ตอนที่ 291 จุดอ่อนถึงตายของอังกฤษ
แปลโดย เนสยังเคานต์ฟลอริดาบลังกาผู้นี้ นอกจากจะดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีแห่งรัฐในสเปนแล้ว เขายังมีอีกหนึ่งสถานะที่สำคัญมาก นั่นก็คือผู้รับผิดชอบการดำเนินแผนการปฏิรูปของพระเจ้าการ์โลสที่ 3
พระเจ้าการ์โลสที่ 3 ในฐานะกษัตริย์สเปนพระองค์สุดท้ายที่มีความสามารถ ทรงผลักดันการปฏิรูปการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันทรงภูมิธรรมอย่างแข็งขัน ทรงอนุญาตให้แนวคิดยุคเรืองปัญญาเผยแพร่ในประเทศ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้า และส่งเสริมให้เศรษฐกิจเป็นไปอย่างเสรี ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังทรงลงมืออย่างหนักหน่วงเพื่อลดทอนอำนาจของคริสตจักร ลดสิทธิพิเศษของขุนนาง และเพิ่มการขูดรีดอาณานิคมเพื่อนำมาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศสเปน
อาจกล่าวได้ว่า หากพระเจ้าการ์โลสที่ 3 ทรงมีพระชนม์ชีพยืนยาวต่อไปอีกหลายสิบปี สเปนอาจจะยังสามารถก้าวเดินบนเส้นทางขาขึ้นต่อไปได้ แต่หลังจากที่พระองค์สวรรคต พระเจ้าการ์โลสที่ 4 กลับไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เลย บรรดาขุนนางเริ่มต่อต้านการปฏิรูป ประกอบกับการใช้อำนาจตามอำเภอใจของโกดอย ทำให้สเปนเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว
โจเซฟครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปทูลพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ว่า: “ท่านได้ยินเรื่องราวที่บราบันต์เมื่อเร็วๆ นี้บ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“บราบันต์หรือ? อ้อ ได้ยินมาบ้าง ที่นั่นประชาชนกำลังก่อกบฏอยู่” พระเจ้าการ์โลสที่ 4 แม้จะไม่เอาไหน แต่ในฐานะกษัตริย์ ข่าวสารสำคัญระดับนานาชาติพระองค์ก็พอจะทรงทราบบ้าง
โจเซฟพยักหน้า: “แล้วท่านทรงทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดกบฏหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“เหมือนจะได้ยินมาว่า จักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ทรงต้องการจะลดอำนาจของรัฐสภาเซาท์เนเธอร์แลนด์”
ดวงตาของพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ในที่สุดก็ละจากละครบนเวที: “โจเซฟผู้เป็นน้องรัก ท่านต้องการจะบอกอะไรกันแน่?”
“ท่านไม่คิดว่าการปฏิรูปที่ออสเตรียกำลังทำอยู่ มันช่างคล้ายคลึงกับสเปนมากเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ? การเพิ่มพระราชอำนาจของกษัตริย์ การลดทอนสิทธิพิเศษของขุนนาง การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้า”
“ก็คล้ายกันมากจริงๆ” พระเจ้าการ์โลสที่ 4 พยักหน้า “แล้วยังไงต่อล่ะ?”
“ท่านต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่สเปนอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบบราบันต์ด้วย” โจเซฟจงใจพูดขู่พระเจ้าการ์โลสที่ 4
ระดับการปฏิรูปของสเปนไม่ได้รุนแรงเท่าออสเตรีย อีกทั้งยังมีสายเลือดหล่อเลี้ยงจากอาณานิคมจำนวนมหาศาล ความขัดแย้งภายในประเทศจึงไม่ได้แหลมคมมากนัก นอกจากนี้ เซาท์เนเธอร์แลนด์เป็นเพียงดินแดนแยกของออสเตรีย บรัสเซลส์ห่างจากเวียนนาถึง 800 กว่ากิโลเมตร โดยมีรัฐในเยอรมนีหลายแห่งกั้นกลางอยู่ ทำให้การปกครองเป็นไปอย่างยากลำบาก ในขณะที่สเปนไม่ได้มีปัญหาเช่นนั้นเลย
แต่พระเจ้าการ์โลสกลับทรงเชื่อในคำพูดของน้องชายคนสนิทอย่างสนิทใจ พระองค์เริ่มตื่นตระหนกทันที: “มีความเป็นไปได้จริงๆ ด้วย ช่วงนี้ก็เพิ่งจะมีขุนนางส่งเสียงเอะอะโวยวายให้ล้มเลิกการปฏิรูป นี่ข้าควรจะทำอย่างไรดี?”
