ตอนที่ 39 เมืองอู๋วั่ง (ไร้ลวง)
แปลโดย เนสยังอาจารย์เฉินในปากของผู้อาวุโสเซียวหวังซุน ก็คือปู่ของเฉินสือนั่นเอง
ตอนที่อยู่หน้าคฤหาสน์จิ้งหู เฉินสือเคยได้ยินเขาเรียกปู่ว่าอาจารย์เฉิน
เฉินสือรีบโค้งคำนับขอบคุณผู้อาวุโสเซียวหวังซุน แล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ปู่ก็รู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอครับ?”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนตอบเรียบๆ ว่า “ความรู้ความสามารถของเขาแม้จะเทียบข้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ห่างชั้นกันมากนัก ย่อมต้องรู้อยู่แล้ว”
เฉินสือรู้สึกสงสัยในใจ เมื่อก่อนเขาคิดว่าปู่เป็นแค่นักพรตวาดยันต์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่การปรากฏตัวของยายชากับผู้อาวุโสเซียวหวังซุน กลับทำให้เขารู้สึกว่าปู่ไม่ได้ธรรมดาขนาดนั้น
แต่ถ้าปู่รู้เรื่องพวกนี้ แล้วทำไมถึงไม่ยอมสอนเขาล่ะ?
“ทำไมเจ้าถึงออกมาข้างนอกตอนกลางคืน แถมยังตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลแบบนี้อีกล่ะ?” ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนถาม
เฉินสือเล่าเรื่องที่ตระกูลจ้าวส่งคนมาลอบทำร้ายเขา เขาเลยตอบโต้กลับ จากนั้นก็บุกเข้าไปในหมู่บ้านหวงหยางเพื่อถอนรากถอนโคนให้ฟังรอบหนึ่ง พลางพูดด้วยความกระดากอายว่า “ผมค่อนข้างโง่ คิดว่าซานวั่งตายแล้ว ก็เลยต้องฆ่าคนคนนี้เพื่อแก้แค้นให้เขา ผลก็คือไล่ตามไปไล่ตามมาจนถึงตอนนี้ ทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตราย”
“แขกตระกูลจ้าวผูกพู่หมวกไร้ลวดลาย กระบี่อู๋โกวส่องประกายเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งและหิมะขาว… สุราสามจอกเผยสัจจะคำมั่นสัญญายิ่งใหญ่ ภูผาทั้งห้ากลับไร้น้ำหนัก… เจ้าช่างมีกลิ่นอายของจอมยุทธ์จริงๆ”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเผยสีหน้าชื่นชม พลางกล่าวว่า “วิชาที่เจ้าฝึกฝนอยู่นี้เหนือล้ำกว่าวิชาดาดๆ ทั่วไป เหนือกว่าเคล็ดวิชาปราณแท้แห่งใจสวรรค์ที่สอนกันในสำนักศึกษามากมายนัก เคล็ดวิชาปราณแท้แห่งใจสวรรค์ก็เป็นแค่วิชาตื้นเขินที่ถ่ายทอดให้พวกบัณฑิต ประโยชน์สูงสุดของวิชานี้ก็คือการบำรุงปราณ สร้างรากฐาน หล่อหลอมศาลเจ้าเทพ รวบรวมใจสวรรค์ เพื่อให้ได้รับการประทานพรจากเทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้าให้จุติเป็นกายาทิพย์ แต่วิชาของเจ้านั้นแตกต่างออกไป มันหล่อหลอมปราณ หล่อหลอมกาย หล่อหลอมจิตวิญญาณ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเอง ต่อให้เป็นข้า ก็ยังไม่เคยเห็นวิชาไหนที่สามารถเทียบเคียงได้มากนัก วิชาของเจ้า… ได้มาจากสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงใช่ไหม?”
