ตอนที่ 173 มารผู้ยิ่งใหญ่ดั่งความฝัน
แปลโดย เนสยังการแปรสภาพเป็นมารในครั้งนี้ มีจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่ทุกหนทุกแห่ง
เริ่มตั้งแต่เซียนซือขู่จู๋ที่กลายเป็นมารจากศพ จากนั้นระยะเวลาในการกลายพันธุ์เป็นมารก็สั้นลง มาถึงตอนนี้การกลายพันธุ์เป็นมารได้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงพระพุทธรูปทองคำที่ยังคงนั่งตระหง่านอยู่กลางเมือง บนศีรษะมีร่มเห็ดขนาดยักษ์ตั้งอยู่
นักดนตรีชุดเขียวมองไปยังพระพุทธรูปทองคำองค์นั้น ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แม้แต่ตัวเขาเอง ก็ยังไม่กล้าไปตอแยกับมารที่โตเต็มที่แล้วอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า
เมล็ดพันธุ์มารหยั่งรากแตกใบ ดูดซับสารอาหารไปจนหมดสิ้น
มารได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ภายในเมือง สายตาของผู้ฝึกตนอิสระแต่ละคนต่างก็จับจ้องไปที่พระพุทธรูปทองคำองค์นี้ด้วยความเร่าร้อน
มารที่โตเต็มที่ สำหรับพวกเขาก็นับว่าเป็นของหายาก คุ้มค่าแก่การเก็บสะสมและนำไปศึกษาค้นคว้า
เพียงแต่ยังไม่มีใครชิงลงมือก่อน
การลงมือในเวลานี้ ง่ายต่อการตกเป็นเป้าโจมตี และถูกคนอื่นรุมกินโต๊ะเอาได้
ผู้ฝึกตนอิสระไม่มีผู้นำ ไม่มีหัวหน้า เป็นเพียงกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เรื่องผิดชอบชั่วดีไม่สำคัญ กฎเกณฑ์ก็ไม่สำคัญ ทำตามอำเภอใจ ทำตามอารมณ์ ดังนั้นระหว่างผู้ฝึกตนอิสระด้วยกันจึงมักจะมีการต่อสู้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
กระทั่งการต่อสู้กันเองจนถึงขั้นบาดเจ็บล้มตาย ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ!
ตอนนี้ ไม่มีใครอยากเป็นคนที่ถูกรุมกินโต๊ะหรอกนะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการรุมโจมตีจากทั้งมารและกลุ่มผู้ฝึกตนอิสระคนอื่นๆ
วงล้อเห็ดยักษ์ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นได้เน่าเปื่อยจนหมดสิ้น กลายเป็นน้ำสีดำ
กะโหลกศีรษะของผู้คนมากมายกองทับถมกันราวกับภูเขาขนาดย่อม จากดวงตา รูจมูก และปาก ยังคงมีน้ำสีดำไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย
ในขณะนั้นเอง ทันใดนั้นร่มเห็ดบนศีรษะของพระพุทธรูปทองคำก็มีน้ำสีดำไหลลงมา อาบไล้ไปตามเรือนร่างขององค์พระ
จากนั้น ลูกตาขนาดยักษ์ทีละดวงๆ ก็ร่วงหล่นลงมาจากใต้ร่มเห็ด ตกกระแทกพื้น กลิ้งหลุนๆ ไปทั่วทุกทิศทุกทาง
ร่มเห็ดของพระพุทธรูปทองคำกลับเริ่มเน่าเปื่อย พังทลายลงมาเสียอย่างนั้น!
