ตอนที่ 300 การหยัดยืนและความพ่ายแพ้
แปลโดย เนสยังกองกำลังกบฏเนเธอร์แลนด์กว่าหมื่นคนได้จัดตั้งแนวทหารราบที่แคบและยาวสองแถวขึ้นบนเนินเขาลาดชัน แต่ละแถวเรียงหน้ากระดานลึกสามแถว ทหารยืนกันอย่างเบียดเสียด มองไกลๆ ก็ดูมีระเบียบดี
ทว่า เครื่องแต่งกายที่สะเปะสะปะของพวกเขา รวมถึงปืนคาบศิลาที่ถืออยู่ในมือซึ่งมีรุ่นและขนาดแตกต่างกันไป ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี ว่าพวกเขาเป็นเพียงกองกำลังที่ถูกรวบรวมมาอย่างฉุกละหุกเท่านั้น
ความจริงแล้ว แนวทหารราบของพวกเขาใช้เวลาจัดแถวตั้งแต่รุ่งสางจนถึงตอนนี้ เป็นเวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าจะเข้าที่เข้าทาง ทำเอาผู้บัญชาการชาวดัตช์หลายคนเหนื่อยจนขาแทบจะเป็นตะคริว
เมื่อกองกำลังฉุกละหุกเหล่านี้เห็นว่า แนวรบอันหนาแน่นของออสเตรียกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ และมีทหารชุ่มยิงจำนวนมหาศาลราวกับฝูงมดค่อยๆ กระจายกำลังเข้ามาหา มือของพวกเขาก็สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
ที่ด้านหลังของพวกเขา มีทหารปรัสเซียกว่าพันคนคอยตะโกนสั่งการเสียงดัง: “รักษาความสงบเอาไว้ อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น!”
บาทหลวงในกองกำลังเนเธอร์แลนด์ก็กระซิบเตือนทหารที่อยู่ข้างๆ: “เดี๋ยวไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น แค่บรรจุกระสุนให้เร็วที่สุดก็พอ แล้วตั้งใจฟังเสียงกลองไว้”
เมื่อทหารชุ่มยิงของออสเตรียที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดมาปรากฏตัวอยู่ห่างจากแนวทหารราบของเนเธอร์แลนด์ไป 80 ก้าว พวกเขาก็เริ่มเข้าไปหลบอยู่หลังพงหญ้าหรือก้อนหิน แล้วยิงใส่ชาวเนเธอร์แลนด์
กระสุนหลายนัดแหวกอากาศมาตกกระทบแนวทหารราบ ทันใดนั้นก็มีทหารร้องโหยหวนแล้วล้มลงไปกองกับพื้น บิดเร่าด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ทหารปรัสเซียที่อยู่ด้านหลังรีบตะโกนสั่ง: “ห้ามขยับ! ลากศพออกไป! รักษารูปขบวนให้แน่น! เร็วเข้า!”