สายตาของเขาเฉียบคม จับจ้องไปที่ใบหน้าของเฉินสือ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฉินสือ ราวกับสามารถมองทะลุดวงตาของเฉินสือเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจได้ เพื่อดูว่าคำพูดของเฉินสือเป็นความจริงหรือโกหก
เฉินสือตอบตามตรง “วิชานี้ผมได้มาจากสุสานกษัตริย์ที่แท้จริงครับ เพียงแต่ลุงเขาแกะมาขวางผมไว้ ไม่ให้ผมเข้าไปลึกกว่านี้ เพื่อเอาวิชาฉบับสมบูรณ์มา ถ้าผู้อาวุโสคิดว่าดี ผมเขียนให้ผู้อาวุโสฉบับหนึ่งเอามั้ยครับ”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนอึ้งไป “เขียนให้ข้างั้นรึ? เจ้าอยากจะเอามาแลกกับอะไรจากข้างั้นรึ?”
เฉินสือส่ายหน้า “คุณเป็นเพื่อนของปู่ เมื่อกี้ยังช่วยชี้แนะผมโดยไม่หวังผลตอบแทน ผมไม่มีของดีอะไรจะให้คุณ ในเมื่อคุณชอบ ผมก็ให้คุณ แค่นั้นเองครับ ไม่อยากได้อะไรมาแลกหรอกครับ”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะดูว่าเขาพูดจริงหรือเสแสร้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็ส่ายหน้า ท่าทางหยิ่งทะนง “ข้าไม่เอาวิชาของเจ้าหรอก วิชาของเจ้าแม้จะดี แต่วิชาที่ระดับพอๆ กันข้าก็เคยเห็นมาหลายวิชาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้พลังบำเพ็ญเพียรและระดับของข้าก็สูงแล้ว ขืนหันไปฝึกวิชาของคนอื่น ก็มีแต่จะได้ไม่คุ้มเสีย แต่ว่า…”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเผยรอยยิ้มออกมา “เจ้านี่น่าสนใจดีนะ กลางคืนถนนหนทางมองเห็นยาก สิ่งชั่วร้ายก็ออกเพ่นพ่าน ด้วยระดับฝีมือของเจ้า คงมีชีวิตรอดกลับไปไม่ถึงหมู่บ้านหรอก คืนนี้ข้ายังมีธุระ ยังไปส่งเจ้ากลับไม่ได้ ไว้ข้าจัดการธุระเสร็จ ถึงจะมีเวลา ถ้าเจ้ารอได้ ข้าก็จะไปส่งเจ้ากลับ เจ้ารอได้ไหมล่ะ?”
เฉินสือขึ้นรถม้า ยิ้มพลางกล่าวว่า “รอได้ครับ”
เขามองไปรอบๆ ในความมืดมิดเต็มไปด้วยจุดแสงสีเขียวๆ และโคมไฟสีแดงๆ นั่นคือดวงตาของสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งอัปมงคล ที่กำลังรอให้เขาแตกฝูงอยู่
หากกลับไปคนเดียว ต่อให้รู้ทาง เกรงว่าเดินไปได้ไม่ทันไร ก็คงโดนสิ่งชั่วร้ายพวกนี้จับกินแน่ๆ!
เขารู้สึกสงสัยในใจ มืดค่ำป่านนี้แล้ว อันตรายก็อยู่รอบด้าน ทำไมผู้อาวุโสเซียวหวังซุนถึงออกมาทำธุระตอนนี้ล่ะ?
