ตอนที่ 415 นักการทูตที่ยอดเยี่ยมที่สุดของออสเตรีย
แปลโดย เนสยังโจเซฟพยักหน้าทันที “ได้พ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงแค่ทำให้เสด็จแม่ทรงสบายพระทัย จะให้ลูกไปที่ไหนก็ได้”
ช่างประจวบเหมาะจริงๆ ต่อให้พระนางมารีอองตัวแนตต์ไม่มีรับสั่ง เขาก็กำลังเตรียมตัวเดินทางไปเวียนนาอยู่พอดี
เขาหันกลับมามองเสด็จแม่อีกครั้ง “เสด็จแม่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่พ่ะย่ะค่ะ ถึงทำให้พระองค์ทรงกังวลพระทัยขนาดนี้?”
“เฮ้อ แม่ได้รับการดูแลจากมาดามเดอร์โวมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลกเลย” พระนางมารีอองตัวแนตต์ทรงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ตรัสเสียงสะอื้น “นางมอบความรักและดูแลแม่เป็นอย่างดีมาตลอด”
ตามธรรมเนียมของขุนนางยุโรปในศตวรรษที่ 18 ทันทีที่เด็กเกิดมา ก็จะถูกส่งให้แม่นมเป็นคนเลี้ยงดู พระมารดาของพระนางมารีอองตัวแนตต์ หรือก็คืออดีตผู้ปกครองออสเตรีย พระนางมารีอา เทเรซา ทรงให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดาถึง 7 พระองค์ ซึ่งล้วนเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของแม่นมและครูสอนพิเศษประจำตระกูล
ดังนั้น สำหรับพระนางมารีอองตัวแนตต์แล้ว มาดามเดอร์โวก็แทบจะเป็นดั่งพระมารดาในวัยเยาว์ของพระนาง ความผูกพันระหว่างพวกเขานั้นลึกซึ้งมาก
และก็เป็นเพราะพระนางมารีอองตัวแนตต์ขาดความรักจากพระมารดามาตั้งแต่เด็ก พระนางจึงไม่ต้องการให้ลูกๆ ของพระนางต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเช่นนั้น ดังนั้นพระนางจึงทรงชื่นชมแนวคิดของรุสโซที่ว่า “ดำเนินตามวิถีแห่งธรรมชาติ ผู้เป็นแม่ควรจะให้นมบุตรด้วยตนเอง” เป็นอย่างมาก และทรงเป็นพระมารดาในราชวงศ์ยุโรปกลุ่มแรกที่นำแนวคิดนี้มาปฏิบัติจริง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การที่ผู้เป็นแม่เป็นคนให้นมลูกเองก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่สตรีชาวฝรั่งเศส
อนึ่ง รุสโซอุทิศตนเพื่อเผยแพร่แนวคิดที่ว่า “ผู้เป็นแม่ควรเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเอง” มาตลอดชีวิต แต่กลับนำลูกๆ ทั้ง 5 คนของตัวเองไปทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า (โดยที่เตแรซ ภรรยาของเขายังมีชีวิตอยู่) เพียงเพราะเขาคิดว่าตัวเองมี “อิสรภาพอย่างสมบูรณ์”…
“มาดามเดอร์โวส่งจดหมายมาบอกว่า สุขภาพร่างกายของนางย่ำแย่เต็มทีแล้ว… แถมยังมีหลานสาวตัวเล็กๆ อีกคน
“เด็กที่น่าสงสารคนนั้น ตอนยังเล็ก พ่อแม่ก็ตายด้วยโรคไข้ป่า นางก็เลยเติบโตมากับการเลี้ยงดูของมาดามเดอร์โว”
พระนางมารีอองตัวแนตต์ทรงเล่าเรื่องของหลานสาวมาดามเดอร์โวอย่างยืดยาว ท้ายที่สุดก็ตรัสว่า “เด็กคนนั้นโตขึ้นมาสวยกว่าย่าของนางเสียอีก มีขุนนางหนุ่มๆ มากมายตามจีบนาง
“แต่ความสวยนั้นก็นำพาปัญหามาให้นาง เมื่อหนึ่งปีก่อน มีอันธพาลคนหนึ่งชื่อวอลเตอร์เริ่มมาตามตื๊อนาง แม้นางจะปฏิเสธไปหลายครั้ง แต่ก็ยังถูกเขาก่อกวนอยู่”
