ตอนที่ 107 การจลาจลแป้ง
แปลโดย เนสยังโจเซฟไม่ต้องดูก็รู้ว่า รายงานฉบับล่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาจ้างนักวิชาการชื่อดังจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศสให้เขียนขึ้นมา คนพวกนั้นไม่ได้มีจรรยาบรรณทางวิชาการเหมือนลามาร์ก หลังจากรับเงินไปคนละเจ็ดแปดร้อยลีฟร์ พวกเขาก็ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวัน แต่งรายงานเรื่องภัยแล้งรุนแรงขึ้นมาได้แล้ว
บรีแอนน์ยืนรออย่างใจเย็นจนเขาเปิดดูรายงานสองฉบับแรกเสร็จ ถึงได้เอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลว่า: “ฝ่าบาท ฉบับหลังๆ ก็มีข้อสรุปที่คล้ายคลึงกันพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นจริงๆ จะต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟแอบดีใจอยู่ในใจ เดิมทีรายงานเหล่านี้ก็เพื่อเป็นการเกริ่นนำให้บรีแอนน์รู้ตัว แล้วเขาจะได้หาจังหวะดึงเข้าสู่เรื่องการรับมือกับภาวะข้าวยากหมากแพงอยู่แล้ว
ไม่คิดเลยว่าบรีแอนน์จะหัวไวขนาดนี้ ถึงกับเป็นคนเอ่ยปากขึ้นมาก่อนเลย
ความจริงแล้ว หลังจากเกิดเรื่องร่างกฎหมายภาษีในคราวที่แล้ว บรีแอนน์ก็ติดนิสัยเวลามีเรื่องใหญ่จะต้องมาปรึกษามกุฎราชกุมารไปเสียแล้ว
“เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นที่นอร์ม็องดีเมื่อปีก่อน อ้อ แล้วก็ที่บูร์กอญและแร็งส์เมื่อนานมาแล้วด้วยพ่ะย่ะค่ะ” บรีแอนน์พูดพลางมองไปที่โจเซฟ “ความจริงแล้ว เมื่อครู่นี้หม่อมฉันกำลังจะไปกราบทูลรายงานเรื่องนี้ต่อพระราชินี เพื่อจะได้เตรียมการล่วงหน้า…”
โจเซฟคิดว่าเขาจะพูดถึงเสบียงบรรเทาทุกข์ จึงกำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่กลับได้ยินบรีแอนน์กล่าวว่า: “เตรียมกองทัพไว้ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับเหตุจลาจลที่อาจจะเกิดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟแทบจะกระอักเลือดออกมา อุตส่าห์พูดมาตั้งนาน ที่แท้ท่านก็ตั้งใจจะใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามหรอกหรือ?
ความจริงแล้วบรีแอนน์ก็รู้สึกจนปัญญาเช่นกัน
ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้หลายพื้นที่ในฝรั่งเศสต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนผลผลิต ซึ่งนำไปสู่การเกิดเหตุจลาจลแป้งมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ตั้งแต่แร็งส์ไปจนถึงบูร์กอญ ลุกลามไปจนถึงนอร์ม็องดี หรือแม้แต่บริเวณรอบๆ กรุงปารีส ผู้คนที่หิวโหยต่างพากันบุกเข้าไปในร้านขายขนมปังหรือบ้านของขุนนางใหญ่ แย่งชิงแป้งและขนมปังไป แล้วทิ้งเงินจำนวนหนึ่งไว้ตามราคาที่พวกเขาคิดว่าสมเหตุสมผล
พฤติกรรมเช่นนี้มีคำศัพท์เฉพาะเรียกกันว่า ภาษีประชาชน
การจลาจลแป้งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่นอร์ม็องดีเมื่อปีก่อน รัฐบาลฝรั่งเศสต้องส่งทหารกว่าสองหมื่นนายเข้าปราบปราม และจับกุมผู้คนไปกว่าห้าร้อยคน ถึงจะสามารถระงับเหตุจลาจลไว้ได้อย่างยากลำบาก
และในขณะนี้รัฐบาลฝรั่งเศสก็กำลังยากจนข้นแค้นอย่างหนัก จนไม่สามารถหาเงินมาเป็นงบประมาณบรรเทาทุกข์ได้เลย เมื่อบรีแอนน์เห็นเค้าลางของภาวะข้าวยากหมากแพง นอกจากจะเตรียมทหารไว้ปราบปรามแล้ว เขาก็ไม่มีวิธีอื่นอีกจริงๆ
โจเซฟนำรายงานเหล่านั้นไปวางไว้ข้างๆ แล้วกล่าวว่า: “บิชอปบรีแอนน์ ความจริงแล้วรายงานเหล่านี้ ข้าเคยได้อ่านผ่านช่องทางอื่นมาแล้ว วันนี้ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะมาปรึกษากับท่านเรื่องนี้นี่แหละ”
