You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ลามาร์กเอ่ยต่อ: “แต่หม่อมฉันก็เคยเห็นมีคนปลูกมันฝรั่งอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนกันนะพ่ะย่ะค่ะ อย่างเช่นในเมืองแม็ส ลอแรน ไปจนถึงเบอซ็องซง บางหมู่บ้านในแถบนั้นถึงกับใช้มันฝรั่งเป็นอาหารหลักเลยด้วยซ้ำ ส่วนในพื้นที่อื่นๆ น่ะหรือ… ชาวตูลูสถึงขนาดไม่ยอมเอามันฝรั่งไปเป็นอาหารหมูด้วยซ้ำ พวกเขาบอกว่ามันจะทำให้เนื้อหมูสกปรกพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟเริ่มรู้สึกอึดอัดใจ อุตส่าห์หาวิธีบรรเทาความอดอยากครั้งใหญ่ได้แล้วแท้ๆ แต่ชาวฝรั่งเศสกลับยอมอดตายดีกว่าที่จะกินมันฝรั่งเสียนี่

และจากที่ลามาร์กพูด พวกขุนนางก็ยอมรับมันฝรั่งมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงไม่ส่งอิทธิพลต่อประชาชนทั่วไปได้เลยล่ะ?

การใช้หนังสือพิมพ์หรือแผ่นพับขนาดเล็กเพื่อโฆษณาในวงกว้าง บวกกับการแจกให้ชิมฟรี ก็น่าจะพอช่วยได้บ้าง

เขานึกถึงคำพูดของลามาร์กเมื่อครู่นี้ ที่บอกว่ามีคนบอกว่ามันฝรั่งคือปีศาจใต้พิภพ นั่นก็หมายความว่า ความเชื่อโชคลางอาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนปฏิเสธมันฝรั่งก็ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องขอความร่วมมือจากคริสตจักรเพื่อช่วยในการโปรโมทแล้ว…

จากนั้น โจเซฟก็สอบถามลามาร์กเรื่องการปลูกมันฝรั่งต่อ ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน รถม้าก็เดินทางมาถึงหน้าโรงงานผลิตยาแล้ว

“ฝ่าบาท ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงให้ความสนใจเรื่องมันฝรั่งมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” ลามาร์กหยุดพูด “เดี๋ยวหม่อมฉันจะช่วยเรียบเรียงข้อมูลเหล่านี้ แล้วคัดลอกมาถวายให้นะพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟมองดูสีหน้าที่ร้อนรนของเขา ก็จำต้องพยักหน้าตอบ: “ขอบใจท่านมาก เคานต์ลามาร์ก ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกเรามาเริ่มทดลองผลิตเพนิซิลลินกันเลยดีกว่า”

“พระองค์หมายถึง เพนิซิลลินหรือพ่ะย่ะค่ะ? นี่คือชื่อของยาวิเศษชนิดนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ลามาร์กรีบหยิบกระดาษและปากกาออกมาจดบันทึกทันที

“ใช่แล้ว” โจเซฟพูดแล้วหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกำชับลามาร์กว่า “แม้แต่ชื่อนี้ ก็ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ต่อไปพวกเราจะเรียกมันว่า ยาปฏิชีวนะหมายเลขหนึ่ง ก็แล้วกัน”

เพราะคำว่าเพนิซิลลินกับเชื้อราเพนิซิลเลียมในภาษาฝรั่งเศสนั้นคล้ายคลึงกันมาก จนอาจทำให้ผู้คนเชื่อมโยงถึงกันได้ง่าย

ยาระดับยุทธศาสตร์เช่นนี้ จะปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปไม่ได้แม้แต่นิดเดียวเด็ดขาด

ผู้ที่เปิดประตูโรงงานผลิตยาให้กับโจเซฟ คือทหารองครักษ์ของราชวงศ์ — ซึ่งในตอนนี้ พวกเขาได้เข้ามารับผิดชอบงานรักษาความปลอดภัยที่นี่แล้ว

เมื่อโจเซฟเห็นเครื่องแบบที่เรียบกริบและปืนคาบศิลาบนหลังของทหารยาม เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วหันไปสั่งโครซอร์ด หัวหน้าทหารองครักษ์ ให้ทหารเหล่านี้เปลี่ยนไปใส่ชุดลำลองแทน เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของสายลับต่างชาติ

เมื่อรถม้ามาหยุดอยู่ที่ลานว่างตรงกลางโรงงาน เอมงก็รีบเปิดประตูรถม้าให้มกุฎราชกุมารทันที

“ขอบใจมาก” โจเซฟพยักหน้าให้มหาดเล็กคนสนิท ก่อนจะลงจากรถ แล้วมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

