ตอนที่ 173 ปูพรมค้นหาทั่วเมือง
แปลโดย เนสยังเมอร์ด็อกจ้องเขม็งไปที่เครื่องจักรสีดำสนิทที่กำลังทำงานส่งเสียงดังกึกก้องอยู่ตรงหน้า
จนกระทั่งเสียงของแซนเดอร์ที่อยู่ข้างๆ ดังกลบเสียงเครื่องจักรมาว่า “แรงดันปกติ! วาล์วปีกผีเสื้อปกติ!”
เมอร์ด็อกถึงกับแสดงอาการดีใจอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนสั่ง “ปล่อยไอน้ำ” แล้วสวมกอดผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ เพื่อเฉลิมฉลองกันทีละคน
หัวหน้าคนงานคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในโรงทดสอบเครื่อง แล้วตะโกนบอกเมอร์ด็อกเสียงดังว่า “คุณเมอร์ด็อก ฝ่าบาทมกุฎราชกุมารเสด็จมาแล้วครับ!”
“หา? ทำไมเมื่อกี้ไม่บอกฉันเล่า?”
“ก็คุณบอกเองนี่ครับ ว่าระหว่างทดสอบเครื่อง ห้ามใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด ยกเว้นพระเจ้าเสด็จลงมา…”
“ต่อไปนี้ ยกเว้นฝ่าบาทมกุฎราชกุมารกับพระเจ้าด้วย!”
“อ้อ ครับผม…”
หลังจากที่เมอร์ด็อกกับพวกทำความเคารพเสร็จ โจเซฟก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อกี้ฉันเหมือนจะได้ยินเสียงพวกคุณโห่ร้องดีใจกันนะ”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” เมอร์ด็อกชี้ไปที่ก้อนเหล็กสีดำขนาดมหึมาในโรงทดสอบเครื่อง แล้วพูดด้วยความตื่นเต้น “พวกเราทำสำเร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ! เครื่องนี้สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือของเราทั้งหมด ทั้งกำลังเครื่องยนต์ อัตราการใช้ถ่านหิน เทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ของบริษัทวัตต์ทุกประการเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“คุณคือช่างทำเครื่องจักรไอน้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุโรปอย่างแน่นอน!” โจเซฟรีบเอ่ยชมทันที “ใช้เวลาเพียงสองเดือนกว่าๆ ก็สามารถสร้างเครื่องจักรไอน้ำที่ล้ำหน้าที่สุดในโลกออกมาได้แล้ว ขอแสดงความยินดีกับคุณและช่างฝีมือของคุณด้วยนะ!”
อันที่จริง เครื่องจักรไอน้ำเครื่องนี้เป็นเพียงของเลียนแบบจากอังกฤษเท่านั้น และยังใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดอีกด้วย
ทว่า มันก็มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องจักรไอน้ำที่ดีที่สุดที่ฝรั่งเศสเคยผลิตได้ก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญคือมันสำเร็จลุล่วงขึ้นได้ในขณะที่เมอร์ด็อกและทีมงานต้องวุ่นวายกับการสร้างโรงงานไปด้วย
พวกเมอร์ด็อกได้สตาร์ทเครื่องจักรไอน้ำตัวใหม่อย่างกระตือรือร้น เพื่อนำเสนอการทำงานให้โจเซฟได้ทอดพระเนตร
แซนเดอร์พูดด้วยเสียงอันดังว่า “ฝ่าบาท เมื่อมีประสบการณ์ความสำเร็จจากเครื่องจักรไอน้ำเครื่องนี้แล้ว ต่อไปเราก็จะสามารถเริ่มผลิตเครื่องจักรไอน้ำแรงดันสูงรุ่นใหม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมอร์ด็อกที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องสนับสนุนเสียงดัง “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ต้องเอาชนะผลิตภัณฑ์ของบริษัทวัตต์ให้จงได้!”
โจเซฟครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า “ตอนนี้เครื่องจักรไอน้ำขนาด 15 แรงม้า ก็เพียงพอต่อการใช้งานส่วนใหญ่แล้ว เป้าหมายของเราควรจะเป็นการทำอย่างไรให้ขายเครื่องจักรได้มากขึ้นต่างหาก เมื่อผลิตภัณฑ์กระจายออกไปเป็นวงกว้างแล้ว ค่อยมาพิจารณาเรื่องการอัปเกรดเทคโนโลยี”
เมอร์ด็อกชะงักไปเล็กน้อย รีบพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ การคืนทุนย่อมสำคัญที่สุดอยู่แล้ว”
โจเซฟส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่ใช่แค่เพื่อทำกำไรหรอกนะ ที่สำคัญกว่านั้นคือการบุกเบิกตลาด ให้ผู้คนได้คุ้นเคยกับเครื่องจักรไอน้ำโดยเร็ว และยินดีที่จะยอมรับมันมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ราคาแพง จะมีผู้ใช้งานเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ยอมจ่าย ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูกและใช้งานได้ดีต่างหาก ที่จะเป็นกำลังหลักในการทำยอดขาย”
เมื่อเมอร์ด็อกและแซนเดอร์ได้ยินดังนั้น ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยเงียบๆ
โจเซฟกล่าวต่อ “เป้าหมายหลักต่อไปของพวกคุณ คือการเพิ่มความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรไอน้ำ จากนั้นก็พยายามทำให้รูปลักษณ์ของเครื่องจักรไอน้ำดูกะทัดรัดและเป็นระเบียบมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการขนส่งและติดตั้ง
“นอกจากนี้ก็คือการจัดหาอุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่างเช่น อุปกรณ์ที่สามารถนำไปดัดแปลงใช้งานร่วมกับกังหันน้ำ เครื่องทอผ้าอัตโนมัติ ฯลฯ ที่มีอยู่เดิมได้โดยตรง”
เขาหันไปมองเครื่องจักรสีดำที่อยู่ไม่ไกล แล้วเอ่ยถาม “คุณเมอร์ด็อก เครื่องจักรไอน้ำเครื่องนี้ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่เท่าไหร่หรือ?”
“ใช้เงินไปประมาณ 13,800 ลีฟร์พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
พอโจเซฟได้ยินราคา มุมปากก็ถึงกับกระตุก สมกับเป็นสุดยอดเทคโนโลยีในยุคนี้ ราคาแพงหูฉี่จริงๆ
“ถ้าผลิตเป็นจำนวนมาก ต้นทุนจะลดลงเหลือประมาณเท่าไหร่?”
“น่าจะอยู่ที่ราวๆ 11,000 ลีฟร์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า “งั้นตั้งราคาขายไว้ที่ 13,000 ลีฟร์ต่อเครื่องก็แล้วกัน”
“แบบนั้นเกรงว่าจะถูกเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” เมอร์ด็อกรีบทักท้วงทันที “ฝ่าบาทลองทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ เครื่องจักรไอน้ำรุ่นเดียวกันของบริษัทวัตต์ ยังขายตั้ง 17,000 ลีฟร์เชียวนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟยิ้ม “แล้วปีหนึ่งเขาขายได้กี่เครื่องล่ะ?”
“ปกติก็น่าจะ 20 ถึง 30 เครื่องพ่ะย่ะค่ะ”
“ถ้าเราขายได้ปีละ 80 เครื่อง หรืออาจจะมากกว่านั้น คุณคิดว่าราคาขายนี้เป็นยังไงล่ะ?”
เมอร์ด็อกเบิกตากว้าง “ฝ่าบาท ขอประทานอภัยที่ต้องพูดตรงๆ ยอดขายระดับนี้เกรงว่าจะทำไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟตบบ่าเขาเบาๆ แล้วยิ้ม “ถ้าสังฆมณฑลที่ร่ำรวยในฝรั่งเศสยอมรวบรวมเงินมาซื้อเครื่องจักรไอน้ำไปใช้สำหรับระบบชลประทาน เหมืองแร่ก็ซื้อไปใช้สูบน้ำ โรงงานทอผ้าที่ลียงก็ซื้อไปใช้ขับเคลื่อนเครื่องทอผ้าอัตโนมัติ คุณคิดว่าจะขายได้ถึง 80 เครื่องไหมล่ะ?”
เมอร์ด็อกพูดอย่างลังเลว่า “ฝ่าบาท สังฆมณฑลพวกนั้นไม่เคยซื้อเครื่องจักรไอน้ำมาก่อนเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ส่วนอุตสาหกรรมทอผ้านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี ฝรั่งเศสยังผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติไม่ได้เลย…”
“เรื่องพวกนี้ไม่ต้องกังวลไป อีกไม่นานรัฐบาลจะมีหนังสือสั่งการไปยังมณฑลต่างๆ เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สังฆมณฑลเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ชลประทาน ส่วนทางฝั่งเครื่องทอผ้าอัตโนมัตินั้น ฉันจะให้คนไปหาของอังกฤษมา แล้วเริ่มดำเนินการลอกเลียนแบบทันที
“ถ้าหากทำแบบนี้แล้วยังทำยอดขายไม่ได้อีก เราก็สามารถใช้วิธีให้เช่า ปล่อยให้ผู้คนเช่าเครื่องจักรไอน้ำไปใช้ก่อน แล้วค่อยๆ เก็บทุนคืนทีหลัง”
การที่เครื่องจักรไอน้ำของวัตต์สามารถกระจายการใช้งานได้อย่างกว้างขวางในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นั้น สาเหตุหลักก็มาจากการโปรโมตของบริษัทเขาเองทั้งสิ้น
ทว่า โจเซฟกลับเลือกที่จะใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงตั้งแต่เริ่ม เพื่อช่วยเปิดตลาดให้กับบริษัทเครื่องจักรไอน้ำของฝรั่งเศส!