นักดนตรีชุดเขียวตบโต๊ะน้ำชาดังปัง ลุกขึ้นยืนพรวด เบิกตากว้างมองไปยังพระพุทธรูปทองคำ เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
ฮูหยินหัวหลีก็เดินมาที่ริมหน้าต่าง มองดูพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่กำลังเน่าเปื่อยและพังทลายลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาเช่นกัน
พวกเขารู้ดีว่าบนร่างของพระพุทธรูปองค์นี้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าเหลือเชื่อขึ้นแน่ๆ แต่เพราะเกรงกลัวผู้ฝึกตนอิสระคนอื่นๆ จึงไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ
อีกด้านหนึ่ง ขอทานเฒ่า เซียวหวางซุน และผู้ฝึกตนอิสระอีกหลายคนก็มองดูภาพนี้อย่างเหม่อลอย แทบไม่เชื่อสายตา แต่ก็หวั่นเกรงผู้ฝึกตนอิสระคนอื่นๆ เช่นเดียวกัน
ทันใดนั้น แพะเขียวตัวหนึ่งก็แหงนหน้าขึ้น ก้าวเท้าอย่างกระฉับกระเฉง เหยียบลงบนแผ่นหินของถนน เกิดเสียงดังกุบกับ เดินตรงรี่เข้าไปหาพระพุทธรูปทองคำองค์นั้น
นักดนตรีชุดเขียวกำหมัดแน่น ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยุดชะงัก ไม่ได้ลงมือ
“ไอ้ตัวแสบพี่น้องของปรมาจารย์ห้าทะเลสาบ!” เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา สีหน้าดูไม่สบอารมณ์นัก เมื่อนึกถึงวันคืนที่เคยถูกปรมาจารย์ห้าทะเลสาบรังแกในอดีต
ผู้ฝึกตนอิสระคนอื่นๆ ก็จำแพะเขียวตัวนี้ได้ แต่ละคนต่างมีสีหน้าไม่เป็นมิตร
ตอนที่ปรมาจารย์ห้าทะเลสาบออกอาละวาดทำเรื่องชั่วร้ายไปทั่ว แพะเขียวกับจิ้งจอกเก้าหางมักจะเดินตามก้นเขาต้อยๆ ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุด้วยเสมอ ผู้ฝึกตนอิสระหลายคนเคยถูกพวกมันสั่งสอนมาแล้วทั้งนั้น
บางครั้งก็ยังมีคนโฉดอีกสองคน คือคนสลักป้ายศพและคนเลี้ยงผึ้ง ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุด้วยเช่นกัน
ผู้ฝึกตนอิสระบางคนที่รอดชีวิตมาได้ ก็ผูกใจเจ็บ แต่ก็ไม่กล้าลงมือ
ส่วนบางคนที่โชคไม่ดี ก็ถูกห้าพี่น้องนั่นซัดจนตายคาที่
บางคนก็เรียกพวกมันว่า แก๊งห้าอันธพาล
“ถึงปรมาจารย์ห้าทะเลสาบจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังเหลือพี่น้องอีกสี่คน ซึ่งล้วนเป็นตัวตึงที่รับมือยากทั้งนั้น”
นักดนตรีชุดเขียวเอ่ยเสียงเบา “เจ้าแพะจอมกวนนี่โผล่มา อีกสามคนก็คงซ่อนตัวอยู่แถวนี้แหละมั้ง?”
แพะเขียวตัวนั้นเดินมาถึงข้างกายพระพุทธรูปทองคำ ทันใดนั้นก็ยืนขึ้นด้วยสองขาหลัง เอาขาหน้าทั้งสองข้างเท้าสะเอว กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วหัวเราะร่า “ทุกท่าน ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนอิสระ ข้าไม่มีข้อกังขาอะไรเหมือนพวกท่าน ข้าจะช่วยดูให้พวกท่านเอง พวกท่านอย่าตีข้าล่ะ!”
ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล กำหมัดแน่นด้วยความตึงเครียด ร้องตะโกนเสียงเบา “ไอ้แพะบ้า อย่าหาเรื่องใส่ตัวสิ!”
ร่างของแพะเขียวสั่นไหว ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยืนขึ้นจนมีความสูงพอๆ กับพระพุทธรูปทองคำ มันยื่นขาหน้าที่มีกรงเล็บแหลมคมราวกับมีดออกไป จิ้มเบาๆ ตรงจุดอ่อนบริเวณจุดตันเถียนของพระพุทธรูปทองคำ
ถ้ามันไม่จิ้มก็แล้วไปเถอะ แต่พอจิ้มปุ๊บก็เกิดเรื่องขึ้นทันที
กรงเล็บของแพะเขียวแหลมคมมาก จิ้มลงไปทีเดียว ร่างของพระพุทธรูปทองคำก็ทะลุเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่!
