ตอนที่ 222 ชนะศึกด้วยกำลังพลที่น้อยกว่า
แปลโดย เนสยังเซมิตซ์ ผู้บัญชาการกองทัพแอลเบเนีย มองดูแนวทหารราบของฝรั่งเศสเริ่มเคลื่อนไหว แล้วหันกลับมามองกลุ่มทหารราบของตนที่ยังคงจัดแถวกันอย่างโกลาหล ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือดลงทันที
ทหารม้ากำลังทำอะไรอยู่?! เขาชูกล้องส่องทางไกลขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว มองไปทางทิศเหนือของสนามรบ ก็เห็นทหารม้าแอลเบเนียหลายร้อยนายกำลังพุ่งเข้าชาร์จใส่แนวทหารราบอันบอบบางของฝรั่งเศส
ทว่าทหารฝรั่งเศสเหล่านั้นกลับยืนหยัดอยู่กับที่ราวกับโขดหิน และระดมยิงเข้าใส่หนึ่งระลอก ทหารม้ายี่สิบถึงสามสิบคนที่อยู่แถวหน้าสุดร่วงตกลงจากหลังม้า กลิ้งโค่โร่ไปบนพื้น ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ตามมาด้วยเสียงปืนใหญ่ที่ดังแว่วมา เซมิตซ์หาไม่เจอว่าปืนใหญ่อยู่ตรงไหน เห็นเพียงชิ้นส่วนที่ดูคล้ายแขนและหัวไหล่ครึ่งซีกปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ ท่ามกลางละอองเลือดที่สาดกระเซ็น
เนื่องจากทหารม้าแอลเบเนียไม่ได้จัดรูปขบวนเลย ขบวนทหารที่พุ่งเข้าชาร์จจึงทอดยาวกระจัดกระจายไปกว่าสองร้อยเมตร ทหารม้าที่อยู่ห่างจากกองทัพฝรั่งเศสออกไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าถูกทำให้หวาดกลัวด้วยเสียงปืนใหญ่และเสียงกรีดร้องโหยหวนของพวกเดียวกัน จึงพากันดึงสายบังเหียนม้าหนีไปทางด้านข้าง
เซมิตซ์เห็นว่ามีม้าศึกบางตัวที่ตายแล้วพุ่งเข้าไปในแนวป้องกันปีกข้างของฝรั่งเศสด้วยแรงเฉื่อย สร้างความปั่นป่วนได้บ้าง และมีทหารม้าบางคนที่ควบคุมม้าไม่ได้ พุ่งตามเข้าไปด้วย แต่ก็ถูกทหารราบฝรั่งเศสใช้ดาบปลายปืนแทงตายในทันที
ทว่ากลับไม่มีทหารม้าตามเข้าไปสมทบอีก แนวรบของฝรั่งเศสจึงกลับมาปิดสนิทดังเดิมอย่างรวดเร็ว
เซมิตซ์สบถด่าทอเสียงต่ำด้วยความเคียดแค้น “ไอ้พวกขี้ขลาดแอลเบเนียเอ๊ย! ถ้าพวกมันพุ่งเข้าไปอีกแค่ 50 ก้าว กองกำลังหลักของฝรั่งเศสก็ต้องถอยกลับไปช่วยปีกขวาแล้ว!”
