ตอนที่ 176 “หลุมดำ” ทางการเงินอันน่าสะพรึงกลัว
แปลโดย เนสยังคาโลนมองดูสีหน้าหวาดกลัวของเนกเกร์ หรี่ตาลงอย่างสบายใจราวกับได้ดื่มโกโก้ร้อนใส่น้ำตาลเยอะๆ ในวันอากาศหนาวจัด เขาพลิกดูแฟ้มคดีทีละแฟ้ม “อืม ต่อไปเราจะ ‘หารือ’ กันเรื่องข้อตกลงระหว่างคุณกับธนาคารคลาเซนเน่เมื่อหกปีก่อน หรือข้อตกลงกับธนาคารการค้าแว็งซองเมื่อเจ็ดปีก่อนดีล่ะ…”
จู่ๆ เนกเกร์ก็ตบพนักวางแขนเก้าอี้อย่างแรง เบิกตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยตวาดลั่น “คาโลน แกมีสิทธิ์อะไรมาสอบสวนฉัน? เรื่องที่แกเคยทำไว้คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง? ฉันจะแฉแก! แฉแกให้หมด! ต่อให้ต้องติดคุก ฉันก็จะลากแกเข้าไปด้วย!”
คาโลนมองเนกเกร์อย่างสบายๆ รอจนเขาแผดเสียงระบายอารมณ์เสร็จ ก็ล้วงเอาเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แกว่งไปมาพลางยิ้มกล่าว “ไม่ต้องรอให้คุณมาแฉหรอก เรื่องของผม ผมสารภาพต่อราชวงศ์ไปหมดแล้ว ดูสิ นี่คือราชโองการอภัยโทษที่กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย การเนรเทศของผมสิ้นสุดลงแล้ว
“และหลังจากที่ผมคืนผลประโยชน์ที่ไม่สมควรได้รับทั้งหมด ผมก็จะไม่ถูกเอาผิดอีก”
เนกเกร์ถึงกับอึ้งไปทันที “นี่… เป็นไปได้ยังไง…”
คาโลนยิ้มกว้างอย่างมีความสุขมากขึ้น “คุณรู้ไหมว่าความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของคุณคืออะไร?
“นั่นก็คือการประเมินความสามารถของราชวงศ์ต่ำเกินไป โอ้ คุณยังเคยแอบเปิดเผยค่าใช้จ่ายของราชวงศ์ โยนความผิดเรื่องปัญหาการคลังไปให้ราชวงศ์ทั้งหมดด้วยนี่
“ส่วนผม ผมเลือกที่จะจงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างแน่วแน่ ดังนั้น ตอนนี้ผมถึงเป็นคนสอบสวนคุณไงล่ะ
“เอาล่ะ เรามาต่อกันเถอะ…”
ทางด้านพระราชวังปาแล-รัวยาล ในที่สุดดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก็รอจนได้ข่าวที่ตนต้องการ
“พันโทลาวิแยร์บอกว่า คนที่ถูกส่งไปวางยาพิษปิดปากสนิทไปตลอดกาลแล้ว จะไม่มีทางสาวมาถึงตัวเขาได้ และยิ่งไม่มีทางโยงมาถึงท่านแน่นอน”
โดนาติแอร์ พ่อบ้านกระซิบจนจบ ก็เหลือบมองหัวคิ้วที่เริ่มคลายลงของดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ก่อนจะยื่นม้วนกระดาษเล็กๆ ที่ปิดผนึกด้วยครั่งให้อีกชิ้น “นี่เพิ่งส่งมาจากทางตำรวจลับขอรับ”
ตั้งแต่เนกเกร์ถูกจับ สายข่าวของดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก็จะส่งสถานการณ์ในคุกบาสตีย์มาให้ทุกวัน
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องคลี่ม้วนกระดาษออก พบว่าคราวนี้มีตัวหนังสือเยอะกว่าเดิมมาก จึงรีบกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าพลันมืดครึ้มลงอย่างถึงที่สุด
ภายในโถงมีนายธนาคารระดับบิ๊กกว่าสิบคน ซึ่งล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนกเกร์มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือหาทางออก เมื่อพวกเขาเห็นสีหน้าของดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ต่างก็รีบกรูกันเข้ามา
“ท่านดุ๊ก เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ?”
