม้าเบาทิ้งเสียแล้ว
ความจริงแล้ว เรื่องนี้จะไปโทษทหารสอดแนมของเขาทั้งหมดก็ไม่ได้ เครื่องแบบทหารของแต่ละประเทศในยุคนี้มันมั่วซั่วไปหมด นายทหารบางคนถึงขั้นสั่งตัดเครื่องแบบให้ทหารตามความชอบส่วนตัวด้วยซ้ำ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นคนจ่ายเงินเองอยู่แล้ว ผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ก็เลยมักจะหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป
เมื่อครู่ทหารม้าเบาของปรัสเซียพบกองทัพออสเตรียเข้าจริงๆ แต่พอเห็นเครื่องแบบสีเขียว ก็เลยนึกว่าเป็นคนฮันโนเฟอร์ มีกองทัพฮันโนเฟอร์ประจำการอยู่ที่ราติบอร์จริงๆ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปทักทายอะไร และก็รีบผ่านไปอย่างเร่งรีบ
โชคดีที่ทหารสื่อสารที่บลือเชอร์ส่งไปติดต่อกับเออร์วินถูกสังหารตอนขากลับ เขาถึงได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของกองทัพออสเตรีย ไม่อย่างนั้นก็คงเกือบจะหลุดเข้าไปในวงล้อมซุ่มโจมตีของฝ่ายหลังแล้ว
เขารีบหาพื้นที่ที่เหมาะสมในบริเวณใกล้เคียง และสั่งให้กองทัพจัดกระบวนทัพป้องกันอยู่กับที่ทันที
ทางฝั่งวูร์มเซอร์ เมื่อเห็นกองทัพปรัสเซียจู่ๆ ก็หยุดเคลื่อนไหว ก็เดาได้ทันทีว่าศัตรูคงพบตนแล้ว จึงรีบสั่งเปิดฉากบุกโจมตีอย่างกะทันหัน
ทหารม้าของบลือเชอร์ได้กอบกู้กองพลของเขาเอาไว้ อาจจะเป็นเพราะต้องการชดเชยความผิดพลาดในการลาดตระเวนก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงก่อกวนและสกัดกั้นพวกออสเตรียอย่างกล้าหาญและดุดัน แม้จะสูญเสียกำลังคนไปไม่น้อย แต่ก็สามารถยื้อเวลาให้ทหารราบจัดกระบวนทัพได้สำเร็จ
จากนั้นทหารปรัสเซียและออสเตรียนับหมื่นนายก็เริ่มปะทะกันในทุกพื้นที่ของสมรภูมิ เสียงคำรามของปืนใหญ่และเสียงร้องโหยหวนของทหารผสมปนเปกันไป จนกระทั่งความมืดมิดมาเยือน
บลือเชอร์และวูร์มเซอร์ คู่ปรับเก่าที่เพิ่งจะปะทะกันในเซาท์เนเธอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้ ต้องรอจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ถึงได้รู้แน่ชัดว่ากองทัพที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่นั้นคือกองทัพของใคร
ดังนั้น ทั้งสองจึงตระหนักได้ในทันทีว่า ไม่มีทางที่จะเผด็จศึกอีกฝ่ายได้ในเวลาอันสั้น เรื่องนี้พวกเขาต่างก็พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งตอนอยู่เซาท์เนเธอร์แลนด์ ดังนั้นต่างฝ่ายต่างก็รีบส่งทหารสื่อสารไปหาผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อ “ขอความช่วยเหลือ” ทันที
…
ศูนย์บัญชาการกองทัพแนวหน้าไซลีเซียของออสเตรีย
โจเซฟดีดแผ่นเกราะกันกระสุนที่เพิ่งส่งมาถึงในมือเบาๆ ค่อยๆ สอดมันเข้าไปใน “กระเป๋า” ด้านหน้าของเครื่องแบบทหาร พลางบ่นกับเสนาธิการทหารสูงสุดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยว่า:
“ส่งไปแค่ 5 พันคนเองงั้นหรือ? ลาซี่ขี้เหนียวเกินไปแล้วมั้ง?”