แพะเขียวยืนอึ้ง มองดูพระพุทธรูปทองคำองค์นั้นที่ราวกับกระเพาะปัสสาวะหมูที่เป่าลมจนพองโต พอถูกเจาะจนแตก ก็พ่นกลิ่นเหม็นเน่าออกมาเป็นระลอกๆ!
แพะเขียวรีบถอยกรูด ทว่าร่างอันใหญ่โตของพระพุทธรูปทองคำกลับค่อยๆ แฟบลงราวกับถุงหนังที่ถูกปล่อยลม!
เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ ไม่มีใครในที่นั้นคาดคิดมาก่อน
นักดนตรีชุดเขียวรีบกระโดดออกจากหน้าต่าง แสงสีเขียวสว่างวาบพร้อมกับเสียงดีดพิณ ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพระพุทธรูปทองคำ
ในขณะเดียวกัน เซียวหวางซุน และขอทานเฒ่า ก็พุ่งตัวเข้าไปหาพระพุทธรูปทองคำเช่นกัน เมื่อพวกเขาไปถึง ก็เห็นว่าในตรอกซอกซอยและบนท้องถนนรอบๆ มีเงาร่างสิบกว่าร่างปรากฏขึ้น มีทั้งคนที่คุ้นหน้าและคนแปลกหน้า ล้วนเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่แฝงตัวอยู่ในเมืองก่งโจวทั้งสิ้น
บางคนมีพลังแข็งแกร่งกว่านักดนตรีชุดเขียวเสียอีก ไม่ด้อยไปกว่าเซียนซือขู่จู๋ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดเลย ทุกย่างก้าวที่เดินเข้ามา แผ่รังสีอำมหิตกดดันอย่างหนักหน่วง
ยังมีบัณฑิตคนหนึ่งแบกกล่องหนังสือมาด้วย แต่ในกล่องหนังสือนั้นกลับมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เมื่อขอทานเฒ่าเห็นเด็กชายคนนี้ สีหน้าก็ตื่นตระหนก ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ
ทุกคนมารวมตัวกันอยู่หน้าพระพุทธรูปทองคำ ก็เห็นว่ากลิ่นเหม็นเน่าในร่างของพระพุทธรูปองค์นี้ระเหยออกไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีกลิ่นเหม็นโชยออกมาอยู่
พระพุทธรูปองค์ใหญ่โอนเอนไปมา นั่งทรงตัวไม่อยู่ ร่มเห็ดบนศีรษะก็ถูกลมพัดล้มระเนระนาดไปคนละทิศละทาง
พวกเขามองลอดเข้าไปในรูโหว่ที่หน้าอกของพระพุทธรูปทองคำ ก็เห็นว่าเนื้อหนังภายในร่างของพระพุทธรูปองค์นี้กลวงโบ๋ไปหมดแล้ว เหลือเพียงเส้นใยเห็ดสีขาวโปร่งใสบางส่วน และทิศทางของเส้นใยเห็ดเหล่านี้ ก็ทอดยาวลึกลงไปใต้ดิน!
“พวกเราถูกหลอกแล้ว!”
เด็กชายในกล่องหนังสือสีหน้าดำทะมึน ยกมือขึ้นอย่างแรง ร่มเห็ดของพระพุทธรูปทองคำก็ลอยหวือ ถูกกระชากหลุดออกไปทั้งยวง
เขาเหาะเหินขึ้นไปเหนือพระพุทธรูป มองลงไปจากลำคอ ก็เห็นว่าภายในร่างของพระพุทธรูปไม่มีเลือดเนื้อเหลืออยู่เลย ถูกเส้นใยเห็ดดูดกลืนเป็นสารอาหารจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงหนังกำพร้าของเซียนซือขู่จู๋เท่านั้น!
นักดนตรีชุดเขียวดีดนิ้ว เสียงดังกังวาน เสียงพิณดังขึ้น พระพุทธรูปทองคำก็ถูกซัดจนลอยกระเด็นไป เผยให้เห็นบริเวณที่พระพุทธรูปทองคำเคยนั่งอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วยเส้นใยเห็ด เส้นใยแต่ละเส้นเชื่อมต่อกับผืนดิน ชอนไชลึกลงไปใต้ดิน ก่อตัวเป็นอุโมงค์เส้นใยเห็ด!