แต่เรื่องของขวัญกำลังใจนั้นมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป เมื่อมันพังทลายลง หากไม่สามารถถอนตัวออกจากสนามรบเพื่อพักฟื้นได้ มันก็ยากที่จะฟื้นฟูกลับมาได้อีก
หลังจากนั้น ทหารม้าฝรั่งเศสก็จัดรูปขบวนเสร็จสิ้น และควบม้าพุ่งลงมาจากเนินเขาทางทิศเหนือพร้อมเสียงโห่ร้อง
เมื่อทหารม้าแอลเบเนียเห็นดังนั้น ก็ยิ่งหนีเร็วขึ้นไปอีก ปืนใหญ่ขนาด 4 ปอนด์กระบอกนั้นก็เปลี่ยนมาใช้กระสุนแข็ง ระดมยิงไล่หลังพวกเขาอย่างต่อเนื่อง สร้างหมอกเลือดคาวคลุ้งไปเป็นหย่อมๆ
ที่ด้านหน้าของสนามรบ แนวทหารราบของกองพลทหารองครักษ์ยังคงรุกคืบไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แนวรบที่ยาวเกือบพันเมตรแทบจะรักษาระดับเป็นเส้นตรง แผ่ซ่านแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจต้านทานได้ออกมา
ในเวลานี้ ปีกซ้ายของชาวแอลเบเนียภายใต้การระดมยิงหลายสิบระลอกของทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส เหลือเพียงเศษเนื้อและกองเลือดเกลื่อนกลาด เกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่มาตั้งนานแล้ว
กองร้อยทหารชุ่มยิงกองหนึ่งของกองพลทหารองครักษ์ก้าวออกมาจากแถว หลังจากตรวจสอบอาวุธตามระเบียบปฏิบัติแล้ว มือกลองสามคนก็เริ่มตีกลองทหาร ก่อนจะเดินเชิดหน้าก้าวไปข้างหน้า
ทหารกว่าร้อยนายจัดรูปขบวนแบบหลวมๆ เดินตามไปติดๆ
ที่ปีกขวา เลอแฟบวร์สั่งให้ลูกน้องยิงไล่หลังทหารม้าศัตรูไปสองระลอก เมื่อเห็นว่าศัตรูหนีไปไกลแล้ว และพวกเขาไม่มีทางตามทันแน่ๆ พอหันหน้าไป ก็เห็นว่าการโจมตีเต็มรูปแบบด้านหน้าได้เริ่มขึ้นแล้ว
เขารีบสั่งจัดแถวทันที หลังจากขออนุญาตจากผู้บังคับกองพันแล้ว เขาก็นำกองร้อยทหารชุ่มยิงของตนเข้าสู่การต่อสู้ด้านหน้าทันที
ทหารฝั่งแอลเบเนียมองดูกองทัพฝรั่งเศสที่บุกใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยความหวาดกลัว จนไม่มีกะจิตกะใจจะจัดแถวแล้ว เริ่มมีคนยิงปืนใส่ฝั่งตรงข้ามอย่างลนลาน
ทว่า ด้วยความแม่นยำของปืนคาบศิลา หากไม่ใช้วิธีระดมยิงพร้อมกันอย่างหนาแน่นแล้วล่ะก็ การจะยิงให้โดนเป้าหมายก็คงต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
ส่วนแนวทหารราบของกองพลทหารองครักษ์ ยังคงรุกคืบเข้าไปจนกระทั่งอยู่ห่างจากศัตรูเพียง 70 ก้าว ถึงได้หยุดเดินตามคำสั่งของนายทหาร และจัดแถวอย่างรวดเร็ว
จากนั้น ผู้บังคับกองร้อยแต่ละกองก็ออกคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง “เตรียมพร้อม!”
“เล็ง!”
“ยิง!”
แนวทหารราบพลันระเบิดแสงไฟออกมาอย่างพร้อมเพรียง ลูกกระสุนเกือบพันนัดพุ่งทะลวงเข้าไปในค่ายทหารรับจ้างชาวแอลเบเนีย
“บรรจุกระสุน! แถวที่สองก้าวไปข้างหน้าสามก้าว!”
“เตรียมพร้อม!”