คนขับรถม้าสะบัดแส้ยาว แส้ยาวม้วนตัวเป็นวง ฟาดทะลุอากาศ ดังป้าบเสียงใสแจ๋วดังก้องไปทั่วหุบเขา
ม้าทั้งสี่ตัวกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ลากรถม้าออกเดิน แต่กลับเห็นล้อรถม้ามีเมฆหมอกก่อตัวขึ้น หนุนรถม้าให้สูงขึ้นมาหลายนิ้ว ทำให้ล้อรถม้าลอยข้ามโขดหินไปได้
ม้าทั้งสี่ตัวนั้นเพิ่งจะออกตัว ใต้ฝ่าเท้าก็มีสายลมพัดโชย เหยียบย่างไปบนสายลม ช่างดูเบาสบายยิ่งนัก
เฉินสือมองสำรวจดู ขาทั้งสี่ข้างของม้าพวกนั้นไม่ได้ผูกยันต์ม้าเกราะเอาไว้ แต่กลับสามารถเหยียบย่างสายลมได้ ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก เดาว่าคงไม่ใช่ม้าพันธุ์แท้ แต่น่าจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์
“ใช่แล้ว ยันต์ม้าเกราะแต่เดิมก็เลียนแบบการวิ่งของม้า โดยมีอักขระลมและอักขระเมฆของวิชาลิ่วติงลิ่วเจี่ยคอยช่วย พวกมันคือม้าที่มีสายเลือดของสัตว์เทพผสมอยู่ ก็ย่อมวิ่งได้เร็วเป็นธรรมดา” เฉินสือคิดในใจ
บนรถม้าเงียบกริบ มีเพียงเสียงล้อรถบดถนนและเสียงฝีเท้าม้าดังกุบกับเท่านั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็เอ่ยขึ้นว่า “วิชาของเจ้าดี นิสัยใจคอก็ดี ที่หาได้ยากยิ่งกว่านั้นคือพรสวรรค์และสติปัญญาก็สูงล้ำ ต่อให้ถูกควักเอาครรภ์เทพไป วันข้างหน้าเจ้าก็จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”
“จริงเหรอครับ?” เฉินสือตาเป็นประกาย
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนตอบเรียบๆ “ทำไมข้าต้องโกหกเจ้าด้วยล่ะ?”
เฉินสือตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขาต้องการกำลังใจมากจริงๆ
ตั้งแต่เขาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เขาก็คลำหาทางด้วยตัวเองมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน การเก็บรักษาปราณแท้ การทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากการเป็นคนพิการ การสร้างศาลเจ้าเทพขึ้นมาใหม่ แต่เขาไม่มีเพื่อนเลยสักคน หม้อดำก็พูดไม่ได้ ปู่ก็ไม่เคยให้กำลังใจ แม่บุญธรรมก็เป็นแค่ก้อนหิน ผีบัณฑิต (จูโหย่วไฉ) ก็เอาแต่พูดจาภาษาโบราณฟังไม่รู้เรื่อง
เขาทำได้เพียงขบคิดอยู่คนเดียว ลองผิดลองถูกอยู่คนเดียว
หากลองผิดพลาด ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในป่า ก็จะไม่มีใครล่วงรู้เลย
แต่เฉินสือก็เต็มใจที่จะเสี่ยง!
เขาอยากแข็งแกร่งขึ้น เขาไม่อยากเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เขาอยากให้ปู่ได้มีบั้นปลายชีวิตที่สงบสุขและร่ำรวย!
เมื่อก่อนไม่มีใครยอมรับ ตอนนี้ได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสเซียวหวังซุน ความดีใจในใจของเขาย่อมมีมากขนาดไหน
รถม้าแล่นไปตามถนนที่เงียบสงัดภายใต้แสงจันทร์ สองข้างทางเป็นต้นไม้โบราณที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องจนเกิดเงาทอดทับกันไปมา ราวกับกรงเล็บและเขี้ยวของสัตว์ประหลาด
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนมองดูแสงจันทร์ข้างนอก เอ่ยอย่างเนิบนาบว่า “เมื่อก่อนมีอยู่คนหนึ่ง พรสวรรค์ไม่ค่อยสูงนัก ตอนอายุสิบสองถึงเพิ่งจะสร้างรากฐาน พออายุสิบห้าถึงจะสร้างรากฐานสำเร็จ ที่เรียกว่าสร้างรากฐานร้อยวัน ผู้บำเพ็ญเพียรสร้างรากฐาน ใช้เวลาเพียงร้อยวัน ก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไปได้ แต่เขากลับต้องใช้เวลาถึงสามสี่ปี จะเห็นได้ว่าพรสวรรค์ของเขาแย่ขนาดไหน ต่อมาเขาสอบติดซิ่วไฉอย่างยากลำบาก ได้รับการประทานพรจากเทพเจ้า จนสามารถสร้างกายาทิพย์ได้สำเร็จ แต่กายาทิพย์ก็แบ่งออกเป็นสามระดับ หกชนชั้น และเก้ากลุ่ม ทว่ากายาทิพย์ของเขากลับเป็นกายาทิพย์ระดับต่ำที่สุด เรียกว่า กายามายา หมายความว่าเป็นเพียงภาพลวงตา คนโง่เขลาแบบนี้ เจ้าคิดว่าเขาจะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ได้ไหม?”