อุโมงค์นี้ทอดยาวลึกลงไปใต้ดินอย่างล้ำลึก มีลมพัดโชยออกมา เสียงดังหวิวๆ แฝงไปด้วยความเย็นยะเยือก
ทุกคนมีสีหน้ามืดครึ้ม
ถ้ามีลม ก็หมายความว่ามีทางออกอีกทางหนึ่ง!
สิ่งที่อยู่ใต้ดิน หลบหนีออกไปทางออกอีกทางหนึ่งนานแล้ว!
นักดนตรีชุดเขียวสะบัดแขนเสื้อ เสียงพิณพุ่งทะลวงเข้าไปในอุโมงค์เส้นใยเห็ด จากนั้นเสียงพิณก็ดังแว่วมาจากใต้ดิน ท่วงทำนองไพเราะพริ้งพราย เคลื่อนผ่านไปใต้ดิน ไม่นานก็ลงลึกไปหลายลี้!
เสียงพิณนั้นแปรเปลี่ยนเป็นตัวโน้ต กง ซาง เจวี๋ย จื่อ อวี่ หลากหลายรูปแบบ พุ่งทะยานไปไกลแสนไกลที่ความลึกหลายลี้ใต้ผืนดิน เมื่อไปถึงระยะสิบกว่าลี้ จู่ๆ ก็ลอยสูงขึ้น
“ฟิ้ว!”
ไกลออกไป ทางทิศตะวันตกของเมืองก่งโจว ริมแม่น้ำหมินเจียง ทันใดนั้นโพรงอากาศใต้ดินแห่งหนึ่งก็ถูกเสียงพิณอันทรงพลังซัดจนระเบิดออก
เสียงพิณดังกังวานก้องกังวาน ปรากฏภาพนิมิตของเทพธิดากำลังดีดพิณ ล่องลอยอยู่กลางอากาศ พลิ้วไหวราวกับเทพเซียน
นักดนตรีชุดเขียวสลายวิชาอาคม ภาพนิมิตเทพธิดาดีดพิณก็สลายไปพร้อมกัน
ทุกคนต่างมีสีหน้าย่ำแย่
ฮูหยินหัวหลีสีหน้าเบิกบาน กระซิบข้างหูติงตงที่อยู่ข้างๆ ว่า “พระพุทธรูปทองคำไม่ใช่ร่างต้นของมาร ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่สารอาหารของมาร มารตนนี้ปั่นหัวทุกคน ทำให้ทุกคนคิดว่าพระพุทธรูปคือร่างต้นของมัน แต่มันกลับแอบดูดพลังของพระพุทธรูปจนแห้งเหือด แล้วหลบหนีไปอย่างเงียบๆ น่าขันนัก ที่พวกเราผู้ฝึกตนอิสระหลงคิดว่าตัวเองฉลาดหลักแหลม คิดว่าจะสามารถควบคุมมารตนนี้ได้ ที่ไหนได้กลับคว้าน้ำเหลว”
ติงตงถามว่า “แล้วร่างจริงของมันจะหนีไปไหนล่ะ? มารตนหนึ่งหลบหนีออกไปได้ เกรงว่าใต้หล้าคงจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่แน่!”
สาวน้อยเต็มไปด้วยความกังวลใจ ไม่มีท่าทีตื่นเต้นยินดีเหมือนฮูหยินหัวหลีเลยแม้แต่น้อย
ฮูหยินหัวหลียิ้ม “เรื่องนี้ก็ไม่รู้สิ ตอนนี้เขตแดนมารสลายไปแล้ว มันอยากจะไปไหนก็ไป ใครจะไปจับผิดมันได้?”