“โอ้? แล้วฝ่าบาททรงมีความเห็นว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เราควรจะหาวิธีจัดหาเสบียงอาหารให้ประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการจลาจลขึ้น ท่านก็รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการจลาจล หรือการที่กองทัพเข้าปราบปราม ล้วนแต่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับพื้นที่ทั้งสิ้น”
บรีแอนน์ทำหน้าขมขื่น: “ฝ่าบาท พระองค์ตรัสถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ด้วยสถานะทางการคลังของเรา…”
โจเซฟรีบเข้าประเด็นทันที:
“หากเราส่งเสริมให้มีการปลูกมันฝรั่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ก็จะสามารถชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้อย่างมหาศาล
“ที่ดินผืนเดียวกัน หากปลูกมันฝรั่งจะให้ผลผลิตมากกว่าปลูกข้าวสาลีถึงสี่ถึงหกเท่า
“ปรัสเซียและออสเตรียก็มักจะเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พวกเขากลับมีสถานการณ์ข้าวยากหมากแพงน้อยกว่าเรามาก ทั้งที่ประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตรของพวกเขาเทียบกับฝรั่งเศสไม่ได้เลยสักนิด”
ในเวลานี้ ปรัสเซียและออสเตรียยังคงใช้ระบบทาสติดที่ดินอยู่ ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตรอยู่ในระดับต่ำมาก
“สาเหตุที่พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์มาได้ ก็เพราะพึ่งพาการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ขนาดใหญ่ หากไม่มีพืชผลที่ให้ผลผลิตสูงอย่างมันฝรั่งแล้วล่ะก็ สงครามปรัสเซียและออสเตรียเมื่อสิบปีก่อน คงจะรบกันได้ไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ”
สงครามที่เขาพูดถึง ก็คือสงครามสืบราชบัลลังก์บาวาเรีย ทั้งสองฝ่ายอย่างปรัสเซียและออสเตรียที่เข้าร่วมรบ ต่างก็ต้องพึ่งพาการขุดมันฝรั่งสดๆ มารับประทานเพื่อประทังชีวิตในภาวะขาดแคลนเสบียง จนสามารถยืนหยัดต่อสู้กันมาได้ยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม ดังนั้นสงครามครั้งนี้จึงถูกขนานนามว่า สงครามมันฝรั่ง
ในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันทั่วทั้งทวีปยุโรปก็มีเพียงประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอย่างฝรั่งเศสและอิตาลีเท่านั้นที่ต่อต้านมันฝรั่งอย่างรุนแรง ส่วนในพื้นที่อื่นๆ มันฝรั่งก็กลายมาเป็นอาหารหลักบนโต๊ะอาหารของผู้คนมาตั้งนานแล้ว
โจเซฟตบรายงานบนโต๊ะเบาๆ: “หากเราปลูกมันฝรั่งเป็นจำนวนมาก ต่อให้จะเจอภัยพิบัติจนผลผลิตลดลง แต่ปริมาณที่เก็บเกี่ยวได้ก็จะยังคงสูงกว่าธัญพืชอยู่ดี ถึงเวลานั้นรัฐบาลก็เพียงแค่ควักเงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เพียงเล็กน้อย ก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้แล้ว”
บรีแอนน์ยังคงมีสีหน้าลำบากใจ: “ฝ่าบาท ความจริงหม่อมฉันก็เคยศึกษาเรื่องพืชชนิดนี้มาบ้าง วิธีที่พระองค์ตรัสมาก็คุ้มค่าที่จะลองดูจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ
“เพียงแต่ การจะส่งเสริมให้ปลูกมันฝรั่งในพื้นที่กว้างขวาง ก็ยังคงต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาลอยู่ดี อีกทั้งพวกชาวนาก็ยังต่อต้านมันฝรั่งเป็นอย่างมาก…”
โจเซฟรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นไม่ผิดเลย ปกติแล้วชาวนามักจะเตรียมซื้อเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกในฤดูกาลต่อไปไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว จู่ๆ จะไปบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนไปปลูกมันฝรั่ง คนส่วนใหญ่ย่อมไม่ยินยอม และก็คงไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้อมันฝรั่งมาปลูกด้วย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับบรีแอนน์ว่า: “สำหรับเรื่องที่ผู้คนต่อต้านการกินมันฝรั่ง ข้าจะหาทางแก้ไขเอง แน่นอนว่า เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์จากทางคริสตจักรด้วย