ทว่า ชาวเนเธอร์แลนด์ที่ขาดการฝึกฝนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำสั่งนั้น พวกเขาทำเพียงแค่ส่งเสียงร้องระงมไปตามผู้บาดเจ็บ หรือไม่ก็ยกปืนขึ้นเล็งไปทางทหารออสเตรียที่อยู่ไกลออกไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อกองกำลังหลักของออสเตรียเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทหารชุ่มยิงก็เริ่มกระจายกำลังออกไปด้านข้าง เพื่อหลีกทางให้กับกองทัพหลัก
นายทหารปรัสเซียประเมินระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายว่าน่าจะไม่ถึงร้อยก้าวแล้ว จึงสั่งให้ชาวเนเธอร์แลนด์เริ่มบรรจุกระสุน
ทหารส่งสารขี่ม้านำคำสั่งไปแจ้งให้ทุกคนทราบ ส่วนพลกลองก็รัวกลองเป็นจังหวะที่กำหนดไว้สำหรับการบรรจุกระสุนทหารที่เคลื่อนไหวตามจังหวะนี้ จะสามารถรักษาประสิทธิภาพในการบรรจุกระสุนได้สูงสุด
ทหารออสเตรียยังคงเคลื่อนทัพต่อไป จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ระยะหกสิบก้าวจากข้าศึก แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะยิงตอบโต้
ในที่สุดแนวทหารของเนเธอร์แลนด์ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปความกดดันอันมหาศาลจากคนนับหมื่นที่พุ่งเข้ามาใกล้ ทำให้ทหารของพวกเขาหัวขาวโพลนไปหมด อยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อไล่พวกคนเหล่านี้ไปให้พ้นๆ
เสียงปืนประปรายดังขึ้นจากจุดต่างๆ ของแนวรบ นายทหารปรัสเซียที่ทำหน้าที่บัญชาการเกรงว่ากองกำลังฉุกละหุกเหล่านี้จะผลาญกระสุนไปเปล่าๆ จึงจำต้องสั่งให้ยิงพร้อมกัน
ท่ามกลางความวุ่นวาย การ “ระดมยิง” ที่ยาวนานกว่าครึ่งนาทีผ่านพ้นไป แนวรบของชาวเนเธอร์แลนด์ถูกปกคลุมไปด้วยควันสีดำทะมึน ทว่าผลลัพธ์กลับน้อยนิดอย่างน่าใจหายทหารออสเตรียยังคงรักษารูปขบวนอันเป็นระเบียบ และเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้า
จนกระทั่งระยะห่างลดลงเหลือ 50 ก้าว ทหารออสเตรียจึงหยุดเดิน และยกปืนคาบศิลาขึ้นพร้อมกับเสียงรัวกลองที่ถี่กระชั้น
“ยิง!”
ตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารออสเตรีย แนวทหารราบที่ยาวสุดลูกหูลูกตาก็สาดประกายไฟออกมาอย่างพร้อมเพรียง อำนาจการยิงที่หนักหน่วงเจาะแนวรบของเนเธอร์แลนด์จนเกิดช่องโหว่เล็กๆ ขึ้นนับร้อยแห่ง
บาทหลวงชาวเนเธอร์แลนด์ตะโกนสุดเสียง: “อย่ากลัว! บรรจุกระสุนต่อไป! เพื่อครอบครัวของพวกเจ้า เพื่อขับไล่ทรราชฮับส์บูร์ก ทุกคนอดทนไว้!”
คำพูดปลุกใจของพวกเขาดูเหมือนจะได้ผล แม้พวกทหารบ้านจะมือสั่นเทา แต่ก็ยังฝืนบรรจุกระสุนจนเสร็จ แล้วก็กัดฟันยกปืนขึ้น รอคอยคำสั่งจากนายทหารปรัสเซีย
บนเนินเขาที่อยู่ไกลออกไป นายพลวิร์มเซอร์ขมวดคิ้วมองสนามรบผ่านกล้องส่องทางไกล
กองทหารม้าอันกล้าหาญของเขาได้กระหน่ำยิงใส่ชาวเนเธอร์แลนด์ไปแล้วสิบกว่ารอบ ฆ่าศัตรูไปได้อย่างน้อยเป็นพันคน แต่ทว่า อีกฝ่ายก็ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะพังทลายลง
แถมด้านหลังของแนวทหารราบเนเธอร์แลนด์ ก็ยังมีแนวทหารราบอีกแนวตั้งรับอยู่ และด้านหลังของแนวนั้นก็น่าจะเป็นทหารปรัสเซีย
“ไอ้พวกกบฏบัดซบ! ทำไมพวกมันยังยืนอยู่ตรงนั้นอีก?” เขาสบถในใจ กำลังครุ่นคิดว่าจะส่งทหารชุ่มยิงไปตีขนาบข้างข้าศึกอีกดีหรือไม่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าของทหารลาดตระเวนควบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เขาเพิ่งจะหันไปมอง ก็ได้ยินผู้มาเยือนร้องบอกด้วยความเหนื่อยหอบว่า: “ท่าน… ท่านนายพล ทหารปรัสเซียกำลังตีโอบปีกขวาของพวกเราขอรับ!”