ติงตงยิ่งเป็นกังวลหนักกว่าเดิม
ฮูหยินหัวหลีเอาไหล่ชนไหล่นางเบาๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ก็แค่มารที่ยังไม่โตเต็มที่ตนหนึ่ง จะมีอะไรน่ากลัวนักหนา ถ้ามันโตเต็มที่สิ ถึงจะยุ่งยากสักหน่อย แต่มันรีบร้อนหลบหนี ไม่ได้เปลี่ยนพื้นที่รัศมีร้อยลี้ให้กลายเป็นเขตแดนมารอย่างสมบูรณ์แบบ และยังไม่ได้ดูดซับวิถีมารในเขตแดนมารจนหมดสิ้น มันไม่เผยร่างจริงออกมาก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าเผยร่างจริงออกมาล่ะก็ รับรองว่าต้องถูกคนจับตัวไปแน่”
เสียงของนางไม่ดังนัก แต่ตอนนี้บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด ผู้ฝึกตนอิสระทุกคนต่างก็ได้ยินคำพูดของนาง
“มันถูกวัดต้าเป้ากั๋วสะกดและชุบหลอมมานานหลายพันปี ฉลาดขึ้นมาก รู้จักหลบเลี่ยงสายตาของเทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกโลก รู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของโลกมนุษย์ และรู้ด้วยว่าก่อนที่ตัวเองจะโตเต็มที่ มีบุคคลเก่งกาจมากมายที่สามารถรับมือกับมันได้”
ฮูหยินหัวหลีกล่าวอย่างสบายอารมณ์ “มันยังไม่โตเต็มที่ ดังนั้นมันจะแฝงตัวอยู่ในโลกมนุษย์ ดูดซับความเป็นมารในโลกมนุษย์ เพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็นมารอย่างสมบูรณ์ สำหรับมารแล้ว นี่ก็ถือเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งเหมือนกัน เผลอๆ มันอาจจะกลายเป็นผู้ฝึกตนอิสระด้วยซ้ำไป”
ติงตงกะพริบตาปริบๆ มารที่สวมรอยเป็นมนุษย์ แสวงหาวิถีมาร เดินเหินอยู่ปะปนกับผู้คนในโลกมนุษย์งั้นหรือ?
มันจะกลายสภาพเป็นอย่างไรนะ?
นางอดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปไกล
เหล่าผู้ฝึกตนอิสระหลายคนต่างแยกย้ายกันไป เพื่อไล่ล่ามารที่ยังไม่โตเต็มที่ตนนั้น
ส่วนแพะเขียวม้วนร่างหนังของเซียนซือขู่จู๋ มัดเป็นก้อน หัวเราะร่า “ยังเอาไปหลอมเป็นของวิเศษได้อีกนะเนี่ย”
ติงตงมองดูแพะตัวนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ฮูหยินหัวหลีกลับระแวดระวังตัวมาก กระซิบเตือนว่า “อยู่ให้ห่างมันหน่อย พี่น้องพวกนี้ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก”
เมื่อแพะเขียวเห็นนาง ก็หนีบหนังพระพุทธรูปไว้ใต้รักแร้ หัวเราะทักทาย “ที่แท้ก็น้องสะใภ้นี่เอง ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะ”
ฮูหยินหัวหลีถูกมันพูดจาแทะโลมจนหน้าแดงก่ำ สะบัดแขนเสื้อเดินหนีไป
ติงตงรีบเดินตามไป คิดในใจ “ฮูหยินต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับท่านปู่ของคุณชายเฉินแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นคุณชายก็ต้องเรียกฮูหยินว่าย่าน้อยสิ? จริงสิ คุณชายหายไปไหนแล้วล่ะ?”
แพะเขียวแบกหนังพระพุทธรูปวิ่งไปหาชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังอย่างรวดเร็ว ส่งหนังพระพุทธรูปให้เขา พลางกล่าวว่า “เสี่ยวเลี่ยง พวกเรานี่แหละที่ได้ผลประโยชน์ก้อนโตสุด หนังพระนี่ไม่ธรรมดาเลย เอาไปหลอมเป็นของวิเศษได้สบาย น่าเสียดายที่ไม่มีหัว… แล้วยายเฒ่าล่ะ?”
ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังรับหนังพระพุทธรูปมา “ไปตามหาเสี่ยวสือแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง เฉินสือยืนอยู่บนหัวของแม่เฒ่าหมินเจียง พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังเมืองก่งโจว ร้องตะโกนว่า “เฮยโกว เจ้ารบกวนจิตใจของยอดฝีมือพวกนั้นได้ไหม?”