“ทางฝั่งเนกเกร์เป็นอย่างไรบ้าง มีข่าวอะไรไหม?”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องจึงโยนกระดาษแผ่นนั้นให้พวกเขาไปเลย โดยไม่พูดอะไรสักคำ เอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง
เคานต์ไอแซกหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน ก็อุทานด้วยความตกใจทันที “ทำไมถึงเป็นคาโลนที่เป็นคนไต่สวนล่ะ? เขากลับมาจากการถูกเนรเทศแล้วงั้นหรือ?”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยัดกระดาษใส่มือไวเคานต์เบรังเยร์ที่อยู่ข้างๆ
ฝ่ายหลังมองเพียงแวบเดียว ก็ราวกับถูกของร้อนลวกมือ รีบโยนกระดาษทิ้งลงบนโต๊ะทันที บนนั้นเขียนไว้ว่า การดำเนินการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารของเขากับเนกเกร์ไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ ตำรวจและตำรวจลับน่าจะกำลังเร่งรุดไปที่บ้านและธนาคารของเขา
“ฉะ… เรื่องของผมถูกตรวจสอบเจอแล้ว ทำยังไงดีล่ะเนี่ย…”
คนอื่นๆ แม้จะอยากรู้เนื้อหาในกระดาษใจแทบขาด แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือไปหยิบ ราวกับว่ามันเป็นแมงป่องมีพิษที่พร้อมจะต่อยคนได้ทุกเมื่อ
เบรังเยร์จบเห่แล้ว ใครจะไปรู้ว่าคนต่อไปจะถึงคิวตัวเองหรือไม่
เคานต์ไอแซกเห็นทุกคนยืนนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก ก็รีบร้องตะโกนปลุกขวัญกำลังใจ “ไม่ต้องกลัว พวกเรามีกันตั้งหลายคน ต้องคิดหาวิธีได้แน่!”
เขาพูดพลางหันไปมองดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ซึ่งเป็นเสาหลักและที่พึ่งพิงของพวกเขา “ท่านว่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ ท่านดุ๊ก?”
สายตากว่าสิบคู่พลันหันขวับไปจ้องมองดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเป็นตาเดียว
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเองก็ใจกระตุก เขารู้ดีว่า ในตอนนี้หากเขาถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว ก็เท่ากับเป็นการประกาศความพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับราชวงศ์อย่างสิ้นเชิง
ไม่สิ ต้องมีวิธีสิ…
เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาปูดโปน ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ เพียงแต่กลเม็ดเด็ดพรายของเขาถูกงัดออกมาใช้จนหมดแล้ว ในเวลานี้จึงไร้ซึ่งหนทางอย่างแท้จริง
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงคำพูดของไอแซกเมื่อครู่ ปากก็พึมพำว่า “พวกเรามีกันตั้งหลายคน… คนเยอะ”
ดวงตาของเขาพลันมีประกายขึ้นมาอีกครั้ง ใช่แล้ว ลืมไปได้อย่างไรว่าข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของฝ่ายตนก็คือ คนเยอะ!
ต่อให้ราชวงศ์จะใช้เนกเกร์มาเป็นข้ออ้างจับผิดธนาคารใหญ่ได้แล้วยังไงล่ะ? ขอเพียงตนมีคนมากพอ ทำให้เรื่องราวมันบานปลายใหญ่โต ราชวงศ์ก็ต้องยอมประนีประนอมอยู่ดี!
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องหันขวับไปทันที ชี้ไปทางเบรังเยร์แล้วพูดว่า “คุณรีบไปยอมรับสารภาพข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างเปิดเผยซะ แล้วก็ประกาศล้มละลายธนาคารของคุณ”
“ไม่นะ” หน้าของเบรังเยร์ซีดเผือดกลายเป็นสีเขียว “ท่านจะทำอะไร?”
“จุดไฟเผาป่า ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความตื่นตระหนก” บนใบหน้าของดุ๊กแห่งออร์เลอ็องฉายแววอำมหิต “ไม่ต้องไปสนเรื่องหนี้สินและสิทธิเรียกร้องหนี้อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องจัดการโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ ทิ้งความวุ่นวายหลังจากการล้มละลายให้คนอื่นปวดหัวไป! โอ้ ไม่เพียงแต่ต้องประกาศล้มละลายเท่านั้น แต่ยังต้องเปิดเผยบัญชีของธนาคารด้วย”
“ทะ… ทำไมล่ะ?”
เคานต์ไอแซกกลอกตาไปมา ก็ฉุกคิดถึงกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ได้ทันที “เงินในบัญชีของธนาคารเบรังเยร์ไม่มีทางพอจ่ายให้กับผู้ฝากเงินและบรรดาขุนนางที่มาลงทุนอย่างแน่นอน หลังจากประกาศล้มละลาย พวกเขาจะต้องรีบร้อนมาถอนเงินของตัวเองคืนแน่!”