“ส่วนเรื่องเงินสำหรับซื้อมันฝรั่ง ให้ท่านแบ่งงบประมาณจากคลังมาส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือข้าจะเป็นคนออกเอง
“ท่านจะต้องส่งคนไปกว้านซื้อมันฝรั่งเป็นจำนวนมากจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วขนส่งไปยังจังหวัดอื่นๆ นำไปแจกจ่ายให้ชาวนาปลูกฟรีๆ ก่อน รอจนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ถึงค่อยให้พวกเขาจ่ายคืนมาเพียงสองในสามส่วนก็พอ
“หากไม่มีใครยอมปลูกจริงๆ ก็ให้เก็บมันฝรั่งไว้ในพื้นที่นั้น เพื่อใช้เป็นเสบียงบรรเทาทุกข์ต่อไป”
บรีแอนน์คำนวณคร่าวๆ แล้วขมวดคิ้วกล่าว: “ฝ่าบาท หากต้องการให้มีพื้นที่เพาะปลูกมากเพียงพอ อย่างน้อยก็ต้องลงทุนถึงห้าล้านลีฟร์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ ในขณะที่รัฐบาลสามารถดึงงบประมาณออกมาได้มากที่สุดแค่หนึ่งล้านลีฟร์เท่านั้น”
โจเซฟพยักหน้า: “ตกลง ภายในครึ่งเดือน ข้าจะให้รัฐบาลกู้ยืมเงินผ่านธนาคารทุนสำรองแห่งฝรั่งเศสเป็นจำนวนสี่ล้านลีฟร์”
แม้ในมือของเขาจะไม่มีเงินสดมากนัก แต่เขาก็สามารถนำหุ้นของโรงงานทำกระดาษไปจำนำกับพวกมิราโบเพื่อขอกู้เงินมาก้อนหนึ่งก่อนได้ แล้วค่อยขายหุ้นของแองเจิลแห่งปารีสออกไปอีกสักหน่อย การจะรวบรวมเงินให้ได้สี่ล้านลีฟร์ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
และเมื่อผ่านไปอีกไม่กี่เดือน ปารีสแฟชั่นวีคก็จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลแล้ว
จากนั้น ทั้งสองคนก็หารือกันถึงรายละเอียดในการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่ง บรีแอนน์ได้เรียกประชุมผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อเริ่มจัดทำแผนการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งอย่างละเอียด
เรื่องนี้พูดน่ะมันง่าย แต่เมื่อมันไปเกี่ยวพันถึงการผลิตอาหารของฝรั่งเศสทั้งประเทศ ก็ย่อมมีรายละเอียดจุกจิกมากมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะลงมือทำกันได้ง่ายๆ เลย
อย่างเช่น แต่ละพื้นที่จะต้องขนส่งมันฝรั่งไปจำนวนเท่าไหร่ หากบางพื้นที่ยอมปลูก หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะต้องจัดสรรอย่างไร และเมื่อมันฝรั่งจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกขนส่งออกไปแล้ว จะต้องทำอย่างไรถึงจะรับซื้อมันฝรั่งจากปรัสเซียหรือออสเตรีย เพื่อมาทดแทนเสบียงอาหารของพวกเขาได้ แล้วทางคริสตจักรจะต้องร่วมเดินทางไปกับขบวนขนส่งมันฝรั่งอย่างไร เพื่อโน้มน้าวให้ชาวนาเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อมันฝรั่ง เป็นต้น
เรื่องทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนต้องการการวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้งสิ้น
โจเซฟเห็นว่าตนเองคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว จึงเตรียมจะขอตัวลากลับ
บรีแอนน์เดินมาส่งเขาที่หน้าประตูพระราชวังแวร์ซายส์ แต่ก็ยังคงอดกังวลไม่ได้: “ฝ่าบาท พระองค์มีวิธีที่จะทำให้พวกชาวนายอมกินมันฝรั่งได้จริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าตอบ: “ขอให้ท่านวางใจเถิด ขอเพียงแค่เราโหมโรงประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง หากในสิบคนมีคนยอมรับมันฝรั่งสักสองถึงสามคน มันก็จะสามารถช่วยบรรเทาความอดอยากลงไปได้อย่างมหาศาลแล้ว”
ความจริงแล้ว เมื่อวานนี้เขาได้สั่งให้เดอนีโคเริ่มตีพิมพ์แผ่นพับที่ให้ความรู้เกี่ยวกับมันฝรั่งไปแล้ว ส่วนแผนการประชาสัมพันธ์อื่นๆ เขาก็ได้วางแผนไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

0 Comments