เฮยโกวหันขวับไปมอง ก็เห็นผู้ตรวจการเฟย ผู้ว่าราชการเหยียน แม่ทัพใหญ่เซี่ย และคนอื่นๆ กำลังเหาะเหินตามมาติดๆ ห่างจากพวกเขาไปแค่ไม่กี่ลี้ก็เริ่มร่ายวิชาอาคมแล้ว
ถึงแม้มันจะสามารถแทรกแซงความคิดและจิตสำนึกของผู้ฝึกตนระดับเทพจุติและระดับสะบั้นวิญญาณได้ แต่ถ้าระยะห่างไกลเกินไปก็ไม่สามารถแทรกแซงได้ ระยะทางหลายลี้แบบนี้ มากพอที่จะให้พวกผู้ตรวจการเฟยซัดวิชาอาคมใส่พวกเขาทีเดียวตายเรียบ!
ขณะนั้นเอง เฉินสือก็มองเห็นเงาร่างสองร่างยืนอยู่ริมฝั่งแต่ไกล คนหนึ่งคือหลวงจีนอู๋เฉิน ส่วนอีกคนเป็นสาวน้อยวัยแรกรุ่น รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ยืนอยู่เคียงข้างอู๋เฉินอย่างงดงาม บนศีรษะสวมหมวกคลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งสีเขียว บดบังใบหน้าไว้ได้อย่างพอดิบพอดี
หลวงจีนอู๋เฉินยกมือข้างหนึ่งขึ้นพนมไว้ที่หน้าอก คารวะเฉินสือจากที่ไกลๆ
เฉินสือรีบคารวะตอบอย่างลุกลี้ลุกลน จังหวะนั้นเอง สายลมก็พัดผ่านมา เลิกผ้าคลุมหน้าสีเขียวของสาวน้อยผู้นั้นขึ้น
เฉินสือได้เห็นเพียงแวบเดียว แต่กลับตื่นตะลึงสุดขีด ราวกับได้เห็นเทพธิดาจำแลง หัวใจเต้นรัว “บนโลกนี้ มีผู้หญิงที่สวยขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?”
สาวน้อยผู้นั้นยิ้มบางๆ เอื้อมมือไปเช็ดหน้าผากล้านเลี่ยนของหลวงจีนอู๋เฉิน ราวกับกำลังปัดฝุ่นให้
เฉินสือละสายตา หันกลับมาหนีตายต่อ
หลวงจีนอู๋เฉินก็ละสายตาเช่นกัน สีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า “ท่านอาอาจารย์ พวกเราไปกันเถอะ”
สาวน้อยหัวเราะร่า “ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าอาอาจารย์ งั้นเจ้าก็ไม่ต้องตายแล้ว อาจารย์ของเจ้าชื่อขู่จู๋ (ไผ่ขม) แล้วอาอาจารย์อย่างข้าควรจะชื่ออะไรดีล่ะ? ข้าไม่อยากจะอมทุกข์อมโศกหรอกนะ”
หลวงจีนอู๋เฉินหลุบตาลงมองจมูก จมูกมองใจ ไม่กล้ามองนาง “ท่านอาอาจารย์ ข้าเป็นผู้น้อย จะกล้าตั้งชื่อให้ท่านอาอาจารย์ได้อย่างไร? มิเป็นการลบหลู่หรอกหรือ”
สาวน้อยเอียงคอคิดครู่หนึ่ง “พวกเจ้าพวกหัวโล้น วันๆ เอาแต่สวดมนต์พร่ำเพ้ออยู่ต่อหน้าข้า แต่ในใจกลับมีแต่เรื่องสกปรกโสมม ใน ‘วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร’ กล่าวไว้ว่า สรรพสิ่งที่มีการปรุงแต่ง ล้วนเป็นดั่งความฝัน ภาพลวงตา ฟองสบู่และเงา ดั่งน้ำค้างและสายฟ้าแลบ พึงพิจารณาเช่นนี้ เอาเถอะ ข้าจะเอามาคำละตัว ทำอะไรให้มันตรงข้ามกับคัมภีร์ของพวกเจ้า ข้าขอตั้งชื่อว่า อิ้งหรูเมิ่ง (ดั่งความฝัน) ก็แล้วกัน”
อิ้งหรูเมิ่งกล่าวว่า “ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะโดนตามทัน บางคนข้าก็สู้ไม่ไหวหรอกนะ”