มาร์ควิสลูโดก็ตาเป็นประกายเช่นกัน “แต่เงินของธนาคารส่วนใหญ่ถูกนำไปปล่อยกู้หมดแล้ว และส่วนใหญ่ก็เป็นการปล่อยกู้ให้รัฐบาล ซึ่งในระยะเวลาสั้นๆ ไม่มีทางเรียกคืนได้ และผู้คนที่เอาเงินตัวเองคืนไม่ได้ก็จะต้องตกอยู่ในความบ้าคลั่งอย่างแน่นอน”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “บรรดาขุนนางชั้นสูงในพระราชวังแวร์ซายส์ กว่าครึ่งหนึ่งเอาเงินมาลงทุนในธนาคารของพวกคุณ ถ้าหากบอกพวกเขาว่า ราชวงศ์ยังจะตรวจสอบธนาคารอื่นๆ อีก และพวกเขาก็จะต้องล้มละลายเหมือนธนาคารเบรังเยร์ เงินทั้งหมดของพวกเขาจะไม่มีวันได้คืน
“พวกคุณคิดว่าขุนนางเหล่านั้นจะทำอย่างไรล่ะ?”
ไอแซกเผยรอยยิ้มเย็นชา “พวกเขาจะต้องทำให้กษัตริย์และพระราชินีไม่ได้หลับไม่ได้นอนแน่!”
“ถูกต้อง!”
เบรังเยร์มองดูสีหน้าตื่นเต้นของทุกคน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ละ… แล้วผมล่ะ จะทำยังไง…”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก้าวเข้าไปตบไหล่ปลอบใจเขา “วางใจเถอะ รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไป ผมจะหาทางช่วยให้คุณออกมาจากคุกให้ได้ พร้อมกับให้เงินคุณก้อนหนึ่ง บางทีตอนนั้นคุณอาจจะกลับมาทำอาชีพเดิมได้อีกครั้ง”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่คนของฟูเชร์และตำรวจลับยังคงตรวจสอบบัญชีอยู่ที่ธนาคารเบรังเยร์ ทางด้านไวเคานต์เบรังเยร์กลับนำผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไปยอมรับสารภาพการกระทำผิดกฎหมายทั้งหมดที่ทำร่วมกับเนกเกร์ต่อหน้าผู้สื่อข่าวนับไม่ถ้วน และยังได้ส่งมอบผลกำไรที่ผิดกฎหมายบางส่วนคืนด้วยตัวเองอีกด้วย แบบนี้ก็เท่ากับว่าในบัญชีของธนาคารไม่เหลือเงินสักแดงเดียวแล้ว
หลังจากนั้น ธนาคารเบรังเยร์ก็ประกาศล้มละลาย ตำรวจที่ยังงงๆ อยู่หลังจากอายัดธนาคารแล้ว ก็จับกุมตัวเบรังเยร์และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไป
ข่าวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้แพร่สะพัดไปทั่วพระราชวังแวร์ซายส์อย่างรวดเร็วภายใต้การยุยงของผู้ไม่หวังดี ชั่วพริบตาเดียวบรรดาขุนนางต่างก็ร้อนรนใจไปตามๆ กัน พอเจอกันก็มักจะถามด้วยความตื่นตระหนกว่า “คุณได้เอาเงินไปลงทุนในธนาคารนั้นหรือเปล่า?”