แบร์ตีเยตอบ: “ฝ่าบาท ทางปรัสเซียก็ไม่ได้ส่งทหารไปมากนักพ่ะย่ะค่ะ ดังนั้นจอมพลลาซี่จึงคิดว่ากองกำลังเสริม 5 พันนายก็น่าจะเพียงพอที่จะแก้ปัญหาที่ราติบอร์ได้”
เขาเพิ่งจะเข้าร่วมการประชุมวางแผนการรบของลาซี่ และได้รับรู้ว่าเป็นไปตามที่องค์มกุฎราชกุมารทรงคาดการณ์ไว้ กองกำลังเสริมของทั้งปรัสเซียและออสเตรียได้ปะทะกันอย่างดุเดือดที่ราติบอร์ และนายพลวูร์มเซอร์ก็ได้ร้องขอกำลังเสริม
โจเซฟลุกขึ้นยืนแล้วลองกระโดดดู อืม แผ่นเกราะ 4 แผ่น น้ำหนักของมันแทบจะไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเลย หากตัดสินจากจุดนี้ พละกำลังของผู้ใหญ่ก็น่าจะพกได้สัก 5 แผ่นโดยไม่มีปัญหาอะไร
เขาเคาะแผ่นเกราะที่หน้าอกเบาๆ แล้วพูดกับแบร์ตีเยว่า: “รบกวนท่านรีบแจกจ่ายแผ่นเกราะกันกระสุนให้พวกทหารโดยเร็วที่สุดด้วย”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท อันที่จริง ตอนเที่ยงก็ได้แจกจ่ายไปตามกองร้อยต่างๆ เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านทำงานได้ละเอียดรอบคอบเสมอเลยนะ” โจเซฟพยักหน้า เอ่ยชมประโยคหนึ่ง จากนั้นก็เดินออกไปนอกเต็นท์ “ตอนนี้ ข้าต้องไปสุมไฟให้สถานการณ์ที่ราติบอร์สักหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นขืนจอมพลลาซี่ยังทำตัวขี้เหนียวแบบนี้ต่อไป ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โอกาสที่ข้าต้องการจะมาถึงเสียที”
20 นาทีต่อมา
จอมพลลาซี่เบิกตากว้าง มองมกุฎราชกุมารหนุ่มชาวฝรั่งเศสด้วยความตกใจ:
“ฝ่าบาท พระองค์ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้จริงๆ การทุ่มกำลังทหารไปที่ราติบอร์มากมายขนาดนี้มันไร้ประโยชน์นะพ่ะย่ะค่ะ…”
“ไม่หรอก ท่านจอมพล นายพลเลออนเป็นสหายเก่าของข้า พวกเราสนิทสนมกันมาก” โจเซฟพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เขาอาจจะถูกพวกปรัสเซียสังหารได้ทุกเมื่อ เรื่องนี้ทำให้ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับเลยล่ะ
“แต่ก็ไม่จำเป็นต้องส่งนายพลแกลแลร์มานไปนี่พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ที่เลกนิตซานะพ่ะย่ะค่ะ”
แกลแลร์มานก็คือผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพฝรั่งเศสแบบเก่าจำนวน 3 หมื่นนายในไซลีเซียนั่นเอง
โจเซฟพึมพำในใจ ก็ข้าต้องการจะป่วนความชะงักงันที่เลกนิตซานี่แหละ
เขาหันไปมองจอมพลลาซี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า:
“นายพลแกลแลร์มานนำกองทัพ 2 หมื่นนายไป ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถช่วยนายพลเลออนออกมาได้แล้ว ในระหว่างนี้ ท่านก็แค่ตั้งรับอย่างเต็มที่ เลกนิตซาก็จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”

0 Comments