โจเซฟขมวดคิ้วถาม “เจ้าหน้าที่รักษาความสงบของเวียนนาไม่จัดการเรื่องนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้าหน้าที่ไม่กล้าไปยุ่งกับบารอนวอลเตอร์คนนั้นหรอก” พระนางมารีอองตัวแนตต์ทรงมองไปที่จดหมายของมาดามเดอร์โว “เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแกรนด์ดัชเชสมาเรีย ลูโดวิกาแห่งทัสคานี”
โจเซฟชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชื่อมโยงชื่อนี้กับตัวตนของเขาได้ “น้องภรรยาของลีโอโพลด์ที่ 2 หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มิน่าล่ะถึงไม่มีใครกล้าไปแหยมกับบารอนอะไรนั่น ลีโอโพลด์ที่ 2 ก็คือคนที่กำลังจะได้สวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อยู่รอมร่อนี่เอง
พระนางมารีอองตัวแนตต์ตรัสต่อ “ชื่อเสียงของบารอนวอลเตอร์นั้นเลวร้ายมาก มาดามเดอร์โวกังวลว่าจะไม่มีใครในเวียนนากล้ายื่นมือเข้ามาสอดเรื่องของเขา ดังนั้นนางจึงหวังว่าจะให้คามิเลีย อ้อ หลานสาวของนางนั่นแหละ เดินทางมาที่ปารีส เพื่อให้ข้าเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่นาง
“ลูกก็รู้ว่า ข้าไม่สามารถออกจากพระราชวังแวร์ซายไปได้ง่ายๆ ข้าจึงหวังว่าลูกจะเดินทางไปเวียนนาสักครั้ง เพื่อเป็นตัวแทนนำพรของข้าไปมอบให้มาดามเดอร์โว และรับตัวคามิเลียที่น่าสงสารคนนั้นกลับมาด้วย”
“อืม เสด็จแม่วางพระทัยเถอะพ่ะย่ะค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่กระหม่อมเอง” โจเซฟพยักหน้าอย่างจริงจัง
…
ครึ่งเดือนต่อมา
กรุงเวียนนา พระราชวังเชินบรุนน์
ท่ามกลางเสียงเพลงอันสง่างามที่วงดุริยางค์บรรเลง โจเซฟก็เดินผ่านแถวทหารกองเกียรติยศที่ยืนตระหง่านอยู่สองข้างทาง โดยมีลีโอโพลด์ที่ 2 คอยเดินเคียงข้าง
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเดินทางมาด้วยตัวเอง” ลีโอโพลด์ที่ 2 ดูต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ผายมือไปทางประตูใหญ่ของพระราชวังเชินบรุนน์ “ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับอันยิ่งใหญ่ไว้ให้เจ้าแล้ว”
โจเซฟกล่าวขอบคุณตามมารยาท และหลังจากทักทายกันอีกสองสามประโยค เขาก็เปลี่ยนเรื่องเข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที:
“เสด็จลุง การที่พระองค์ทรงเรียกตัวอาร์ชบิชอปทาแลร็องมาพบด่วนในครั้งนี้ มีเรื่องสำคัญอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ลีโอโพลด์ที่ 2 เผยรอยยิ้มตามมารยาท:
“ฮ่าๆ ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ให้การสนับสนุนประเทศของเราอย่างมหาศาล ทั้งในสมรภูมิไซลีเซียและเซาท์เนเธอร์แลนด์ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้าเป็นตัวแทนแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อฝรั่งเศสให้จงได้”
โจเซฟแอบพึมพำในใจ ถ้าอยากจะแสดงความขอบคุณ ก็แค่ส่งเงินฟลอรินมาให้สักหน่อยก็สิ้นเรื่อง แล้วทำไมถึงต้องเรียกตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสมาด้วยล่ะ?