จากนั้น ก็มีข่าววงในของการล้มละลายของธนาคารเบรังเยร์หลุดออกมา เนกเกร์เคยร่วมมือกับธนาคารทำธุรกรรมผิดกฎหมายมากมาย ตอนนี้เนกเกร์ถูกจับแล้ว เรื่องพวกนี้ก็เลยถูกตรวจสอบพบ
หลังจากนั้นก็มีพวก “หูไวตาไว” นำข่าวที่น่ากลัวยิ่งกว่ามาบอก ธนาคารที่เคยทำธุรกรรมร่วมกับเนกเกร์ไม่ได้มีแค่ธนาคารเบรังเยร์แห่งเดียวเท่านั้น ในขณะที่เนกเกร์กำลังถูกสอบสวนในคุกบาสตีย์ หลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีธนาคารอีกกี่แห่งที่จะต้องพังทลายลง
ตกเย็น ขุนนางชั้นสูงหลายสิบคนที่มีสีหน้าวิตกกังวลมารวมตัวกันที่โถงใหญ่ของพระราชวังปาแล-รัวยาล เอาแต่จ้องมองไปที่ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องผู้เป็นคนวางแผนให้กับพวกเขาอย่างมีความหวัง
“ธนาคารพวกนี้ล้วนพัวพันกับการติดสินบนและการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย และจะต้องเผชิญกับค่าปรับก้อนโต” ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องกล่าวด้วยสีหน้ากังวล “ดังนั้นจะไม่มีใครยอมรับซื้อธนาคารเหล่านี้เด็ดขาด เพราะไม่มีใครอยากมารับภาระจ่ายค่าปรับส่วนเกินหรอก”
ขุนนางคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าขมขื่น “แล้วฉันจะเอาเงินที่ลงทุนไปกับธนาคารคืนมาได้ยังไง… ฉันได้ยินมาว่าธนาคารคลาเซนเน่ก็กำลังจะมีปัญหาเหมือนกัน”
“ใช่แล้ว ท่านช่วยพวกเราคิดหาวิธีหน่อยสิ! ได้ยินมาว่ามีธนาคารสิบกว่าแห่งที่ถูกไอ้เนกเกร์หลอกเอา”
“โอ้ พระเจ้า นั่นมันครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินฉันเลยนะ!”
“ถ้าธนาคารล้มละลาย เงินที่ฉันเก็บหอมรอมริบมาเป็นสิบปีก็ต้องสูญเปล่าหมดสิ…”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเห็นว่ายุยงปลุกปั่นได้ที่แล้ว ถึงแกล้งทำเป็นพูดด้วยความลำบากใจว่า “อันที่จริง ผมเองก็เอาเงินไปลงทุนในธนาคารพวกนั้นเยอะเหมือนกัน
“ตอนนี้ ถ้าหากการสอบสวนเนกเกร์ยังคงดำเนินต่อไป ธนาคารสิบกว่าแห่งนั้นก็จะต้องพังทลายลงตามๆ กันอย่างแน่นอน
“ดังนั้น หากไม่มีการยุติการสอบสวน ก็จะไม่มีใครสามารถรักษาเงินของพวกเราเอาไว้ได้”
“ใช่!” มีคนร้องตะโกนสนับสนุนขึ้นมาทันที “ต้องหยุดการสอบสวนเนกเกร์เดี๋ยวนี้”
“ควรจะเสนอให้ราชวงศ์เนรเทศเขาไปเลยตรงๆ!”
“แต่ได้ยินมาว่าคราวนี้หลักฐานแน่นหนามาก ราชวงศ์คงไม่ยอมง่ายๆ หรอก…”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องรีบชี้ไปยังคนที่พูดขึ้นมาทันที “ไวเคานต์พรอโดมพูดถูก พวกเราต้องร่วมมือกัน กดดันราชวงศ์ให้ยอมยุติการสอบสวนเนกเกร์ให้ได้”
“แต่จะไปกดดันราชวงศ์ได้ยังไงล่ะ? ตอนนี้แม้แต่ศาลฎีกาก็ยังฟังคำสั่งราชวงศ์เลย”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเผยรอยยิ้ม “พวกคุณแค่ทำตามที่ผมบอกก็พอ พวกเราต้องทำแบบนี้…”
…
ปารีส
ภายในสำนักงานอุตสาหกรรมและการผังเมือง โจเซฟมองดูรายงานในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดีที่ปิดไม่มิด
เบรังเยร์ยอมรับสารภาพตรงๆ ซ้ำยังประกาศให้ธนาคารล้มละลายอีกด้วย
เดิมทีโจเซฟคิดว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนสักหน่อย เช่น ใช้การสารภาพผิดหรือการทำข้อตกลงเงินกู้ใหม่มาเป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับการลดโทษหรืออภัยโทษ
และโจเซฟเองก็เตรียมที่จะอาศัยโอกาสนี้ “เชือด” ธนาคารสักตั้ง แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมจำนนโดยตรงแบบนี้
ธนาคารเบรังเยร์ล้มละลาย แม้แต่เรื่องหนี้สินและสิทธิเรียกร้องหนี้ก็ยังไม่ได้จัดการ อีกทั้งยังไม่มีธนาคารอื่นใดยอมมารับช่วงต่อ หหนี้สินทั้งหมดก็กลายเป็นหนี้เสีย นั่นก็หมายความว่า รัฐบาลฝรั่งเศสก็ไม่จำเป็นต้องชดใช้เงินที่กู้ยืมมาจากที่นั่นเลย
ท้ายที่สุดแล้วสัญญาถูกเซ็นไว้กับธนาคารเบรังเยร์ ตอนนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายล้มละลาย กฎหมายชำระบัญชีอะไรพวกนั้น ในเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง “ตายไปแล้ว” สัญญาก็ย่อมต้องยุติลงไปด้วย
นั่นมันเงินกู้ตั้ง 35,200,000 ลีฟร์เลยนะ!