วิร์มเซอร์ยังไม่ทันได้ตั้งสติ เสนาธิการของเขาก็ยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดู แล้วอุทานด้วยความตกใจ: “ท่านนายพล ทหารม้าที่ปีกซ้ายกำลังเกิดความวุ่นวาย อาจจะมีข้าศึกโผล่มาตรงนั้นขอรับ!”
หน้าของวิร์มเซอร์เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในทันที ดูเหมือนว่าพวกปรัสเซียจะไม่ได้อยู่หลังแนวทหารราบของเนเธอร์แลนด์สินะ บรุนสวิกเจ้านี่ถึงกับใช้กำลังหลักมาลอบโจมตีที่ปีกทั้งสองข้างของเขา!
เขากวัดแกว่งไม้เท้าอย่างแรง ตะโกนสั่งการนายทหารส่งสาร: “สั่งให้ชโรเดอร์ทำลายแนวรบด้านหน้าของศัตรูให้ได้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม! ขอเพียงเราสามารถทะลวงแนวทหารราบของพวกมันได้ก่อน ชัยชนะก็จะเป็นของเรา!”
ในการรบของกองทัพใหญ่ในยุคสมัยนี้ แนวรบด้านหน้าก็เปรียบเสมือนเอวและหน้าท้องของมนุษย์ หากถูกเจาะทะลุเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่จะต้องเผชิญก็คือ ผู้บัญชาการจะไม่มีที่ยืนอีกต่อไป ด้วยข้อจำกัดด้านการสื่อสารที่ย่ำแย่ หากผู้บัญชาการต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหนีการโจมตีของศัตรู ทหารส่งสารก็จะหาเขาไม่เจอ และกองทัพก็จะสูญเสียการควบคุมไปในทันที
นอกจากนี้ การสูญเสียสมรภูมิด้านหน้าไป ก็หมายความว่าทหารปืนใหญ่และทหารม้าจะไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการจัดเตรียมกระบวนรบ สำหรับกองกำลังที่ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมอย่างมากทั้งสองเหล่าทัพนี้ ก็เท่ากับสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปเลย
ดังนั้น ขอเพียงเอาชนะในสมรภูมิด้านหน้าได้ ความสูญเสียที่ปีกทั้งสองข้างก็ไม่ใช่ปัญหาเลย
ทหารม้าที่ปีกขวาของแนวทหารราบออสเตรีย บุกทะลวงไปข้างหน้าอย่างดุดันยิ่งขึ้น ฝ่าห่ากระสุนปืนของชาวเนเธอร์แลนด์เข้าไปสาดกระสุนตอบโต้
ในที่สุด หลังจากต้องสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก พวกเขาก็สามารถเจาะแนวรบฝั่งซ้ายของชาวเนเธอร์แลนด์ให้เกิดช่องโหว่ขึ้นมาได้
ทหารชุ่มยิงของออสเตรียราวกับฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด รีบพุ่งเข้าไปที่ช่องโหว่นั้นทันที และระดมยิงใส่นายทหารประทวนรวมถึงพลกลอง เพื่อเพิ่มความโกลาหลให้กับข้าศึก
วิร์มเซอร์เห็นแนวทหารราบชั้นแรกของชาวเนเธอร์แลนด์แตกกระจาย ก็กำหมัดแน่นด้วยความดีใจ แต่จากนั้นก็ต้องหันไปมองทางปีกขวาด้วยความตึงเครียด ที่นั่นเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าม้าของทหารม้าปรัสเซียแล้ว