อย่างแรกคือ พื้นที่นี่สะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นละออง เสื้อผ้าของคนงาน รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงาน ล้วนแต่สะอาดสะอ้านมาก จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือยุคศตวรรษที่ 18

ใต้เพิงพักทางด้านขวา น่าจะเป็นชั้นตากแห้ง ซึ่งมีวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องพึ่งลมให้แห้งวางอยู่

ส่วนพวกคนงานก็เดินขวักไขว่ไปมาในโรงงาน บ้างก็ขนย้ายวัตถุดิบ บ้างก็กำลังขนยาที่ผลิตเสร็จแล้วขึ้นรถม้า

แน่นอนว่า มีคนอีกจำนวนมากกำลังวุ่นวายอยู่หน้าเครื่องมือต่างๆ พวกเขามักจะยกมือขึ้น เพื่อตะโกนบอกข้อมูลตัวเลขต่างๆ ให้กับผู้จดบันทึกที่อยู่ข้างๆ ฟัง และผู้จดบันทึกก็จะคอยเตือนเวลาในการทำงานของพวกเขา บางครั้งก็มีไอน้ำบางเบาลอยมา บดบังร่างของพวกเขาไว้

โจเซฟลอบพยักหน้าอยู่ในใจ เห็นได้ชัดว่าลามาร์กทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลที่นี่อย่างมาก คาดว่าทั่วทั้งปารีส คงจะหาสถานที่ผลิตยาที่ดูเป็นมืออาชีพกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

เขาเดินสำรวจภายในห้องทดลองอีกครั้ง และก็มั่นใจว่าที่นี่มีความพร้อมเพียงพอที่จะผลิตเพนิซิลลินได้อย่างแน่นอน

เขาหันไปมองลามาร์ก แล้วเอ่ยว่า: “พวกเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ก่อนอื่น รบกวนท่านช่วยหาของที่ขึ้นรามาให้หน่อย เอาแบบที่มีสีเขียวๆ นะ”

แม้ลามาร์กจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็จดบันทึกลงในสมุดอย่างตั้งใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป

อาจเป็นเพราะสุขอนามัยในโรงงานดีเกินไป เขาจึงต้องใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง กว่าจะได้ข้าวโพดแห้งขึ้นราไม่กี่ฝัก และผ้าเช็ดตัวขึ้นราหนึ่งผืนกลับมา

โจเซฟลดเสียงลงต่ำ: “ตอนนี้ข้าจะบอกสิ่งที่สำคัญที่สุดให้ท่านฟัง — ยาปฏิชีวนะหมายเลขหนึ่งชนิดนี้ แท้จริงแล้วก็คือสารคัดหลั่งของเชื้อราเพนิซิลเลียม ซึ่งสามารถสกัดได้จากรอยเชื้อราพวกนี้นี่แหละ”

ลามาร์กเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แต่มกุฎราชกุมารก็ทำให้เขาต้องตกตะลึงมาหลายครั้งแล้ว เขาจึงไม่ได้สงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ก้มหน้าก้มตาจดบันทึกต่อไป

โจเซฟนึกถึงสารคดีเกี่ยวกับเพนิซิลลินที่เคยดูในอดีต แล้วอธิบายว่า: “ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำ ก็คือการเพาะเชื้อราให้ได้มากขึ้น ท่านอาจจะใช้ข้าวโพด ข้าว หรือมันฝรั่ง มาทำเป็นเนื้อเหลวๆ แล้วนำเชื้อราไปวางไว้ด้านบน จากนั้นก็ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ส่วนจะใช้อุณหภูมิเท่าไหร่นั้น ก็คงต้องให้ท่านทดลองดูเอง ผ่านไปไม่กี่วัน เชื้อราก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล

“อีกอย่างก็คือ ต้องเพาะเชื้อก่อโรคไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของยา ตัวอย่างเช่น นำเสมหะของผู้ป่วยโรคปอดบวมมาใส่ในน้ำซุปเนื้อที่กรองแล้ว หรือวุ้นควบคุมอุณหภูมิให้ดี แล้วรอให้พวกมันแพร่กระจาย…”

“เดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ!” ลามาร์กพบจุดบอดเข้าให้แล้ว “พระองค์กำลังจะบอกว่า ในเสมหะของผู้ป่วยโรคปอดบวมมีเชื้อก่อโรคอะไรสักอย่างอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ? แล้วสิ่งนี้มันเกี่ยวข้องกับโรคปอดบวมอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟกุมขมับ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า แม้วงการแพทย์ในยุคนี้จะรู้ถึงการมีอยู่ของแบคทีเรียแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงแบคทีเรียเข้ากับโรคต่างๆ ได้