“เล็ง…”
แนวรบอันแคบยาวของกองพลทหารองครักษ์ ทำงานราวกับเครื่องจักรที่แม่นยำ ทหารแถวหนึ่งก้าวไปข้างหน้าสามก้าว ระดมยิงหนึ่งระลอก แล้วจึงบรรจุกระสุนอยู่กับที่
ทหารแถวหลังก้าวขึ้นมาทันที ระดมยิงอีกครั้ง แล้วบรรจุกระสุน
ทหารแถวหลังก้าวขึ้นมาอีก…
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การกดดันด้วยอำนาจการยิงอย่างหนาแน่น แนวทหารราบจึงรุกคืบเข้าไปจนอยู่ห่างจากทหารรับจ้างไม่ถึง 50 ก้าวอย่างรวดเร็ว
อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของปืนแก๊ปแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทุกครั้งที่แนวทหารราบระดมยิง ก็จะสามารถพรากชีวิตทหารรับจ้างไปได้เกือบร้อยคนเสมอ
ความสูญเสียอันใหญ่หลวง ทำให้ทหารแอลเบเนียที่อยู่ด้านหน้าเริ่มแตกทัพหนีเอาตัวรอด แนวรบที่ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่าง ก็ยิ่งเว้าแหว่งมากยิ่งขึ้น
กองร้อยทหารกลุ่มเล็กๆ ที่ดื้อรั้นที่สุดยังคงยืนหยัดต่อสู้ ทว่าทหารส่วนใหญ่เริ่มถอยร่นภายใต้การกดดันของห่ากระสุน และบางส่วนก็วิ่งหนีไปอยู่ด้านหลัง กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกับหน่วยสารวัตรทหาร
รูปขบวนทั้งหมดพังทลายลง กลายเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วขาดๆ ที่ปูอยู่บนเทือกเขาแอตลาส
ตรงบริเวณช่องโหว่ทางปีกซ้ายของกองทัพแอลเบเนีย กองร้อยทหารชุ่มยิงฝรั่งเศสกองหนึ่ง แผ่ขยายแนวกว้างกว่า 40 เมตร เดินค้อมตัวบุกรุกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ และหยุดยิงสกัดเป็นระยะๆ
เมื่อพวกเขารุกคืบไปได้สามสิบถึงสี่สิบก้าว ก็มีเสียงหัวเราะอย่างห้าวหาญดังมาจากด้านหลัง “อานาโตล พวกเจ้านี่มันยึดติดกับตำราเกินไปแล้ว ตรงหน้าไม่มีศัตรูเท่าไหร่ เราควรจะพุ่งเข้าไปให้เร็วที่สุดสิ!”
ร้อยเอกนามว่า อานาโตล หันไปมอง ก็เห็นกองร้อยทหารชุ่มยิงของเลอแฟบวร์ จัดแถวเรียงห้า พุ่งผ่านร่างของเขาไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังค่ายทหารแอลเบเนีย
“พวกเจ้า… พวกเราเป็นทหารชุ่มยิงนะ…”
เลอแฟบวร์ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง “กฎเหล็กข้อเดียวของทหารชุ่มยิงก็คือความยืดหยุ่น ลาก่อนนะ!”
อานาโตลมองตามคนของเลอแฟบวร์ที่มาทีหลังแต่กลับวิ่งนำหน้า พุ่งทะยานเข้าไปในช่องโหว่ของค่ายศัตรูตาละห้อย เขารีบยืดตัวตรง แล้วตะโกนสั่งกองร้อยของตนว่า “จัดรูปขบวนตอนลึก! บุกทะลวงเร็วเข้า!”
กองร้อยของเลอแฟบวร์แทบจะประชิดตัวพวกแอลเบเนีย ถึงได้สั่งให้กระจายตัวอยู่กับที่ ระหว่างนั้น มีทหารรับจ้างที่ดุร้ายกว่าสิบคนถือหอกพุ่งเข้ามา ร้อยตรีที่รับผิดชอบการคุ้มกัน สั่งให้ทหารกลุ่มหนึ่งยิงพวกนั้นล้มลงไปหลายคน ก่อนจะใช้ดาบปลายปืนกันพวกที่เหลือออกไป
สองนาทีต่อมา กองร้อยของเลอแฟบวร์ก็จัดแถวหน้ากระดานที่ไม่ค่อยจะเป็นระเบียบนักเสร็จสิ้น
“เล็ง!”
“ยิง!”