หลวงจีนอู๋เฉินเดินนำหน้า แต่แท้จริงแล้วเขาถูกมารสาวตนนี้บีบบังคับ ไม่เดินก็ไม่ได้
ส่วนจะไปที่ไหน เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในหัวกลับมีจิตใต้สำนึกบางอย่างคอยควบคุม คอยบอกเขาว่าต้องไปทางไหน
“อู๋เฉิน เด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้คือใคร?” อิ้งหรูเมิ่งถามขึ้น
“เฉินสือ ซิ่วไช่ที่กำลังเดินทางไปสอบ”
หลวงจีนอู๋เฉินไม่กล้าปิดบัง “เขาตายไปเมื่อสิบปีก่อน ในอดีตเขาเคยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า สอบได้อันดับหนึ่งของห้าสิบมณฑล ได้รับครรภ์เทพโดยกำเนิดอันไร้เทียมทานจากเทพเจ้าที่แท้จริง จนได้รับฉายาว่าซิ่วไช่เด็ก ครั้งนี้อาจารย์เดินทางมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ตั้งใจจะทดสอบเขาเล็กน้อย แล้วจะให้เขาเป็นทารกศักดิ์สิทธิ์กลับชาติมาเกิด”
“เขาอันตรายมาก”
อิ้งหรูเมิ่งเอ่ยเสียงเบา “ต้องอยู่ให้ห่างจากเขา ในตัวเขาซ่อนบางสิ่งที่แม้แต่ข้ายังหวาดกลัวเอาไว้”
หลวงจีนอู๋เฉินชะงักไปเล็กน้อย หันกลับไปมองแผ่นหลังของเฉินสือที่กำลังห่างออกไป ถามด้วยความสงสัย “ซิ่วไช่เด็กอันตรายมากงั้นหรือ?”
อิ้งหรูเมิ่งตอบ “อาจารย์ของเจ้า คงจะถูกตัวประหลาดในร่างเขากินเข้าไปแล้วล่ะ”
หลวงจีนอู๋เฉินเบิกตากว้าง
ถึงแม้เขาจะเดาได้ว่าเซียนซือขู่จู๋ตายด้วยน้ำมือของพวกเฉินสือ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเฉินสือใช้วิธีไหนสังหารขู่จู๋ นึกไม่ถึงว่าจะถูกเฉินสือกินเข้าไป!
“เมื่อครู่นี้ข้าเหลือบไปเห็นหมาดำที่อยู่ข้างๆ เขา หมาตัวนั้นสบตาข้า มันพยายามจะบิดเบือนจิตสำนึกของข้าด้วย”
อิ้งหรูเมิ่งเอ่ยเสียงเบา “เดิมทีข้าตั้งใจจะจัดการมัน แต่บังเอิญไปเห็นสิ่งที่อยู่ในตัวเฉินสือเข้าเสียก่อน เลยรู้สึกหวาดกลัวอย่างหนัก”
หลวงจีนอู๋เฉินยืนนิ่งงัน สิ่งที่ทำให้มารที่ยังไม่โตเต็มที่ตนนี้รู้สึกหวาดกลัวได้ มันคือตัวอะไรกันแน่?
“ฟิ้ว——”
วิชาอาคมหลายสายที่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างฟ้าดิน พุ่งข้ามหัวพวกเขาไป มุ่งตรงไปยังเฉินสือ!
ตามมาด้วยเงาร่างของเฟยเทียนเจิ้ง เซี่ยชูหลี่ เหยียนจิ่วหลิง และคนอื่นๆ ที่เหาะเหินตามไป
ขุนนางใหญ่คนหนึ่งเหลือบไปเห็นอิ้งหรูเมิ่งและอู๋เฉิน ก็เกิดความคิดที่จะฆ่าปิดปาก ซัดวิชาอาคมลงมาหนึ่งสาย
“เจ้าพวกโง่เง่า น่าจะดูดกลืนพวกมันให้หมดก่อนเลย!”
อิ้งหรูเมิ่งสะบัดแขนเสื้อเบาๆ วิชาอาคมสายนั้นก็มลายหายไปไร้ร่องรอย นางมองไปที่คลื่นวิชาอาคมที่ถาโถมไปตามแม่น้ำหมินเจียงมุ่งหน้าหาเฉินสือ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เร่งเร้าว่า “ที่นี่คือแดนอันตราย พวกเรารีบไปเถอะ! ถ้าไม่รีบ จะหนีไม่ทันแล้ว!”

0 Comments