ตอนที่ 420 “ดูสิ นี่คือทาส!”
แปลโดย เนสยังลีโอโพลด์ที่ 2 ตรัสด้วยความพิโรธ:
“พวกมันต้องการจะทำอะไรกันแน่?!”
มาร์ควิสฮาร์ตมันน์ทูลอย่างไม่ค่อยแน่ใจ:
“ฝ่าบาท พวกแบ่งแยกดินแดนฮังการีพยายามหาข้ออ้างก่อกบฏมาตลอด นี่อาจจะเป็นการหยามเกียรติเวียนนาของพวกเขาก็ได้ หากพวกเรารับมือไม่ดีล่ะก็…”
แม้ปัจจุบันฮังการีจะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย แต่ก็มักจะมี “ราชสำนักน้อย” เป็นของตัวเองมาตลอด ไม่เพียงแต่แยกบริหารการเงินอย่างเป็นอิสระ แต่ยังมีระบบข้าราชการทุกระดับครบถ้วน และมีแนวโน้มอยากแยกตัวเป็นอิสระมาโดยตลอด
เพื่อรักษาเสถียรภาพของฮังการี ออสเตรียได้มอบนโยบายสิทธิพิเศษมากมายให้พวกเขา แต่พวกแบ่งแยกดินแดนก็ยังคอยสร้างเรื่องขึ้นมาทุกปี
โจเซฟเองก็มองเห็นจุดนี้ จึงตัดสินใจลากฮังการีมารับเคราะห์แทน และคนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนฮังการีก็ไม่มีทางมาแก้ต่างความบริสุทธิ์ของตัวเองที่พระราชวังเชินบรุนน์หรอก เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาอยากจะไปอธิบายในคุก
ช่วงบ่ายวันนั้น เหล่าขุนนางที่มีอิทธิพลมากที่สุดของออสเตรียต่างก็มารวมตัวกันที่ห้องบรรทมของโจเซฟที่ 2 เพื่อหารือถึงวิธีรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ฝ่ายต่อต้านปรัสเซียที่มีเคานิทซ์เป็นผู้นำ และฝ่ายสนับสนุนการเจรจาสงบศึกที่มีฟรันทซ์เป็นผู้นำ แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนและยืนอยู่คนละฝั่ง
ในเวลานี้โจเซฟที่ 2 ประชวรหนักจนแทบจะเปล่งเสียงไม่ออกแล้ว ทรงทำได้เพียงยกพระหัตถ์ขึ้นอย่างยากลำบาก เป็นสัญญาณให้เริ่มการประชุม
เคานต์เลอแคมจากฝ่ายสนับสนุนการสงบศึกเปิดฉากขึ้นก่อน:
“ฝ่าบาท การที่เราจะยึดเซาท์เนเธอร์แลนด์กลับคืนมานั้นแทบไม่มีอุปสรรคใดๆ แล้ว การที่จักรวรรดิจะทนสูญเสียทรัพยากรที่ไซลีเซียต่อไป เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่ายต่อต้านปรัสเซียรีบโต้แย้งทันที:
“ท่านเคานต์ หากครั้งนี้เราไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าทางยุทธศาสตร์ได้ ท่านก็รู้ดีว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ ประเทศของเราคงยากที่จะระดมทรัพยากรมากมายขนาดนี้เพื่อทำสงครามกับปรัสเซียได้อีก การทวงคืนไซลีเซียก็จะกลายเป็นเรื่องที่ห่างไกลออกไปอีก”
“ก็เพราะสูญเสียทรัพยากรไปมากเกินไปแล้วน่ะสิ ถึงต้องรีบยุติการสูญเสียให้เร็วที่สุด!”
“โปรดฟังเสียงของประชาชนเถอะ!” บารอนเฟอร์รารีชูใบเสร็จรับเงินขึ้นมา “พอทุกคนได้ยินว่าจอมพลลาซี่ได้รับชัยชนะ เพียงแค่เมื่อวานวันเดียว ก็มีเงินบริจาคส่งไปให้แนวหน้าถึง 3 หมื่น 5 พันฟลอริน! แล้วตอนนี้ท่านกลับอยากจะเจรจาสงบศึกกับปรัสเซียงั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านเอาเงินบริจาคเหล่านี้ไปคืนทุกคนด้วยตัวเองเลยนะ”
“ชัยชนะอะไรกัน นั่นมันก็แค่ข่าวลือ!”
ในเวลานี้ บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้ต่างก็รู้แล้วว่าไม่มี “ชัยชนะครั้งใหญ่ที่เลกนิตซา” อะไรนั่นหรอก มันเป็นแค่ข่าวลือที่ชาวฮังการีสร้างขึ้นเพื่อหยามเกียรติเวียนนาก็เท่านั้น
“ไม่ นั่นคือความปรารถนาของชาวออสเตรียทุกคนต่างหากล่ะ” บารอนเฟอร์รารีกล่าวอย่างฮึกเหิม “พวกเขาทุกคนเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง!”