โจเซฟรีบทูลตอบ: “การปฏิรูปของพระเจ้าการ์โลสที่ 3 จะต้องไม่หยุดชะงักเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ นั่นคือรากฐานความแข็งแกร่งของสเปน แต่ท่านก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความไม่พอใจของขุนนางได้เช่นกัน
“เวลานี้ ท่านต้องหาที่ระบายอารมณ์ความไม่พอใจให้พวกเขาสักทางพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านหมายถึง?”
“น่าเสียดายยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ แต่ดูเหมือนว่าความโกรธแค้นของเหล่าขุนนาง คงจะไปตกอยู่ที่ผู้ผลักดันการปฏิรูป อย่างท่านเคานต์ฟลอริดาบลังกา เสนาบดีแห่งรัฐเป็นแน่”
โจเซฟเว้นจังหวะให้พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงครุ่นคิดสักสองสามวินาที แล้วจึงกล่าวต่อ: “และความขัดแย้งอันรุนแรงระหว่างเหล่าขุนนางกับเสนาบดีแห่งรัฐ ก็มักจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการบังคับใช้นโยบายของรัฐบาล”
“ความหมายของท่านคือ ให้เปลี่ยนตัวเสนาบดีแห่งรัฐงั้นหรือ?”
การเสียสละเคานต์ฟลอริดาบลังกา เพื่อรักษาผลลัพธ์ของการปฏิรูปในสมัยพระเจ้าการ์โลสที่ 3 ไว้ให้ได้มากที่สุด ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสเปน และที่สำคัญที่สุด มันจะช่วยรับประกันว่ามิตรภาพระหว่างฝรั่งเศสและสเปนจะยั่งยืนตลอดไป
อย่างไรก็ตาม โจเซฟก็ไม่ได้พูดต่อในฐานะชาวฝรั่งเศส การพูดก้าวก่ายเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสเปนมากเกินไปย่อมไม่เหมาะสม แค่จุดประกายความคิดให้ก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงเรื่องอาณานิคมของทั้งสองประเทศในอเมริกาแทน
และเห็นได้ชัดว่าพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงถูกปัญหาเรื่องอาณานิคมกวนพระทัยมานานแล้ว ไม่นานพระองค์ก็เริ่มบ่น: “งบประมาณมหาศาลถูกทุ่มเทลงไปในนิวสเปน [หมายเหตุ 1] แต่ผลตอบแทนกลับลดน้อยลงเรื่อยๆ แถมพวกชาวครีโอลที่นั่น ก็เอาแต่ประท้วงตลอด 11 เดือนต่อปีเว้นแค่เดือนที่หนาวที่สุดในฤดูหนาวเท่านั้นแหละ”
ชาวครีโอลที่พระองค์ตรัสถึง หมายถึงชาวยุโรปที่บิดามารดาอาศัยอยู่ในอเมริกาและตัวพวกเขาเองก็เกิดที่นั่น ซึ่งจัดเป็นชนชั้นแกนนำของอาณานิคม
โจเซฟรอคำพูดนี้อยู่แล้ว เขารีบทูลด้วยความโกรธเคืองใจทันที: “ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ที่สเปนได้รับจากอเมริกานั้น ไม่สามารถแปลงเป็นผลกำไรที่แท้จริงได้ ก็เป็นเพราะการค้าขายระหว่างอเมริกากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถูกชาวอังกฤษเข้ามาแทรกแซงน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ!
“หากยิบรอลตาร์ยังคงเป็นของสเปน สินค้าจากอเมริกาก็จะสามารถขายไปยังประเทศต่างๆ ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างไม่ขาดสาย รายได้ประจำปีของประเทศอาจจะพุ่งขึ้นถึงเท่าตัวเลยก็ได้!”
พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง: “ยังมีพวกโปรตุเกสอีก! พวกเขานำสินค้าจากบราซิลมาขายตัดราคาในยุโรป ทำให้กำไรของสินค้าจากอเมริกาตกลงอย่างหนัก!”
“ถูกต้องเลยพ่ะย่ะค่ะ” โจเซฟพยักหน้าแรงขึ้น “ชาวอังกฤษและชาวโปรตุเกส พวกเขาคือเนื้อร้ายของยุโรปชัดๆ!”