เขาจึงจำต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ลามาร์กฟังคร่าวๆ: “ในเสมหะมีส่วนประกอบที่เป็นสาเหตุของโรคอยู่จริงๆ หรือจะพูดให้เจาะจงกว่านั้น ก็คือแบคทีเรียชนิดหนึ่ง”

“แบคทีเรีย? พระองค์กำลังบอกว่าแบคทีเรียคือตัวการที่ทำให้เกิดโรคอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?!” ลามาร์กมีท่าทีตื่นเต้นอย่างมาก “ไม่ นี่มันแตกต่างจากทฤษฎีไอพิษ ทฤษฎีความสมดุลของสารน้ำในร่างกาย หรือแม้แต่ทฤษฎีความสมดุลของกรด-ด่างอย่างสิ้นเชิงเลยนะพ่ะย่ะค่ะ แล้วแบคทีเรียทำให้คนป่วยได้อย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ? พระองค์ทรงแน่ใจเรื่องนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? แล้วมันมีระบบทฤษฎีที่สมบูรณ์แล้วหรือยัง…”

“เรื่องนั้น ทฤษฎีไอพิษหรือสารน้ำอะไรนั่น ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ส่วนคำตอบที่ท่านต้องการ ความจริงแล้วมันก็อยู่ในยาที่ท่านกำลังจะผลิตขึ้นมานั่นแหละ” โจเซฟรีบหยุดคำถามของเจ้าหนูจำไมทันที เพราะความรู้ทางการแพทย์เหล่านี้ หากจะให้อธิบายก็คงจะยืดยาวเกินไป แถมตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้ลึกซึ้งขนาดนั้นด้วย

ดังนั้น สู้รอให้เพนิซิลลินถูกผลิตขึ้นมาก่อน แล้วให้ลามาร์กได้เห็นกับตาตัวเองว่า เพนิซิลลินสามารถกำจัดสิ่งเพาะเชื้อจากเสมหะ หรือก็คือเชื้อก่อโรคปอดบวมได้อย่างไร จากนั้นเมื่อเขาได้สังเกตเห็นว่าเพนิซิลลินสามารถรักษาผู้ป่วยโรคปอดบวมได้ เขาก็จะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อก่อโรคกับอาการเจ็บป่วยได้เอง

มือของลามาร์กสั่นเทาเล็กน้อย หากสิ่งที่มกุฎราชกุมารตรัสเป็นความจริง ความรู้ทางการแพทย์ทั้งหมดที่เขาเคยร่ำเรียนมา ก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้น! หรือจะพูดให้ถูกก็คือ วงการแพทย์ทั้งหมดจะต้องถึงคราวอวสาน!

แต่ถ้าหากสิ่งที่มกุฎราชกุมารตรัสเป็นเรื่องที่ผิด ยาปฏิชีวนะหมายเลขหนึ่งอันแสนวิเศษ ก็คงจะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

ซึ่งทั้งสองผลลัพธ์นี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการเลย…

ลามาร์กพลันนึกถึงคำถามเชิงปรัชญาข้อหนึ่ง — หากความรู้ทางการแพทย์ที่ผ่านมาล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง แล้วตัวเขาจะยังนับว่าเป็นหมออยู่หรือไม่ หรือว่าเขาจะกลายเป็นพวกต้มตุ๋น หรือแม้แต่พวกปล่อยข่าวลือไปแล้ว…

เขาสลัดหัว พยายามจะไม่คิดถึงคำถามที่จะทำให้เขาเป็นบ้าพวกนี้ แล้วหันกลับมาโฟกัสที่เรื่องยาอีกครั้ง: “ฝ่าบาท แล้วต่อไปต้องทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟมองดูใบหน้าที่ซีดเซียวของเขา ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ: “ให้กรองของเหลวที่เพาะเชื้อราเพนิซิลเลียมอย่างละเอียด ส่วนจะใช้วิธีการกรองแบบไหนนั้น ก็คงต้องให้ท่านทดลองดูเอง

“เนื่องจากเพนิซิลลินสามารถละลายน้ำได้ เราจึงสามารถใช้น้ำมันสกัดเอาสารอื่นๆ ออกจากของเหลวที่กรองได้ เพื่อให้เหลือแต่ส่วนที่อยู่ก้นภาชนะซึ่งไม่ละลายในน้ำมัน

“จากนั้นก็นำไปสกัดให้บริสุทธิ์ด้วยผงถ่านกัมมันต์

“ผงถ่านกัมมันต์คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จุดบอดของเจ้าหนูจำไมปรากฏขึ้นอีกแล้ว

“โอ้ ผงถ่านกัมมันต์ก็คือการนำท่อนไม้ไปเผาในภาชนะโลหะแบบปิด…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note