เฉินสือส่ายหน้า
กายาทิพย์เป็นตัวแทนของระดับการยอมรับจากเทพเจ้าที่มีต่อพรสวรรค์และสติปัญญาของผู้บำเพ็ญเพียร ยิ่งกายาทิพย์ระดับต่ำ ก็แสดงว่าพรสวรรค์และสติปัญญาของผู้บำเพ็ญเพียรยิ่งต่ำ
กายามายาซึ่งเป็นระดับต่ำสุด จะเห็นได้ว่าพรสวรรค์และสติปัญญาแย่ขนาดไหน สูงกว่าคนธรรมดาทั่วไปเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเอ่ยว่า “คนผู้นี้มีนิสัยดื้อรั้นเหมือนวัว ดื้อดึงมาก มุ่งมั่นมาก คิดว่าตัวเองจะปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปทั้งชีวิตไม่ได้ เพื่อนร่วมเรียน เพื่อนร่วมงานของเขา ฝึกฝนไปถึงขั้นแปรผันวิญญาณ สำเร็จขั้นจินตาน (สร้างแก่นทองคำ) สำเร็จขั้นหยวนอิง (ก่อกำเนิดวิญญาณ) กันหมดแล้ว เขายังอยู่แค่ขั้นกายาทิพย์อยู่เลย แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาขัดเกลากายาทิพย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝึกฝนวิชาพื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิบปีต่อมา เขาก็เข้าสู่ขั้นแปรผันวิญญาณ สำเร็จขั้นจินตาน (สร้างแก่นทองคำ) แต่ในเวลานี้ เพื่อนเก่าของเขากลับเป็นถึงยอดฝีมือขั้นหลอมวิญญาณแล้ว ระยะห่างระหว่างเขากับอีกฝ่ายก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิบปีต่อมา คนโง่เขลาผู้นี้ก็สามารถไล่ตามเพื่อนเก่าได้ทันในที่สุด อีกสิบปีต่อมา เขาสั่งสมประสบการณ์มามากพอ ก็พุ่งทะยานขึ้นไปล้ำหน้าคนอื่น มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินด้วยพลังเวทที่แทบจะไร้เทียมทาน ทำให้ผู้คนทั่วหล้าต้องตะลึงงัน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “กายามายาของเขา แทบจะเท่ากับไม่มี แต่ก็อาศัยความมุ่งมั่นของตัวเอง ยืนหยัดอย่างไม่ย่อท้อ ถึงได้ประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เขาทำได้ เจ้าก็อาจจะทำได้เช่นกัน”
เฉินสือมีสีหน้ากระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เผยให้เห็นแววตาแห่งความหวัง มองดูผู้อาวุโสเซียวหวังซุนด้วยความเลื่อมใส “คนผู้นี้ที่ผู้อาวุโสพูดถึง หรือว่าจะเป็นตัวผู้อาวุโสเองครับ?”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนส่ายหน้า ท่าทางหยิ่งทะนง “ข้าฝึกวิชามาตั้งแต่เด็ก เก้าขวบก็สร้างกายาทิพย์ได้แล้ว ได้รับกายาทิพย์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่งมาครอบครอง มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม จะไปโง่เขลาแบบนั้นได้ยังไง?”
เฉินสืออึ้งไป พูดตะกุกตะกักว่า “งั้น… คนผู้นี้ก็คือ…”
“คนโง่เขลาผู้นี้ แซ่เฉิน นามว่าอิ๋นตวง ก็คือปู่ของเจ้ายังไงล่ะ” ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนตอบเรียบๆ
เฉินสือตกตะลึงจนพูดไม่ออก ปู่เก่งกาจขนาดนั้นเลยเหรอ?