ตามคำสั่งเสียงดังของเลอแฟบวร์ ปืนแก๊ปกว่า 30 กระบอกก็ระดมยิงพร้อมกัน
ทหารรับจ้างแอลเบเนียเจ็ดถึงแปดคนที่อยู่ใกล้ๆ ราวกับถูกหมัดที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่ พวกเขาส่งเสียงร้องอู้อี้ แล้วหงายหลังล้มตึง ส่วนอีกหลายคนที่เหลือก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างลนลาน
เลอแฟบวร์สั่งให้กองร้อยของตนรุกคืบเข้าไปในแดนศัตรูอีกหลายสิบเมตร ก่อนจะสั่งให้แนวรบหันไปทางทิศใต้ ซึ่งก็คือขอบปีกซ้ายของค่ายทหารแอลเบเนีย และเริ่มยิงพลางบีบวงล้อมเข้าไป
ในตอนนั้นเอง กองร้อยของอานาโตลก็บุกตามมาสมทบ จัดแถวหน้ากระดานที่ด้านหลังเยื้องไปทางข้างๆ ของเขา เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้
กองทัพแอลเบเนียที่ถูกโจมตีทางด้านหน้าจนแทบจะยืนไม่อยู่ ยิ่งต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายลงไปอีก ทหารรับจ้างเกือบหมื่นคนถูกกองพลทหารองครักษ์สามพันคนตีจนหมดทางสู้ ได้แต่ถอยร่นไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เรื่อยๆ
นี่เป็นเพราะฝ่ายหลังใช้ยุทธวิธีที่สมเหตุสมผลกว่า และที่สำคัญกว่านั้นคือความแตกต่างอย่างมหาศาล ทั้งในด้านคุณภาพของทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์
ทหารปืนใหญ่ของกองพลทหารองครักษ์เอง ก็เริ่มหันกระบอกปืนไประดมยิงที่ตอนกลางของค่ายทหารแอลเบเนียตามคำสั่งของเบอร์เทียร์ คนเกือบหมื่นคนกระจุกตัวกันอยู่บนทุ่งหญ้าโล่งกว้าง แทบจะไม่ต้องเล็งอะไรให้วุ่นวาย ก็มั่นใจได้เลยว่ากระสุนปืนใหญ่จะต้องสร้างความเสียหายได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนัก เซมิตซ์ก็เห็นว่าปีกซ้ายของตนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง กองทัพฝรั่งเศสได้จัดรูปขบวนขนาบข้างทั้งสองด้าน บีบให้ทหารจำนวนมากต้องไปรวมกันอยู่ตรงกลางสนามรบ ซึ่งเป็นจุดที่ปืนใหญ่ของฝรั่งเศสกำลังระดมยิงอย่างหนักพอดี
เขาสั่งเจ้าหน้าที่คนสนิทด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำว่า “ให้ฟาเตสขึ้นไปยันเอาไว้ ถ่ายทอดคำสั่ง ถอนกำลังทั้งหมด!”
กองกำลังของฟาเตสคือกองหนุนหลักของกองทัพแอลเบเนีย มีกำลังพลประมาณ 1,200 คน ก่อนหน้านี้พวกเขาประจำการอยู่ด้านหลังของสนามรบหลัก จัดแถวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเวลานี้ พวกเขาเริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ
ทว่า เบอร์เทียร์ไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาถอนกำลังกลับไปได้อย่างสบายใจหรอก
เขามองดูสถานการณ์ที่วุ่นวายของกองทัพศัตรูผ่านกล้องส่องทางไกล แล้วสั่งเจ้าหน้าที่ทหารสื่อสารว่า “เรียกทหารม้ากลับมา เตรียมไล่ล่าศัตรูที่แตกทัพ
“ให้แนวทหารราบเริ่มการพุ่งชาร์จด้วยดาบปลายปืนเลย”
“ขอรับ ท่านผู้บัญชาการ!”
โจเซฟมองเห็นกองร้อยทั้งสองที่แทรกซึมเข้าไปในปีกซ้ายของศัตรูผ่านกล้องส่องทางไกล เขาพยักหน้าอย่างชื่นชม “ทางทิศเหนือเป็นกองร้อยของใครหรือ?”