“ดังนั้น พวกเขาถึงได้เป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ราวกับปีศาจร้ายและคำสาปที่อยู่คู่กันเสมอมา”
ระหว่างที่กำลังสนทนากัน ละครก็จบลง นักแสดงต่างพากันขึ้นมาบนเวทีเพื่อโค้งคำนับ พระเจ้าการ์โลสที่ 4 ทรงดึงโจเซฟลุกขึ้น เหมือนกำลังเร่งจะไปห้องเล่นเกม: “ยังมีเวลาอีกสักพักกว่างานเต้นรำจะเริ่ม พวกเราไปเล่นพนันกันสักตาก่อนเถอะ อ้า วันนี้ทุนพนันทั้งหมดข้าจะออกให้เอง!”
ขณะที่โจเซฟเดินตามพระองค์มาถึงหน้าโถงทางเดินของพระราชวัง เห็นเหล่าคนรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมงาน เขาก็ขยับเข้าไปใกล้พระกรรณของพระเจ้าการ์โลสที่ 4 แล้วกระซิบว่า: “หากท่านต้องการยึดหลอมยิบรอลตาร์กลับคืนมา ข้าจะสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่เลยพ่ะย่ะค่ะ!”
ฝ่ายหลังได้ยินแล้วถึงกับสะดุ้งเฮือก! ต้องรู้ไว้ว่า การทวงคืนยิบรอลตาร์ถือเป็นปณิธานอันแรงกล้าของชาวสเปนทุกคน! อย่างที่โจเซฟกล่าว ท่าเรือเล็กๆ แห่งนี้สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสเปนได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังมีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ในการควบคุมช่องทางเข้าออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
อาจกล่าวได้ว่า สเปนที่มีและไม่มียิบรอลตาร์นั้น แทบจะเป็นคนละประเทศกันเลยทีเดียว!
พระองค์ทรงเบิกพระเนตรกว้างจ้องมองโจเซฟ: “ท่านไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นใช่ไหม?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ” โจเซฟตบไหล่ของพระองค์ “ไม่เพียงแค่ยิบรอลตาร์เท่านั้น ในอนาคตเรายังจะจับมือกันเข้ายึดโปรตุเกส เพื่อถอนเขี้ยวพิษในอ่าวคาดิซแห่งนี้ให้สิ้นซาก!”
โปรตุเกสเป็นทั้งฐานทัพเรือและจุดเติมเสบียงที่สำคัญของอังกฤษในทวีปยุโรป และยังเป็นจุดเชื่อมต่อหลักในเส้นทางการค้าของอังกฤษอีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่อังกฤษได้ลงนามใน “สนธิสัญญาวินด์เซอร์” เพื่อเป็นพันธมิตรกับโปรตุเกสมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน
หากโปรตุเกสกลับคืนสู่สเปน อิทธิพลของอังกฤษในทวีปยุโรปก็จะถูกตัดทอนลงไปกว่าครึ่ง!
ในเมื่ออังกฤษชอบไปสร้างความวุ่นวายทำเรื่องน่ารังเกียจให้กับฝรั่งเศสอยู่ทุกหนทุกแห่ง โจเซฟก็ย่อมไม่ปล่อยผ่านเช่นกัน สำหรับจุดอ่อนของอังกฤษ เขาซึ่งเป็นคนที่มาจากอนาคต ย่อมรู้ดีกว่าแม้กระทั่งตัวอังกฤษเองเสียอีก
พระเนตรของพระเจ้าการ์โลสที่ 4 เบิกกว้างขึ้นไปอีก แม้ว่าโปรตุเกสจะเป็นความหมกมุ่นของสเปนมาตลอดหลายร้อยปี แต่หลังจากที่พ่ายแพ้สงครามไปหลายต่อหลายครั้ง สเปนก็แทบจะถอดใจกับกระดูกชิ้นแข็งนี้ไปแล้ว
แต่ในตอนนี้ มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสกลับเป็นคนหยิบยกวิสัยทัศน์อันน่าดึงดูดใจนี้ขึ้นมา พระองค์จะไม่ให้ตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีดได้อย่างไร?
หากสามารถทวงคืนยิบรอลตาร์และโปรตุเกสมาได้จริงๆ พระองค์จะต้องกลายเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสเปนในรอบหลายร้อยปี และได้รับการสรรเสริญจากชาวสเปนไปตราบนานเท่านาน!
[หมายเหตุ 1: นิวสเปน (New Spain) เป็นอาณานิคมของสเปนในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ซึ่งหลักๆ ก็คือประเทศเม็กซิโกและแถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน นอกจากนี้ สเปนยังมีอาณานิคมนิวเกรนาดา (New Granada) ซึ่งก็คือโคลอมเบียและปานามาในปัจจุบัน ในเวลานี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นบราซิล ล้วนเป็นอาณานิคมของสเปนทั้งสิ้น]

0 Comments