เขาไม่ค่อยได้คลุกคลีกับผู้อาวุโสเซียวหวังซุนมากนัก แต่ก็พอมองออกว่าผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเป็นคนที่มีความหยิ่งทะนงและมีศักดิ์ศรีในตัวเองสูง การที่จะได้รับคำชมจากเขาได้ ย่อมต้องโดดเด่นเป็นพิเศษจริงๆ
การที่บุคคลระดับผู้อาวุโสเซียวหวังซุนยังเอ่ยชมว่าพลังเวทแทบจะไร้เทียมทาน เช่นนั้นพลังเวทของเขาก็ต้องไร้เทียมทานจริงๆ!
แต่ทว่า ปู่จะดูยังไงก็เป็นแค่ตาแก่ที่ไม้ใกล้ฝั่ง ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการวาดยันต์ อาศัยการวาดยันต์หาเลี้ยงครอบครัว
เขาจะมีพลังเวทที่แทบจะไร้เทียมทานได้อย่างไร?
ปู่ยังมีความลับอะไรปิดบังเขาอยู่อีกมากแค่ไหนกันนะ?
“ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเป็นยังไง แต่ปู่ในตอนนี้ก็แก่แล้วจริงๆ”
เฉินสือหน้าสลด ลอบคิดในใจ “เขาอายุมากแล้ว ต่อให้เมื่อตอนหนุ่มๆ จะเก่งกาจสักแค่ไหน ตอนนี้ก็เป็นแค่ตาแก่ที่ไม้ใกล้ฝั่งคนหนึ่งเท่านั้น ช่วงนี้เขาถึงขั้นกินข้าวไม่เป็นปกติด้วยซ้ำ เขาต้องการคนคอยดูแล”
รถม้าแล่นเข้าไปในตีนเขา ถนนหนทางข้างหน้าค่อยๆ ขรุขระยากแก่การสัญจร ทว่าม้าพันธุ์ดีทั้งสี่ตัวนั้นกลับยังคงวิ่งฉิวราวกับวิ่งอยู่บนทางราบ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน รถม้าก็มาถึงตีนเขาของภูเขาลูกหนึ่ง ที่นี่กลับมีเมืองเมืองหนึ่งตั้งอยู่ สว่างไสวไปด้วยแสงไฟในยามค่ำคืน
เฉินสือประหลาดใจยิ่งนัก เขาเป็นเจ้าถิ่นแห่งเทือกเขาเฉียนหยาง ติดตามปู่ออกเดินทางไปทั่วเหนือลุ่มใต้ เทือกเขาเฉียนหยางมีที่ไหนที่เขายังไม่เคยไปบ้าง?
ในหุบเขามีเมืองเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
รถม้าแล่นเข้าไปในเมืองที่แปลกประหลาดแห่งนี้ กำแพงเมืองสูงมาก ผนังกำแพงเรียบเนียนเป็นอย่างยิ่ง หอคอยบนกำแพงเมืองยิ่งสูงตระหง่าน บนประตูเมืองเขียนคำว่า “อู๋วั่ง (ไร้ลวง)” เอาไว้สองคำ
เฉินสือนั่งอยู่ในรถม้า มองไปที่สองข้างทาง ก็เห็นภูตผีปีศาจหน้าตาดุร้ายน่าเกลียดน่ากลัว ยืนอยู่สองข้างทาง ในมือถืออาวุธจำพวกขวานและสามง่าม
เขาใจหายวาบ พอมองไปที่ชาวเมืองที่เดินขวักไขว่ไปมาในเมืองนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกไส้ทะลัก ท้องแตก หัวขาด ขาขาด ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนตายแล้วทั้งสิ้น
นานๆ ทีถึงจะเห็นคนที่มีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนเป็นหรือคนตาย
“นี่คือเมืองปรโลกงั้นเหรอ?”
เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจ
เขามองซ้ายมองขวา ที่นี่แสงสีตระการตา มีเสียงพูดคุยหัวเราะดังมาไม่ขาดสาย ดูไม่เหมือนปรโลกที่เขาเคยไปเลยแม้แต่น้อย
เฉินสือเคยตายมาแล้ว เคยไปปรโลก ที่นั่นมีแต่หมอกควันปกคลุมไปทั่ว ผู้คนเดินไปมาเหมือนศพเดินได้ เดินไปท่ามกลางหมอกควัน ถูกตัวตนปริศนาที่ซ่อนอยู่ในหมอกควันจับกินเป็นอาหาร
แต่ที่นี่ กลับเหมือนเป็นเมืองแห่งความสำราญ ไม่มีสิ่งรบกวนจากโลกมนุษย์ ไม่มีความโหดร้ายของปรโลก เหล่าภูตผีปีศาจล้วนใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขที่นี่
“ที่นี่เรียกว่า เมืองอู๋วั่ง (ไร้ลวง) คำว่า ไร้ลวง ก็คือ เส้นทางแห่งสิ่งชั่วร้ายไม่อาจดำเนินไปได้ ไม่กล้าหลอกลวงหรือเสแสร้ง ในเมืองนี้ ทุกคนห้ามพูดโกหกเด็ดขาด”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนกล่าว “ที่ข้ามาพบคนในที่แห่งนี้ ก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ คนที่มาพบข้านั้นชอบพูดโกหกหน้าตาย หากไม่มาพบที่นี่ คำพูดของนาง ข้าก็คงไม่เชื่อเลยแม้แต่ประโยคเดียว อ้อ ที่นี่ห้ามพูดโกหกนะ ถ้าโกหก จะถูกดึงลิ้นออก”
เฉินสือกะพริบตาปริบๆ มาถึงที่นี่แล้วก็ห้ามพูดโกหกงั้นเหรอ?
“คนในหมู่บ้านเรียกฉันว่าเด็กซื่อสัตย์ ฉันไม่เคยพูดโกหก พอมาอยู่ที่เมืองอู๋วั่งแห่งนี้ ฉันต้องอยู่รอดปลอดภัยเหมือนปลาได้น้ำแน่ๆ”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่เฉินสือก็ยังไม่กล้าพูดออกไป ทำได้แค่คิดในใจเท่านั้น
เพราะเขาเพิ่งจะคิดแบบนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีพลังแปลกประหลาดบางอย่างกำลังดึงลิ้นของตัวเองอยู่!
โชคดีที่เขาแค่คิดในใจ ถ้าหากพูดออกไป เกรงว่าคงรักษาลิ้นเอาไว้ไม่ได้แน่ๆ
“ข้าไม่ได้มีใจให้นังผู้หญิงคนนั้นจริงๆ นะ!” มีคนตะโกนอยู่ริมถนน
เฉินสือมองไปตามเสียง ก็เห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกัน สามีคนนั้นเพิ่งจะพูดประโยคนี้จบ ก็อ้าปากโดยอัตโนมัติ ลิ้นหลุดกระเด็นออกจากปากเสียงดังปุ ลงไปกองอยู่บนพื้น
หมาตัวหนึ่งวิ่งโฉบเข้ามา คาบเอาลิ้นที่ยังดิ้นกระดแด่วๆ อยู่บนพื้นไป
เฉินสือหนาวสะท้านขึ้นมา แต่กลับเห็นคนที่มุงดูอยู่รอบๆ พากันอ้าปากหัวเราะร่า
เขาสังเกตเห็นว่า ในปากของคนพวกนี้หลายคน ก็ไม่มีลิ้นเหมือนกัน
“พวกเขาคงถูกดึงลิ้นออกเพราะพูดโกหกสินะ”
เฉินสือหนาวสั่น เมืองนี้ ห้ามพูดโกหกจริงๆ ด้วย!