เบอร์เทียร์ตอบ “ฝ่าบาท ควันปืนหนาทึบเกินไปพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันมองไม่เห็นธง”
โจเซฟสังเกตสถานการณ์ในสนามรบ แล้วเสนอความคิดเห็นของตน “ศัตรูดูเหมือนกำลังจะถอยทัพ บางทีอาจจะให้กองร้อยทั้งสองนั้นบุกเข้าไปในแดนหลังของศัตรูให้ลึกขึ้น เพื่อตัดทางถอยของพวกมัน”
เบอร์เทียร์ลังเลเล็กน้อย ท้ายที่สุด นั่นก็เป็นแค่กองร้อยสองกอง มีกำลังพลแค่ 200 กว่านายเท่านั้น
“ฝ่าบาท หากอ้อมไปด้านหลัง มีโอกาสสูงมากที่จะไปปะทะกับกองหนุนของศัตรู พวกเขามีกำลังพลน้อยเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า “ข้าก็แค่พูดไปเรื่อย อย่าให้ข้าไปรบกวนการตัดสินใจของท่านเลย”
บนสมรภูมิด้านหน้า แนวทหารราบของกองพลทหารองครักษ์ได้ทำการระดมยิงครั้งสุดท้าย ในระยะห่างจากศัตรูไม่ถึงสามสิบก้าว ก่อนจะสวมดาบปลายปืนเข้าที่ปลายกระบอกปืน
เมื่อเสียงกลองทหารดังรัวเร็วขึ้นกว่าเดิม นายทหารแนวหน้าก็กวัดแกว่งดาบชี้ไปทางศัตรู พลางตะโกนเสียงดัง “บุกเลย! เพื่อองค์กษัตริย์!”
“เพื่อมกุฎราชกุมาร!”
“บุกเลย!”
แนวทหารราบสีขาวพลันโถมเข้าใส่ทหารรับจ้างแอลเบเนีย ราวกับคลื่นทะเลที่บ้าคลั่ง ฝ่ายหลังที่กำลังแตกตื่นโกลาหลอยู่แล้ว ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะต่อสู้ ต่อให้มีความกล้า แต่ด้วยรูปขบวนที่หละหลวมและเว้าแหว่ง พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ทหารรับจ้างที่อยู่หน้าสุดถูกดาบปลายปืนแทงล้มลงในพริบตา เสียงร้องโหยหวนดังระงม ส่วนคนที่ถอยร่นไปก่อนหน้านี้ ยิ่งถูกทำให้ตกใจกลัวจนแทบเสียสติ เปลี่ยนจากการค่อยๆ ก้าวถอยหลัง เป็นหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต
ทางฝั่งของเลอแฟบวร์ เดิมทีกำลังยิงและรุกคืบอย่างเป็นระเบียบ แต่จู่ๆ ก็พบว่าศัตรูยอมแพ้ และเริ่มวิ่งหนีไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว
เขาอึ้งไปเล็กน้อย หันไปพูดกับผู้บังคับกองร้อยที่อยู่ไม่ไกลนัก “อานาโตล ดูเหมือนศัตรูจะหนีนะ!”
“งั้นก็ไล่ตามไปสิ!”
เลอแฟบวร์มองไปทางทิศตะวันตก ก่อนจะส่ายหน้า “เราบุกเข้ามาลึกที่สุดในแดนศัตรู ตอนนี้ควรจะหาวิธีตัดทางถอยของพวกมันมากกว่า”
“ห๊ะ?”
“จะมากับข้าไหมล่ะ?”
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ?”
เลอแฟบวร์ยิ้ม หันไปสั่งเจ้าหน้าที่ทหารสื่อสาร “สั่งให้ทั้งกองร้อยจัดรูปขบวนตอนลึกทันที อย่าไปพัวพันกับศัตรู เราจะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกให้เร็วที่สุด!”