ในขณะที่งานเลี้ยงดำเนินต่อไป จู่ๆ ลีโอโพลด์ที่ 2 ก็ทรงชูแก้วขึ้น และตรัสเสียงดังฟังชัดกับทุกคนในงานว่า:
“ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรฝรั่งเศส นายพลเลออนได้รับชัยชนะครั้งสำคัญที่เซาท์เนเธอร์แลนด์แล้ว! ข้าเชื่อว่า อีกไม่นานกองทัพกบฏก็จะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และเซาท์เนเธอร์แลนด์จะกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยอีกครั้ง”
พระองค์ทรงหันมายิ้มให้ทางโจเซฟอีกครั้ง:
“ส่วนทหารฝรั่งเศสผู้กล้าหาญ ก็จะได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่พวกเขาคิดถึงมานานในเร็วๆ นี้เช่นกัน”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่าขุนนางออสเตรีย โจเซฟก็ยิ้มและยกแก้วขึ้นตอบรับเช่นกัน แต่ในใจกลับขมวดคิ้วแน่น ลีโอโพลด์ที่ 2 ดูจะมั่นใจมากว่ากองทัพกบฏเซาท์เนเธอร์แลนด์จะต้องพ่ายแพ้ แต่เขาแทบจะไม่ได้รับรายงานใดๆ จากแนวหน้าเลย นอกจากการสับเปลี่ยนกำลังทหารของกองทัพฮันโนเฟอร์เมื่อไม่นานมานี้ ก็ไม่มีการปะทะครั้งสำคัญอะไรเกิดขึ้นเลยนี่นา
ลีโอโพลด์ที่ 2 ยังคงตรัสด้วยน้ำเสียงฮึกเหิมต่อไป:
“ส่วนที่ไซลีเซีย กองทัพของเราก็ได้สั่งสอนพวกปรัสเซียอย่างหนัก ในสมรภูมิที่เลกนิตซาหลายครั้ง จอมพลลาซี่ได้กวาดล้างผู้รุกรานชาวปรัสเซียไปเกือบหมื่นคน ปืนใหญ่ของเขาแทบจะระเบิดค่ายศัตรูให้ราบเป็นหน้ากลอง!”
พวกขุนนางออสเตรียก็ส่งเสียงโห่ร้องขึ้นมาอีกครั้งทันที:
“องค์จักรพรรดิจงเจริญ!”
“จอมพลลาซี่นำพวกเราก้าวสู่ชัยชนะ!”
“แด่เหล่านักรบผู้กล้าหาญที่แนวหน้าไซลีเซีย!”
โจเซฟยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก ทั้งที่ออสเตรียยังไม่สามารถคืบหน้าใดๆ ในไซลีเซียได้เลยแท้ๆ แต่ทำไมลีโอโพลด์ที่ 2 ถึงพูดซะเหมือนว่ากำลังจะได้คว้าชัยกลับมายังไงยังงั้นล่ะ?
และงานเลี้ยงก็จบลงท่ามกลางบรรยากาศอันตื่นเต้นและปีติยินดีแบบนี้ จากนั้นก็ตามด้วยงานเต้นรำ จนกระทั่งเวลา 5 ทุ่ม โจเซฟถึงได้กลับมาที่ห้องของตัวเอง
ผ่านไปไม่นาน ทาแลร็องก็เคาะประตูเดินเข้ามา โค้งคำนับอย่างรีบร้อน แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด:
“ฝ่าบาท สถานการณ์ดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก เคานต์เคานิทซ์ต้องการเข้าเฝ้าพระองค์เดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เอมองต์เปลี่ยนชุดไปรเวทให้เขา แล้วรีบเดินตามคนรับใช้สองคนที่รออยู่หน้าห้องเดินออกจากพระราชวังเชินบรุนน์ไปอย่างรวดเร็ว
บนรถม้า ทาแลร็องขมวดคิ้วรายงาน:
“ฝ่าบาท ตามข้อมูลที่กระหม่อมสืบมาจากเวียนนา คาร์ลที่ 2 อาจจะรีบถอนทัพกลับฮันโนเฟอร์ในเร็วๆ นี้ และคนปรัสเซียก็จะประกาศว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ในเซาท์เนเธอร์แลนด์อีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟถามอย่างตกใจ “เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“เห็นว่าเคานต์ฟรันทซ์เป็นคนจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด เขาใช้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยเกลี้ยกล่อมคาร์ลที่ 2 และพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 2 สำเร็จ” ทาแลร็องกล่าว “เมื่อไม่นานมานี้เขายังได้รับรางวัลจากองค์จักรพรรดิโจเซฟที่ 2 อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแค่นหัวเราะเย็นชา ถ้าบอกว่าคาร์ลที่ 2 ยอมจำนนด้วยการทูตก็ว่าไปอย่าง แต่ปรัสเซียกำลังทำสงครามระดับประเทศกับออสเตรียอยู่ จะยอมประนีประนอมเรื่องเซาท์เนเธอร์แลนด์ง่ายๆ ได้ยังไง?
“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ?” เขาหันไปมองทาแลร็อง
“ต้องไม่ใช่ฝีมือเคานต์ฟรันทซ์แน่ๆ เบื้องหลังจะต้องมีคนอื่นชักใยอยู่อย่างแน่นอน แต่หากเป็นไปตามข่าวลือจริงๆ การคงอยู่ทางทหารของฝรั่งเศสในเซาท์เนเธอร์แลนด์จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”

0 Comments