เคานต์ฟรันทซ์นึกถึงผลประโยชน์ที่คนอังกฤษสัญญาไว้ ก็เริ่มเข้าร่วมวงโต้เถียงด้วย:
“นี่เราจะต้องทำสงครามต่อไปเพียงเพราะข่าวลือข่าวเดียวงั้นหรือ?”
มาร์ควิสลังเงอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น:
“เว้นเสียแต่ว่าท่านจะพาทุกคนไปดูให้เห็นกับตาที่ไซลีเซีย ไม่อย่างนั้นก็ต้องมีคนปักใจเชื่อว่าเลกนิตซาถูกยึดคืนมาแล้วแน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้น การเจรจาสงบศึกจะทำให้ชื่อเสียงของจอมพลลาซี่มัวหมองด้วย”
ใช่แล้ว เมื่อวานทุกคนยังพูดอยู่เลยว่าท่านได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ แต่วันนี้รัฐบาลกลับออกมาแก้ข่าวว่าท่านยังตีอะไรไม่ได้เลย ต่อไปเส้นทางทางการเมืองและการทหารของลาซี่ก็เป็นอันจบสิ้น
ฟรันทซ์รีบพูดขึ้นทันที:
“อันที่จริง จอมพลลาซี่ก็เห็นด้วยกับการสงบศึกนะ”
เคานต์เลอแคมพูดเสริม:
“ข้าเคยไปที่แนวหน้าเลกนิตซามาแล้ว ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน กองทัพของเราไม่มีทางยึดไซลีเซียคืนมาได้ก่อนที่การเงินจะล่มสลายหรอก”
บารอนทูกุต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปรายตามองเคานิทซ์ แล้วเอ่ยขึ้น:
“มกุฎราชกุมารฝรั่งเศสได้ทรงแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการแล้ว ว่ายินดีจะเพิ่มการสนับสนุนในสมรภูมิไซลีเซีย การเข้ามาแทรกแซงของกองทัพฝรั่งเศส จะช่วยให้เราเอาชนะพวกปรัสเซียได้ เหมือนอย่างตอนที่เซาท์เนเธอร์แลนด์”
บารอนเฟอร์รารีรีบเสริมต่อทันที:
“ตอนนี้ทั่วทั้งประเทศกำลังดื่มด่ำกับความปีติยินดีในชัยชนะ พวกท่านต่างก็รู้ดีว่า หากถอยทัพในเวลานี้จะหมายความว่าอย่างไร!”
เขาชี้มือไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้: “พวกแบ่งแยกดินแดนฮังการีต่างหากล่ะ ที่หวังอยากให้พวกเราไปเจรจาสงบศึกกับพวกปรัสเซียมากที่สุด!”
อย่างไรเสีย การทวงคืนไซลีเซียก็คือความถูกต้องทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของออสเตรีย เมื่ออำนาจการยิงของฝ่ายสนับสนุนสงครามรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พวกฟรันทซ์ก็แทบจะแทรกบทสนทนาไม่ได้เลย
ในตอนนั้นเอง เคานิทซ์ที่ไม่พูดอะไรเลยมาตลอด ก็ก้าวออกมายืนข้างหน้า เงยหน้า 45 องศามองเพดาน กำหมัดแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปล่งเสียงกังวาน:
“ไม่ทราบว่าทุกท่านเคยได้ยินบทกวีที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชาวบ้านช่วงนี้บ้างหรือไม่
‘หากพวกเราไม่ไปทำสงคราม
พวกปรัสเซียจะใช้ดาบปลายปืน
เข่นฆ่าพวกเรา
แล้วใช้นิ้วชี้มาที่โครงกระดูกของพวกเรา พร้อมกับพูดว่า:
ดูสิ นี่คือทาส!'”
ทั่วทั้งห้องบรรทมเงียบกริบลงทันที ฝ่ายสนับสนุนการสงบศึกก้มหน้าลงอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่ดวงตาของฝ่ายสนับสนุนสงครามกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน บางคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
บทกวีบทนี้ช่างบาดลึกลงไปในจิตวิญญาณเสียจริง!
ทุกคนต่างหวนนึกถึงความอัปยศอดสูตอนที่ไซลีเซียถูกชาวปรัสเซียแย่งชิงไปในเสี้ยววินาที
โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย ที่ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น จนอยากจะไปที่แนวหน้าด้วยตัวเอง เอาปืนคาบศิลาจ่อหัวพวกปรัสเซียแล้วตะโกนใส่หน้าว่า “คนออสเตรียไม่ได้รังแกกันได้ง่ายๆ นะ!”