ทางฝั่งกองทัพแอลเบเนีย กองหนุนหลักที่นำโดยฟาเตส จัดแนวรบอย่างเป็นระเบียบ ปล่อยให้ทหาร ‘ออค’ หรือก็คือกองทหารระดับกรมหลายกองผ่านไป ก่อนจะเห็นกองพลทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบสีขาวกวัดแกว่งดาบปลายปืนพุ่งเข้ามา
“เล็ง! ยิง!”
ฟาเตสไม่สนว่าตรงหน้าจะมีทหารฝ่ายเดียวกันอยู่ไม่น้อย รีบสั่งให้เปิดฉากยิงทันที
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ควันดินปืนลอยโขมงขึ้นสู่ท้องฟ้า ทหารรับจ้างแอลเบเนียและทหารกองพลองครักษ์หลายสิบคนร่วงลงไปกองกับพื้นตามเสียงปืน
ความเร็วในการพุ่งชาร์จของกองพลทหารองครักษ์ชะลอลงชั่วขณะ
ผู้บังคับกองพันแนวหน้าที่เห็นว่าพวกแอลเบเนียยังสามารถจัดการต่อต้านอย่างเป็นระบบได้ ถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย
ขณะที่เขากำลังจะรวบรวมกองกำลังเพื่อยิงตอบโต้ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากทางทิศใต้ “อย่าไปกลัว! พวกมันยิงได้มากสุดแค่สองนัดเท่านั้น! ในนามของมกุฎราชกุมาร ตามข้ามา!”
ผู้บังคับกองพันเหยียบโกลนลุกขึ้นยืน ท่ามกลางควันปืนที่ลอยคลุ้ง เขาเห็นกองร้อยทหารกองหนึ่งพุ่งเข้าใส่แนวป้องกันของชาวแอลเบเนียราวกับฝูงกระทิงป่า โดยไม่ลดความเร็วลงเลย
“ดาวูต์งั้นหรือ?” เมื่อเขาเห็นธงของกองร้อยนั้น ก็ร้อนรนจนเผลอกำแส้ม้าแน่น “เจ้าบ้าบิ่นเอ๊ย! ถ้าศัตรูเกิด…”
ความคิดของเขาแล่นปราด ก็ได้ยินเสียงตะโกนตอบรับดังมาจากปีกขวา “ให้พวกมันได้เห็นความเก่งกาจของนักเรียนนายร้อยตำรวจหน่อย! ทุกคนตามข้ามา!”
ผู้บังคับกองพันหันไปมอง ก็พบว่ามีกองร้อยทหารถึงสี่หรือห้ากองกำลังพุ่งตามดาวูต์เข้าสู้ศึกประชิดตัวกับศัตรู
เขารีบโบกมือสั่งเจ้าหน้าที่ทหารสื่อสารอย่างแรง “ถ่ายทอดคำสั่ง ยิงคุ้มกันพวกเขา!”
ทหารรับจ้างแอลเบเนียสมกับเป็นหนึ่งในกองกำลังที่มีประสิทธิภาพการรบสูงที่สุดในจักรวรรดิออตโตมัน แม้จะตกใจกับพลังอันมหาศาลของกองพลทหารองครักษ์ แต่พวกเขาก็ยังกัดฟันบรรจุกระสุนจนเสร็จ แล้วยกปืนขึ้นอีกครั้ง
ฟาเตสร้อนใจจนต้องตะโกนก้อง “ยิง! รีบยิงสิ!”
แสงไฟสว่างวาบขึ้นมาอย่างหนาแน่นในพริบตา
ขณะที่ดาวูต์กำลังวิ่งอยู่ เขาได้ยินเสียง “ฟิ้ว” ดังผ่านหูไป เขาหันหน้าไปตามสัญชาตญาณ ก็เห็นใบหน้าครึ่งซีกของจ่าสิบเอกหายไป ร่างกายหมุนคว้างกลางอากาศด้วยแรงกระแทกของกระสุน ก่อนจะร่วงลงไปในดงหญ้า
การยิงของทหารรับจ้าง ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่าสามสิบคน ซึ่งถือว่าไม่เท่าไหร่สำหรับกองพลทหารองครักษ์ที่มีกำลังพลหลายพันนาย แต่มันกลับส่งผลกระทบต่อจิตใจของเหล่าทหารอย่างรุนแรง
ดาวูต์เบิกตาแดงก่ำ ฝีเท้าไม่ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย เขาตะโกนสุดเสียง “พวกมันบรรจุกระสุนไม่ทันแล้ว บุกเลยทุกคน! แก้แค้นให้พี่น้องของเรา!”