ภายใต้ศักยภาพทางเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกัน ยอดขายที่สูงขึ้นย่อมนำมาซึ่งการตอบรับทางเทคโนโลยีที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้น
การดำเนินงานของรัฐบาล ปะทะ การดำเนินงานของบริษัท โจเซฟเชื่อมั่นว่า ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี เครื่องจักรไอน้ำของฝรั่งเศสก็จะสามารถส่งออกไปตีตลาดที่อังกฤษได้อย่างแน่นอน
…
ขบวนรถม้าของโจเซฟเดินทางออกจากเมืองนองซีได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ก็ได้พบกับม้าเร็วส่งสารจากปารีสกลางทาง
แถมยังมีมาถึงสองชุด เป็นของฟูเชร์และบรีแยนส่งมา
เนื้อหาในจดหมายทั้งสองฉบับแทบจะตรงกัน นั่นคือเนกเกร์หนีไปแล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่มีการออกประกาศจับตัวเขาอย่างเป็นทางการ หลักฐานที่คาโลนให้มายังอยู่ในระหว่างการเดินทาง ทว่าตำรวจลับ ตำรวจปารีส และหน่วยข่าวกรองตำรวจต่างก็ถูกระดมกำลังออกไปปูพรมค้นหาตัวเนกเกร์กันอย่างพลิกแผ่นดินแล้ว
โจเซฟขมวดคิ้วมุ่นทันที ไม่คิดเลยว่าวางกำลังป้องกันไว้แน่นหนาขนาดนี้แล้ว หมอนั่นยังจะหนีรอดไปได้อีก
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนจดหมายตอบกลับบรีแยน สั่งให้เขาส่งคำสั่งไปยังผู้ว่าการมณฑลชายแดน ให้เฝ้าระวังช่องทางข้ามแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่องทางที่จะมุ่งหน้าสู่อังกฤษและปรัสเซีย
ไม่กี่วันต่อมา เมื่อโจเซฟเดินทางกลับมาถึงปารีส ก็พบฟูเชร์มารอรับอยู่ริมถนนแล้ว
เมื่อฟูเชร์ได้เข้าเฝ้ามกุฎราชกุมาร เขาก็ก้มหน้าจนแทบจะติดพื้น พร่ำตำหนิตัวเองอย่างหนัก
โจเซฟโบกมือตัดบท แล้วส่งสัญญาณให้เขาขึ้นรถ “อุโมงค์นั่นต้องถูกขุดเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนที่คุณจะส่งคนเข้าไปแฝงตัวในบ้านเขาแน่ๆ ดูเหมือนเขาจะเตรียมตัวหนีตลอดเวลาอยู่แล้ว จะโทษคุณฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้หรอก”
ฟูเชร์แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “ขอบพระทัยที่ทรงให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
โจเซฟเอ่ยถามต่อ “ได้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับเนกเกร์บ้างไหม?”
“ตอนนี้ยังไม่มีเลยพ่ะย่ะค่ะ…” ฟูเชร์ส่ายหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก แล้วรีบพูดเสริมว่า “แต่กระหม่อมได้ส่งคนไปตั้งจุดตรวจตามถนนทุกสายที่เข้าออกปารีสแล้วครับ ทั้งตามที่รกร้าง พุ่มไม้ก็มีสายลับคอยเฝ้าดู บ้านเรือนชาวนาในรัศมีหนึ่งลี้ก็มีคนจับตาดูอยู่ทั้งหมด เชื่อว่าตอนนี้เนกเกร์น่าจะยังซ่อนตัวอยู่ในปารีสแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟขมวดคิ้วครุ่นคิด “หรือจะให้ตำรวจลับมาช่วย ปูพรมค้นหาแบบเคาะประตูบ้านทีละหลังเลยดี?”
“ค่าหัว” ของเนกเกร์นั้นสูงถึงหลายร้อยล้านลีฟร์ คุ้มค่าพอที่จะให้ระดมกำลังครั้งใหญ่แบบนี้อย่างแน่นอน
ฟูเชร์นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงรีบรายงานว่า “อ้อ จริงสิพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท นอกจากหน่วยข่าวกรองตำรวจและตำรวจลับแล้ว ดูเหมือนจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังตามหาตัวเนกเกร์อยู่เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ แถมยังมีข่าวลือในโลกมืดด้วยว่า คนกลุ่มนั้นตั้งค่าหัวตั้ง 5 หมื่นลีฟร์ เพื่อแลกกับข้อมูลที่อยู่ของเนกเกร์พ่ะย่ะค่ะ”

0 Comments