เดิมทีความสามารถในการรบของทหารม้าออสเตรียก็ด้อยกว่าปรัสเซียอยู่แล้ว เมื่อครู่นี้เขายังแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปที่ปีกซ้ายอีก พวกเขาคงต้านทานพวกปรัสเซียได้ไม่นานนักหรอก
เขาหมุนกล้องส่องทางไกลไปมา ในใจก็กระวนกระวายเร่งเร้าให้ชโรเดอร์รีบเจาะแนวรบชั้นที่สองของชาวเนเธอร์แลนด์ให้ได้โดยเร็ว
อีกฝั่งหนึ่ง ดยุกแห่งบรุนสวิกเก็บกล้องส่องทางไกลลง และสั่งการทหารส่งสารด้วยสีหน้าผ่อนคลาย: “ไปบอกชาวเนเธอร์แลนด์ ว่าขอให้พวกเขาทนอีกแค่ 15 นาที พวกออสเตรียก็จะถูกไล่ตะเพิดออกไปจากแผ่นดินนี้แล้ว”
เขาสามารถประเมินความเร็วของกองกำลังหลักของตนได้ ซึ่งในตอนนี้น่าจะปะทะกับปีกขวาของพวกออสเตรียแล้ว
ใช่แล้ว ทหารม้าของเขาก็เป็นแค่ตัวหลอก เขาได้ทุ่มเทกองกำลังหลักของปรัสเซียกว่า 14,000 นายทั้งหมด ไปกับการตีโอบปีกขวาของพวกออสเตรีย นั่นแหละคือไม้ตายของเขา!
จากการปะทะกับชาวเซาท์เนเธอร์แลนด์ในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้เขามีความประทับใจในความแข็งแกร่งของพวกเขาเป็นอย่างมาก
แม้พวกกองกำลังฉุกละหุกเหล่านี้จะอ่อนด้อยเรื่องการสู้รบ หรือแม้แต่การจัดแถวก็ยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ความมุ่งมั่นของพวกเขากลับสูงปรี๊ดบางทีอาจเป็นเพราะความปรารถนาในอิสรภาพ ที่ทำให้พวกเขายอมตายเพื่อขับไล่ผู้ปกครองชาวออสเตรียออกไป โดยเฉพาะพวกบาทหลวงเหล่านั้น แต่ละคนดูไม่เกรงกลัวความตายเลย ราวกับพร้อมที่จะขึ้นสวรรค์ไปเผชิญหน้ากับศัตรูหน้าไหนก็ได้
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจ ว่าแม้ชาวเนเธอร์แลนด์เหล่านี้จะไม่สามารถเอาชนะกองทัพออสเตรียได้ แต่ถ้าแค่ให้พวกเขาถ่วงเวลาวิร์มเซอร์ไว้ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทำสำเร็จ
ณ สมรภูมิที่อยู่ไกลออกไป แนวรบทหารราบชั้นที่สองของชาวเนเธอร์แลนด์ที่ถูกกระหน่ำยิงจนพรุนไปหมด แม้จะดูเหมือนกำลังจะพังทลายลงมา แต่ก็ยังคงยืนหยัดไม่ยอมแตกพ่าย
ทหารปรัสเซียที่คอยควบคุมอยู่ด้านหลังพวกเขา มีผู้เสียชีวิตจากกระสุนปืนลูกหลงไปไม่น้อย จนเริ่มเกิดความปั่นป่วน แต่ชาวเนเธอร์แลนด์กลับยังคงยืนปักหลักอยู่ที่นั่น ใช้มือที่สั่นเทาบรรจุกระสุนอย่างงุ่มง่ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วยิงปืนสาดใส่ทหารออสเตรียอย่างสะเปะสะปะ จนกว่าจะถูกกระสุนปืนปลิดชีพลง แต่พวกเขาก็ไม่เคยถอยหนีเลยแม้แต่ก้าวเดียว…
และในขณะนี้ ปีกขวาของออสเตรีย ก็ถูกกองทัพปรัสเซียที่ได้เปรียบอย่างขาดลอย บดขยี้จนแหลกเป็นผุยผงไปแล้ว

0 Comments