ในความเป็นจริง พวกเขายังอยู่ห่างจากศัตรูอีกกว่าห้าสิบก้าว ศัตรูอาจจะยังยิงได้อีกหนึ่งรอบ แต่เขารู้ดีว่า หากถอยหลังกลับไปในเวลานี้ จะต้องสูญเสียหนักยิ่งกว่าเดิม
ทำได้เพียงแค่สู้สุดใจ!
ทหารที่เริ่มหวาดกลัวเมื่อได้ยินคำพูดของดาวูต์ ก็รีบวิ่งตามเขาไปทันที ส่วนนักเรียนนายร้อยตำรวจที่อยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นเพื่อนพ้องเสียชีวิต กลับยิ่งพุ่งเข้าชาร์จอย่างดุดันยิ่งกว่าเดิม
กองหนุนของแอลเบเนียเริ่มบรรจุกระสุนอย่างลุกลี้ลุกลน แต่เมื่อเห็นเครื่องแบบสีขาวปรากฏขึ้นห่างออกไปยี่สิบก้าว พวกเขาก็ไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป
บางคนตั้งท่าเตรียมใช้ดาบปลายปืนต่อสู้ บางคนหันไปเรียกพลหอก ใช่แล้ว ในกองทัพออตโตมันยังมีพลทหารต่อสู้ระยะประชิดหลงเหลืออยู่ ส่วนคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ถอยร่นไปด้านหลังอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ฟาเตสลงมือสังหารทหารหนีทัพไปสองคนด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการแตกทัพได้เลย
ก่อนที่ดาบปลายปืนของดาวูต์จะได้สัมผัสตัวศัตรู กองทัพแอลเบเนียที่อยู่แนวหลังก็ทิ้งอาวุธ แล้ววิ่งหนีไปด้านหลังอย่างบ้าคลั่งเสียแล้ว
“อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้!” ดาวูต์หนุ่มโบกมือให้คนที่อยู่ด้านหลังอย่างแรง ส่วนเขาก็เพ่งความสนใจไปที่ฟาเตสซึ่งขี่ม้าอยู่ ก่อนจะชักปืนพกออกมายิงใส่
หลังจากที่ทหารม้าของกองพลทหารองครักษ์ขับไล่ทหารม้าแอลเบเนียไปได้แล้ว พวกเขาก็พักฟื้นร่างกายเล็กน้อย โดยหลักแล้วเพื่อให้ม้าฟื้นฟูเรี่ยวแรง จากนั้นจึงจัดแถว แล้วมุ่งหน้าไล่ล่ากองทัพศัตรูที่แตกทัพไป
ในการไล่ล่า ทหารม้าถือเป็นกำลังหลักเสมอ
หลังจากที่ทหารม้าหลายร้อยนายเข้าร่วม ทหารรับจ้างแอลเบเนียจำนวนมากก็ถูกตามทัน และพากันคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต
กลุ่มทหารรับจ้างที่แตกทัพซึ่งมีจำนวนมากที่สุด มีกำลังพลถึงสาม ‘ออค’ หลังจากที่ถอยร่นไปได้เกือบหนึ่งไมล์ พวกเขาก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารที่ไล่ตามมาแล้ว
พวกเขาเกือบจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่จู่ๆ ก็เห็น “เส้นเล็กๆ” สีขาวเส้นหนึ่งอยู่บนเนินเขาเบื้องหน้า
นั่นคือกองร้อยทั้งสองของเลอแฟบวร์และอานาโตล ที่กำลังแปรขบวนเป็นแนวทหารราบอยู่ที่นั่น

0 Comments