นี่คือ “อาวุธร้ายแรง” ที่โจเซฟเตรียมไว้ให้เคานิทซ์ บทกวีสั้นๆ นี้ หากนำไปใช้กับประเทศใดก็ตามที่กำลังถูกศัตรูต่างชาติรุกรานในยุคปัจจุบัน มันก็คือระเบิดลูกใหญ่ดีๆ นี่เอง ดังนั้น โจเซฟจึงได้เล่าบทกวีบทนี้ให้เคานิทซ์ฟัง และให้เขาท่องมันออกมาในยามจำเป็น เพื่อพลิกสถานการณ์
บนเตียงผู้ป่วย โจเซฟที่ 2 จู่ๆ ก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทรงยกพระหัตถ์ที่ผอมแห้งขึ้นมา เปล่งเสียง “เอ่อๆ” ออกมา
ลีโอโพลด์ที่ 2 รีบเอาพระกรรณไปแนบที่ริมพระโอษฐ์ของพระองค์ทันที ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยืดตัวขึ้น กวาดสายตามองทุกคนแล้วตรัสว่า:
“องค์จักรพรรดิทรงรับสั่งว่า ต้องยึดไซลีเซียกลับคืนมาให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ให้รีบไปเจรจาเรื่องการสนับสนุนกับฝรั่งเศส และส่งทหารไปเสริมกำลังที่แนวหน้าทันที”
พระองค์ทรงหันกลับไปเห็นริมพระโอษฐ์ขององค์จักรพรรดิขยับไปมา จึงตรัสเสริมว่า:
“ออสเตรียจะต้องเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด!”
บารอนเฟอร์รารีชูแขนขึ้นร้องตะโกนทันที:
“ออสเตรียจงเจริญ! องค์จักรพรรดิจงเจริญ!”
บรรดาขุนนางฝ่ายสนับสนุนสงครามคนอื่นๆ ก็ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน ครู่ต่อมา พวกฟรันทซ์ก็จำต้องเข้าร่วมการตะโกนโห่ร้องนั้นด้วย:
“องค์จักรพรรดิจงเจริญ!”
“ยึดไซลีเซียคืนมา!”
ช่วยไม่ได้ ในบรรยากาศแบบนี้ ใครยังกล้าเสนอให้เจรจาสงบศึกอีก องค์จักรพรรดิคงจะทรงโยนมันกลับบ้านเกิดไปเลี้ยงหมูอย่างไม่ลังเลแน่ๆ
…
โจเซฟเอียงคอฟังเสียงผู้คนที่อยู่ข้างนอกกำลังตะโกนท่องบทกวีเสียงดัง
“แล้วใช้นิ้วชี้มาที่โครงกระดูกของพวกเรา พร้อมกับพูดว่า:
‘ดูสิ
นี่คือทาส!'”
เขาอดที่จะถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ ดูเหมือนว่าเคานิทซ์จะได้รับชัยชนะในพระราชวังเชินบรุนน์แล้ว และการลงทุนทางยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศสในเซาท์เนเธอร์แลนด์ก็จะไม่สูญเปล่า
ด้วยกำลังรบของออสเตรียในปัจจุบัน หากต้องการเอาชนะปรัสเซียก็จำเป็นต้องพึ่งพากำลังของฝรั่งเศส ถึงตอนนั้นเขาก็จะสามารถเรียกราคาได้
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนออสเตรียในครั้งนี้ จะต้องเป็นการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเมื่อกระแส “ชัยชนะครั้งใหญ่ที่เลกนิตซา” ซาลง เวียนนาก็จะยังคงเลือกเจรจาสงบศึกอยู่ดี
ตอนนี้เมื่อฮันโนเฟอร์และปรัสเซียถอนตัวออกจากเซาท์เนเธอร์แลนด์แล้ว กองพลทหารองครักษ์ของเขาก็สามารถปลีกตัวไปแสดงฝีมือที่ไซลีเซียได้แล้ว
แน่นอนว่า เขาไม่สามารถยึดไซลีเซียทั้งหมดมาได้ เพราะนั่นจะทำให้ปรัสเซียอ่อนแอลงอย่างรุนแรง และทำให้ออสเตรียมีโอกาสรวมเยอรมนีให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง
โดยพื้นฐานแล้ว แค่ช่วยออสเตรียยึดคืนมาสักหนึ่งมณฑลก็พอแล้ว เอาหนึ่งมณฑลไปแลกกับแคว้นวอลโลเนียในเซาท์เนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่ หรือในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ออสเตรียก็มีแต่ได้กับได้
ทว่า การจะเข้าไปพัวพันกับสงครามใหญ่กับปรัสเซีย จำเป็นต้องมีการวางแผนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ ทั้งต้องยึดมณฑลมาให้ได้ ทั้งต้องไม่สูญเสียกำลังรบมากเกินไป และยังต้องสามารถถอนตัวออกมาได้ทุกเมื่อ…
ระหว่างที่โจเซฟกำลังครุ่นคิด เอมองต์ก็พาชายชราคนหนึ่งเคาะประตูเดินเข้ามา
โจเซฟจำได้ว่าเขาคือพ่อบ้านเก่าของมาดามเดอร์โว ความรู้สึกไม่ดีก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจทันที
และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ หลังจากชายชราทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้ว ก็ก้มหน้าพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:
“ฝ่าบาท นายหญิงนาง… ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ…”

0 Comments