หายวับไปกับตาง่ายๆ แบบนี้เลย
ความสะใจเช่นนี้ มันรุนแรงยิ่งกว่าการที่โจเซฟต้องลำบากตรากตรำหาเงินกว่า 35 ล้านมาเพื่อใช้หนี้ตั้งไม่รู้กี่เท่า
มันเป็นความรู้สึกฟินเหมือนเดินไปเจอเงินตกอยู่ตามถนนเลยล่ะ
เขานับนิ้วคำนวณดู คาโลนเคยบอกว่า ธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมผิดกฎหมายกับเนกเกร์มีทั้งหมด 13 แห่ง ต่อให้ทั้งหมดนั้นมีวงเงินให้กู้ยืมเท่ากับธนาคารเบรังเยร์ เมื่อจัดการกับพวกนั้นได้ทั้งหมด หนี้สินของรัฐบาลก็จะลดลงไปถึง 450 ล้านลีฟร์ในทันที!!
เร็วยิ่งกว่าปล้นเสียอีก!
ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารเบรังเยร์เป็นเพียงธนาคารขนาดเล็กเท่านั้น หากเป็นธนาคารขนาดใหญ่อย่างธนาคารคลาเซนเน่ เงินกู้ของธนาคารแห่งเดียวอาจจะทะลุร้อยล้านลีฟร์เลยก็ได้!
แม้จะกล่าวว่าวิกฤตหนี้สินของฝรั่งเศสยังไม่ได้คลี่คลายลงเพียงเท่านี้ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าผ่อนคลายลงไปได้มาก และแสงสว่างแห่งความหวังที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างเด็ดขาดก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว
หลังจากสะใจกับเรื่องหนี้สินอยู่พักหนึ่ง โจเซฟก็วางเอกสารลง แต่กลับรู้สึกตะหงิดๆ ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
มีปัญหาตรงไหนกันนะ?
เขามองออกไปเห็นแสงแดดสดใสที่นอกหน้าต่าง จึงตั้งใจจะออกไปเดินเล่นในสวน พร้อมกับขบคิดหาจุดที่มีปัญหาไปด้วย
ทว่า โจเซฟเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูสำนักงานการผังเมือง ก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของผู้หญิงแว่วมาจากห้องทำงานที่มุมตึก พร้อมกับมีอีกเสียงหนึ่งคอยปลอบประโลมอยู่
“โชคดีนะที่เดือนก่อนเธอเบิกเงินไปซื้อกระโปรงสองตัวนั้น ไม่งั้นคงขาดทุนเยอะกว่านี้”
หญิงสาวสะอื้นไห้ “แต่ยังมีเงินตั้ง 80 ลีฟร์อยู่ในธนาคารนะ… ทำไมจู่ๆ มันถึงได้ล้มละลายไปล่ะ?”
“ฉันได้ยินมาว่าไอ้พวกธนาคารเฮงซวยพวกนั้น เพราะเห็นแก่เงินสกปรกนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยแอบไปทำข้อตกลงกับขุนนางกังฉิน แล้วก็โดนจับได้น่ะสิ”
“แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ? นั่นมันเงินค่าซ่อมแซมบ้านของฉันเลยนะ…”
“เฮ้อ จะไปมีวิธีไหนได้ล่ะ? เพื่อนบ้านฉันขาดทุนเยอะกว่าเธออีกมั้ง ตั้ง 100 ลีฟร์แน่ะ”
พอโจเซฟได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป พลันเข้าใจได้ทันทีว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง
เงินของธนาคารไม่ได้เป็นของธนาคารทั้งหมดหรอกนะ แต่ยังมีส่วนที่มาจากผู้ฝากเงินและนักลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก!