“เมืองนี้ สร้างมาเพื่อจัดการกับคนซื่อสัตย์อย่างฉันโดยเฉพาะเลยนี่นา!” เขาคิดในใจ
รถม้าพาพวกเขามาจอดที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง มีเสี่ยวเอ้อรีบวิ่งออกมา ช่วยนำรถไปจอดไว้ที่ลานด้านหลัง
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนลงจากรถม้า เดินตามเสี่ยวเอ้อขึ้นไปบนห้องส่วนตัวชั้นสอง ตรงตำแหน่งริมหน้าต่าง
เฉินสือมองสำรวจดูอย่างละเอียด เสี่ยวเอ้อผู้นี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดา ถึงกับมีแขนสี่ข้าง แต่ละข้างถือถาดอาหาร คอยต้อนรับขับสู้ลูกค้าอย่างกระตือรือร้น
“มีชาอะไรดีๆ ที่ช่วยบำรุงหัวใจและจิตวิญญาณบ้างไหม? ข้าจะเอามาต้อนรับแขก” ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนถาม
“เรียนนายท่านเซียว ช่วงนี้เพิ่งจะมีชาผู่เอ๋อร์ดิบจากหลิ่งหนานมาใหม่ เป็นชาที่ทางร้านฆ่าพ่อค้าจากหลิ่งหนานแล้วปล้นมาได้ รสชาติยอดเยี่ยมมากเลยขอรับ ท่านอยากลองชิมดูไหมขอรับ?”
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนพยักหน้าเบาๆ โบกมือเป็นเชิงอนุญาต
เสี่ยวเอ้อรีบไปชงชาทันที
รอจนน้ำชาถูกยกมาเสิร์ฟ ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนก็ล้วงเอาเงินสิบตำลึงก้อนหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะ เฉินสือมองดูเงินก้อนนี้แล้วรู้สึกคุ้นตาแปลกๆ
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนเอ่ยว่า “เก็บได้กลางทาง ไม่รู้ว่าใครเอาไปวางไว้กลางถนน”
เฉินสือรู้สึกน้อยใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เสี่ยวเอ้อรับเงินไป ก็ยิ่งต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้น นำจานผลไม้แช่อิ่มและเนื้อแผ่นอบแห้งมาถวาย
ผู้อาวุโสเซียวหวังซุนจิบชา วางถ้วยชาลง แล้วเอ่ยเสียงเบา “มาแล้ว”
เฉินสือมองลงไปเบื้องล่าง ก็เห็นปีศาจรูปร่างสูงผอมตัวหนึ่งกำลังถือโคมไฟสีเขียว เดินตรงมาที่โรงน้ำชาในเมือง ปีศาจตัวนั้นสูงประมาณหนึ่งจั้งเจ็ดแปดฟุต ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หลังค่อม ท่าทางเหมือนคนหิวโซ
ใต้โคมไฟ มีหญิงสาวสวมชุดสีแดง สวมหมวกกันฝนและผ้าคลุมหน้าสีดำ เดินอยู่ในแสงไฟที่สาดส่องลงมา
โคมไฟนั้นถูกชูไว้สูงมาก ตรงกลางโคมไฟกลวง แสงไฟส่องลอดลงมาจากรูกลางโคมไฟพอดี เกิดเป็นวงแสงขนาดกว้างประมาณหนึ่งจั้งตกลงบนพื้น
หญิงสาวชุดแดงสวมหมวกกันฝนสีดำผู้นั้นก็เดินอยู่ภายในวงแสงนั้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
รูปร่างของนางอรชรอ้อนแอ้น งดงามหยดย้อย โดยเฉพาะเอวคอดกิ่วราวกับกำได้ด้วยมือเดียว
เฉินสืออดไม่ได้ที่จะมองดูอีกสองสามครั้ง
หญิงสาวเดินเข้ามาในโรงน้ำชา มีเสียงฝีเท้าเดินขึ้นบันไดดังกุบกับ จากนั้นหญิงสาวชุดแดงก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตา สายตาภายใต้ผ้าคลุมหน้ากวาดมองเพียงแวบเดียว ก็เดินตรงมาทางเฉินสือ
เอวของนางอ่อนช้อย สะโพกกลมกลึง เอียงตัวไปด้านข้างเล็กน้อย ค่อยๆ นั่งลงอย่างแช่มช้อย ถอดหมวกกันฝนและผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามหมดจด
นางปรายตามองเฉินสือแวบหนึ่ง หลุดขำออกมา พราวเสน่ห์ยิ่งนัก
“น้องชายจ๊ะ พี่สาวสวยไหม? อยากนอนกับพี่สาวไหมจ๊ะ?”

0 Comments