ตอนที่ 248 เสียงดังกว่าย่อมมีสิทธิ์พูด
แปลโดย เนสยังโรล หลานชายของดยุกแห่งดูร์ฟอร์ ทุบที่วางแขนเก้าอี้อย่างแรง ถลึงตาใส่บรรดาขุนนางที่กำลังมีสีหน้าสิ้นหวังตรงหน้า: “ทุกคนมานั่งบ่นอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!”
เขาชี้ไปที่พวกขุนนางหัวสมัยใหม่ที่กำลังชุมนุมกันอยู่ที่จัตุรัสนอกหน้าต่าง: “พวกเราจะยอมให้พวกนั้นมาทำลายธรรมเนียมประเพณีอันเก่าแก่ และยอมให้พวกมันหลอกลวงพระราชินีไม่ได้!
“พวกเราจะต้องไปต่อสู้กับพวกมัน เพื่อปกป้องสิทธิที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ไม่ให้ถูกทำลายลงไป!”
เขาลุกขึ้นกวักมือเรียก: “อย่ามาทำตัวขี้ขลาดอยู่ที่นี่เลย ตามข้าไปเข้าเฝ้าพระราชินี พระองค์จะต้องยอมรับฟังพวกเราแน่”
ในเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง ทันใดนั้นก็มีคนอีกกว่าสิบคนลุกขึ้นยืนตาม “ใช่ ให้พระองค์ทรงให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา!”
“จะปล่อยให้พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้!”
“ไป ข้าจะไปด่าพวกมันให้เปิง…”
โรลเดินนำหน้าออกจากห้องจัดเลี้ยงมุ่งหน้าลงไปชั้นล่าง ระหว่างทางก็มีขุนนางเก่าจำนวนไม่น้อยเดินตามหลังเขาไป
เมื่อพวกเขาไปถึงที่ลานหินอ่อน ก็มีคนมารวมตัวกันถึงสามสี่ร้อยคนแล้ว
โรลนำคนไปเผชิญหน้ากับพวกขุนนางหน้าใหม่ที่กำลังยืนฟังปราศรัยอยู่ และรีบตั้งคำถามเสียงดังทันที: “พวกแกต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
“พวกแกเองก็เป็นขุนนางเหมือนกัน ทำไมถึงต้องมาลบหลู่เกียรติยศของขุนนางด้วย?”
ชายหนุ่มที่กำลังยืนปราศรัยอยู่ข้างรูปปั้นหัวสิงโตบนกำแพงพระราชวัง โต้กลับเสียงดัง: “สิทธิพิเศษอันเน่าเฟะนั่น มันสมควรจะถูกยกเลิกไปตั้งนานแล้ว!”
“แกพูดจาเหลวไหลอะไรกัน อยากจะให้ขุนนางต้องกลายเป็นเหมือนพวกซ็อง-กูว์ลอต [หมายเหตุ 1] ตามท้องถนน ถึงจะพอใจใช่ไหม?”
“พวกขุนนางอยู่กันอย่างสุขสบายเกินไปแล้ว แกก็ลองไปดูสภาพของพวกชาวนาที่น่าสงสารพวกนั้นบ้างสิ…”
“ความยากจนของพวกมันมาจากความขี้เกียจและความโง่เขลา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะ…”
“พวกที่ทั้งขี้เกียจและโง่เขลาน่ะ มันคือพวกแกต่างหากล่ะ!”
“แกกล้าดูถูกข้าหรือ! ข้าขอท้าดวลกับแก!”
“ก็เอาสิ!”
ไม่นานนัก การโต้เถียงก็กลายเป็นการด่าทอ และบานปลายกลายเป็นการลงไม้ลงมือกันในที่สุด
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน เริ่มเรียกพรรคพวกของตัวเองมา สมรภูมิรบก็ค่อยๆ ย้ายจากลานหินอ่อนที่มีพื้นที่จำกัด ไปยังจัตุรัสหน้าพระราชวังแวร์ซายส์
ไม่นาน จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายก็ทะลุหลักพันคน และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าจะไม่มีการนองเลือดรุนแรงเกิดขึ้นเพราะการแทรกแซงของทหารยาม แต่เสียงด่าทอก็ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งพระราชวังแวร์ซายส์ บางคนถึงกับเลียนแบบพวกชาวบ้านร้านตลาด หยิบเศษผักเน่าและก้อนดินขึ้นมาขว้างปากันมั่วไปหมด
โจเซฟยืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่บนชั้นสองของตำหนักใต้ มองดูการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบฝรั่งเศสบนจัตุรัสด้วยความสนใจ
ถ้าเป็นที่รัสเซียหรือปรัสเซีย ใครกล้ามาทำตัวเอะอะโวยวายในพระราชวังแบบนี้ กษัตริย์คงส่งทหารไปสลายการชุมนุม แล้วจับแกนนำโยนเข้าคุกไปตั้งนานแล้ว แต่สำหรับพระราชวังแวร์ซายส์ นี่ก็เป็นเพียงกิจกรรมทางการเมืองตามปกติเท่านั้น
เอมงก็เดินเข้ามาใกล้ มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดว่า: “ฝ่าบาท ดูเหมือนว่าทางฝั่งของเราจะไม่ค่อยได้เปรียบนะพ่ะย่ะค่ะ”
เขาเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดมกุฎราชกุมารมากที่สุด ย่อมต้องรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นอย่างดี
โจเซฟยิ้มบางๆ: “อย่าใจร้อนไปเลย กองกำลังหลักของท่านมิราโบยังเดินทางมาไม่ถึงต่างหาก”
“กองกำลังหลักหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ความสงสัยของเอมงได้รับคำตอบในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อรถม้าหลายคันมาจอดที่รอบนอกจัตุรัสพระราชวังแวร์ซายส์ ผู้คนจำนวนมากที่แต่งตัวภูมิฐาน แต่ไม่ได้ดูหรูหราฟู่ฟ่าเท่ากับขุนนางในพระราชวังแวร์ซายส์ ก็หลั่งไหลเข้ามาในจัตุรัส ภายใต้การนำของคนหนุ่มสาวสิบกว่าคน พวกเขาก็เข้าไปสมทบกับฝ่ายขุนนางหน้าใหม่ทันที
โจเซฟรับถ้วยชาที่เอมงยื่นให้ และชี้ไปที่ผู้คนที่เพิ่งเข้ามาร่วมวง: “เจ้าดูสิ ทุกคนต่างก็ลืมไปหมดแล้ว ว่าพวกขุนนางเสื้อคลุม ก็เป็นขุนนางเหมือนกัน”
สิ่งที่เรียกว่า “ขุนนางเสื้อคลุม” ก็คือพวกที่ใช้เงินซื้อบรรดาศักดิ์ขุนนางมานั่นเอง ในขณะที่ขุนนางสืบตระกูล จะถูกเรียกว่า “ขุนนางประดับดาบ”
พวกแรกมักจะถูกพวกหลังดูถูกดูแคลนอยู่เสมอ และถูกมองว่าเป็นพวกเศรษฐีใหม่ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถพักอาศัยอยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมใน “กิจกรรมทางการเมืองแบบรวมหมู่” ของพระราชวังแวร์ซายส์เช่นนี้
แต่ถ้าจะนับแค่จำนวนคนล่ะก็ พวกเขามีจำนวนมากกว่าพวกขุนนางประดับดาบอยู่มากเลยทีเดียว
คนอื่นอาจจะมองข้ามพวกเขา แต่โจเซฟไม่มีทางลืม ในหน้าประวัติศาสตร์ แกนนำหลักของการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ก็คือคนกลุ่มนี้นี่แหละ พลังการต่อสู้ของพวกเขานั้นไม่ธรรมดาเลย
ดังนั้น เมื่อกว่าครึ่งเดือนก่อน เขาจึงให้มิราโบไปปลุกระดมพวกขุนนางเสื้อคลุม ให้เตรียมพร้อมที่จะมาเสริมทัพในการปะทะที่พระราชวังแวร์ซายส์อยู่เสมอ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วโมงกว่า ขนาด “กองกำลัง” ของพวกขุนนางหน้าใหม่ ก็มีจำนวนมากกว่าอีกฝ่ายถึงสองสามเท่าแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนเดินทางมาสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ขุนนางเสื้อคลุมเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มักจะมีประสบการณ์ด้านกฎหมายและการค้าขาย ไม่ว่าจะเป็นทักษะการพูด หรือความคล่องแคล่วว่องไวของร่างกาย ล้วนเหนือกว่าพวกนายท่านในพระราชวังแวร์ซายส์อยู่อักโข
สถานการณ์พลิกผันไปในชั่วพริบตา พวกขุนนางเก่าถูกดันจนต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ถูกบีบให้ไปจนมุมอยู่ที่มุมหนึ่งของลานหินอ่อน พวกเขาต้องยืนพิงกำแพงพระราชวังแวร์ซายส์เพื่อฝืนต้านทานเอาไว้ เสียงโห่ร้องก็ค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ
ในที่สุด หลังจากที่โรลถูกก้อนดินปากระแทกเข้าที่หางคิ้ว จนต้องถอยออกจากวงล้อมด้วยความเจ็บปวด ฝ่ายขุนนางเก่าก็เริ่มแตกพ่าย
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา บนจัตุรัสก็เหลือเพียงคนของฝั่งขุนนางหน้าใหม่แล้ว พวกเขาส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ และเดินล้อมหน้าล้อมหลังขุนนางที่เป็นแกนนำมุ่งหน้าไปยังพระตำหนักเปอตี ทริอานง เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างมติของไวเคานต์ช็องตาลอย่างเต็มที่ต่อหน้ากษัตริย์
และนี่ก็คือธรรมเนียมทางการเมืองของฝรั่งเศส เสียงดังกว่าย่อมมีสิทธิ์พูด การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสในอดีต ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เห็นได้ชัดว่า การต่อสู้เมื่อครู่นี้ ฝ่ายขุนนางเก่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