ธนาคารล้มละลาย รัฐบาลไม่ต้องใช้คืนเงินกู้ก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสียเหล่านี้ก็คือประชาชนเหล่านั้นต่างหาก
แม้จะกล่าวว่าตั้งแต่ที่จอห์น ลอว์ ก่อเรื่องบริษัทมิสซิสซิปปีขึ้นมา จนนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ของธนาคารหลวง ความไว้วางใจที่ชาวฝรั่งเศสมีต่อธนาคารก็ลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ส่งผลให้อัตราการออมเงินต่ำมาก
ตัวอย่างเช่น ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสของเขาใช้เวลากว่าสี่เดือนกว่าจะระดมเงินฝากได้ไม่ถึง 200,000 ลีฟร์ แต่เงินเพียงเล็กน้อยเท่านี้สำหรับคนธรรมดาแล้ว ก็อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงต่อการดำรงชีวิตได้เลยทีเดียว
ยังมีเงินที่พวกขุนนางเอาไปลงทุนในธนาคารอีก ซึ่งจำนวนนั้นมันเยอะกว่ามาก
บางธนาคารอาจจะมีทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งที่มาจากขุนนางผู้ร่ำรวย แล้วธนาคารก็เป็นตัวกลางนำเงินไปปล่อยกู้ให้รัฐบาลเพื่อกินดอกเบี้ย
แม้คนพวกนี้จะไม่ถึงขั้นเดือดร้อนจนใช้ชีวิตไม่ได้เพราะขาดทุนจากการลงทุน แต่เงินที่พวกเขานำออกมานั้นล้วนเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและขาวสะอาด
รัฐบาลมีหนี้สินลดลงสี่ถึงห้าร้อยล้านในชั่วพริบตาเดียวก็จริง แต่การที่ฝรั่งเศสเกิดหลุมดำทางการเงินขนาดมหึมาขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในสังคมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ โจเซฟก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
ดูเหมือนว่าหนี้สินก้อนโตนี้จะต้องค่อยๆ “ระเหย” ไปอย่างช้าๆ เสียแล้ว ไม่ใช่การล้มหายตายจากไปอย่างกะทันหัน
แต่จะต้องทำอย่างไรล่ะ?
ในขณะที่เขากำลังขบคิดหาวิธีลดผลกระทบจากการล้มละลายของธนาคารให้เหลือน้อยที่สุด จู่ๆ ก็เห็นรถม้าสองคันแล่นเข้ามาในลานของสำนักงานผังเมือง
ประตูรถเปิดออก ผู้ติดตามของบรีแยนก้าวลงมาเป็นคนแรก พร้อมกับจัดเตรียมบันไดก้าวลงให้เรียบร้อย
ยังไม่ทันที่เขาจะไปเปิดประตูรถให้ บรีแยนก็ร้อนใจจนทนไม่ไหว ผลักประตูลงมาเองเสียก่อน และบังเอิญเห็นโจเซฟพอดี จึงรีบร้อนก้าวเข้าไปทำความเคารพ แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท เกรงว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟขมวดคิ้ว หยั่งเชิงถามไปว่า “หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับการล้มละลายของธนาคาร?”
บรีแยนพยักหน้า “พระองค์ก็ทรงทราบข่าวแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใช่แล้ว ธนาคารเบรังเยร์ล้มละลายเร็วเกินไป ทำให้ขุนนางหลายคนขาดทุนย่อยยับ ได้ยินมาว่า มีคนขาดทุนจากเรื่องนี้เป็นล้านลีฟร์เลยทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวต่อ “และขุนนางอีกจำนวนมากก็เกรงว่าจะมีธนาคารอื่นล้มละลายตามมาอย่างกะทันหันอีก จึงพากันไปรวมตัวที่พระตำหนักเปอติ ทริอานง เพื่อขอร้องให้พระราชินีทรงออกพระราชกฤษฎีกา ยุติการสอบสวนเนกเกร์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแค่นเสียงเย็น “เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะช่วยพวกเขาลดความสูญเสียอยู่แล้ว แต่ถ้าหากพวกเขาคิดจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ฝ่าบาทล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
บรีแยนปาดเหงื่อบนหน้าผาก ร้องด้วยความร้อนรน “ฝ่าบาท เรื่องนี้เกรงว่าจะยุ่งยากมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ
“กระหม่อมได้ยินข่าวมาว่า พวกขุนนางเตรียมจะรวมตัวกันเป็นพันธมิตร บอกว่าถ้าหากไม่ยอมยุติการสอบสวนเนกเกร์ ต่อไปพวกเขาจะไม่ยอมให้รัฐบาลกู้ยืมเงินอีกแม้แต่แดงเดียวพ่ะย่ะค่ะ!”

0 Comments