แน่นอนว่า นี่ก็เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการจงใจปล่อยปละละเลยของโจเซฟ หากสถานการณ์ไม่สู้ดี เขาก็จะสั่งให้ทหารยามไปสลายการชุมนุมของพวกขุนนางทันที
เขาไม่ได้เป็นคนพูดง่ายเหมือนอย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารีหรอกนะ
ในความเป็นจริง แม้จะเห็นว่าขุนนางพวกนี้สร้างความวุ่นวายกันอย่างสนุกสนาน แต่ความจริงแล้วแค่ใช้ทหารยามไม่กี่ร้อยนาย ก็สามารถทำให้พวกเขายอมกลับบ้านไปพักผ่อนแต่โดยดีได้แล้ว
ด้านนอกประตูพระตำหนักเปอตี ทริอานง พระราชินีมารีทรงประหลาดพระทัยมากที่มีคนสนับสนุนการยกเลิกสิทธิพิเศษของขุนนางมากมายขนาดนี้ จึงรีบตรัสต่อหน้าฝูงชนว่าจะทรงอนุมัติร่างมตินี้ และตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยเร็วที่สุด
ฝูงชนพลันส่งเสียงโห่ร้องยินดีขึ้นมาทันที จากนั้นก็พากันโค้งคำนับและกล่าวสรรเสริญพระราชินี คำยกยอสารพัดอย่าง “ผู้กอบกู้จากความทุกข์ยาก” “ความเมตตาดุจนางฟ้า” หรือ “ประชาชนจะจดจำพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ไปตลอดกาล” แทบจะท่วมท้นจนพระราชินีตั้งรับไม่ทัน
คืนนั้น ณ ห้องรับแขกของดยุกแห่งมูชีบนชั้นสองของพระราชวังแวร์ซายส์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่กว่าสิบคนกำลังหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“พวกมันถึงกับพาคนต่ำต้อยพวกนั้น เข้ามาสร้างความวุ่นวายในพระราชวังแวร์ซายส์เชียวหรือ!”
“แต่ดูเหมือนว่าพระราชินีจะทรงรับปากพวกมัน ว่าจะทรงยกเลิกสิทธิพิเศษดั้งเดิมของขุนนางแล้วนะ”
“พวกมันมากันเยอะขนาดนั้น พระราชินีก็คงทนรับแรงกดดันไม่ไหวหรอก…”
แม้ว่าบรรดาขาใหญ่เหล่านี้จะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการยื่นฎีกาและการปะทะกันเหมือนอย่างเมื่อช่วงกลางวันโดยตรง แต่พวกเขาก็ยังคงจับตาดูสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
ขุนนางวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวว่า: “พวกเราจะต้องหาคนมาเพิ่ม เพื่อรักษาสมดุลของสถานการณ์ให้ได้!”
“ใช่! ข้าสามารถกลับไปปลุกระดมพวกขุนนางที่บ้านเกิดข้าได้…”
ดยุกแห่งดูร์ฟอร์กลับครุ่นคิดและส่ายหน้า: “ไม่ พวกเราคงจะสู้พวกเสรีนิยมในเรื่องจำนวนคนได้ยาก แค่พวกมันไปยืนปราศรัยตามท้องถนน ก็สามารถรวบรวมคนได้เป็นพันๆ คนแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“พวกเราก็ต้องใช้จุดแข็งของพวกเราสิ” ดยุกแห่งดูร์ฟอร์มองไปที่ทุกคน “พวกเราอาจจะมีคนน้อยกว่า แต่พวกเรามีอิทธิพลในพระราชวังแวร์ซายส์มากกว่านะ
“พวกนั้นทำได้แค่ไปยืนยื่นฎีกาที่จัตุรัส แต่จดหมายของพวกเราจะไปวางอยู่บนโต๊ะทรงงานของพระราชินี หรือแม้แต่จะไปขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลเสนอแนะต่อหน้าพระพักตร์ถึงในห้องน้ำชาก็ยังได้!”
[หมายเหตุ 1] ซ็อง-กูว์ลอต (sans-culottes): คำเรียกประชาชนในเมืองในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ประกอบด้วยช่างฝีมือ พ่อค้าแม่ค้า เจ้าของร้านค้ารายย่อย และกลุ่มผู้ใช้แรงงานอื่นๆ รวมถึงคนรวยบางส่วนด้วย พวกเขาคือกำลังหลักในการปฏิวัติเขตเมือง และเป็นผู้เข้าร่วมการลุกฮือด้วยอาวุธหลายครั้งในระหว่างการปฏิวัติใหญ่ ในยุคนั้น ชายชาวฝรั่งเศสชั้นสูงนิยมสวมกางเกงรัดรูปขาสั้น (กูว์ลอต) และสวมถุงเท้ายาวถึงใต้เข่า ส่วนสามัญชนจะสวมกางเกงขายาว ไม่มีกูว์ลอต จึงถูกเรียกว่าซ็อง-กูว์ลอต (ผู้ไม่มีกางเกงขาสั้น) เดิมทีเป็นคำดูถูกที่ขุนนางใช้เรียกสามัญชน แต่ต่อมาก็กลายเป็นคำพ้องความหมายกับนักปฏิวัติ

0 Comments