ตอนที่ 578 ภายใต้การปกปิดของประวัติศาสตร์
แปลโดย เนสยังเผยเชียนได้รับแรงบันดาลใจจากชีซี จึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ลองมองให้กว้างขึ้นอีกนิด การที่ท่านขุนพลรถม้าอ้วนส่งเตียวเอี๋ยนไปบุกเป๊งจิ๋ว และให้โจโฉลงใต้ไปกุนจิ๋ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านขุนพลรถม้าอ้วนยังไม่มีความสามารถที่จะลงมือครั้งใหญ่ในตอนนี้? เช่นนั้นสำหรับอ้วนเสี้ยวในตอนนี้ เตียวเอี๋ยนก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น…”
ชีซีได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิด
หากพูดถึงอิวจิ๋วเพียงอย่างเดียว ในตอนแรกความสัมพันธ์ระหว่างอ้วนเสี้ยวและกองซุนจ้านไม่ค่อยดีนัก อ้วนเสี้ยวจึงหันไปหาเล่าหงีทันที ผลปรากฏว่าหลังจากที่เล่าหงีปฏิเสธ ‘ความหวังดี’ ของอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวก็กลับไปจูบปากกับกองซุนจ้านอีกครั้ง
ความขัดแย้งระหว่างเล่าหงีและกองซุนจ้านทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ใกล้จะถึงจุดระเบิดแล้ว ในนั้นจะไม่มีเงาของอ้วนเสี้ยวแฝงอยู่เลยเชียวหรือ?
ยืมดาบฆ่าคน
การที่ต้องยืมดาบฆ่าคน โดยทั่วไปแล้ว ประการแรกคือเพราะตนเองไม่มีความสามารถในการลงมือฆ่า ประการที่สองคืออาจมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สะดวกจะลงมือเอง
ยืมดาบเตียวเอี๋ยนแทงเป๊งจิ๋ว ยืมดาบโจโฉแทงกุนจิ๋ว ยืมดาบกองซุนจ้านแทงอิวจิ๋ว อ้วนเสี้ยวแทบไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย ก็สามารถปั่นหัวแคว้นรอบข้างทั้งสามแห่งให้วุ่นวายจนเละเทะได้ ในหน้าประวัติศาสตร์อาจจะจารึกไว้เพียงไม่กี่ประโยค แต่แท้จริงแล้ว แผนการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกลับน่านับถืออย่างยิ่ง
นี่คือลูกหลานตระกูลขุนนางระดับสูงสุดที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้า นี่คือแผนการของอ้วนเสี้ยวผู้เป็นแบบอย่างของคนทั้งใต้หล้า ด้านหนึ่งสามารถปลีกตัวมาจัดการกับพื้นที่ของตนได้อย่างง่ายดาย อีกด้านหนึ่งก็ปั่นป่วนแคว้นและอำเภอรอบข้างจนหาความสงบไม่ได้ สุดท้ายเมื่อปรากฏตัวในฐานะผู้กอบกู้ ไม่ว่าจะรวบรวมพรรคพวก หรือกวาดล้าง ก็จะได้รับการสนับสนุนและความรักจากประชาชนทันที
ตอนนี้เรียกได้ว่า อ้วนเสี้ยวได้วางหมากไว้หมดแล้ว แม้อ้วนเสี้ยวจะไม่ได้ลงมือด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอ้วนเสี้ยวจะละเลยการกระทำใดๆ หากมีการเคลื่อนไหวที่เกินความคาดหมาย ก็อาจจะกระตุ้นปฏิกิริยาลูกโซ่จากอ้วนเสี้ยวได้
กลยุทธ์ของชีซีถือว่าดีมาก แต่ก็ยังไม่ได้มองภาพรวมของใต้หล้า หากตอนนี้เผยเชียนทำเรื่องขยับขยายอำนาจในเป๊งจิ๋วอย่างออกหน้าออกตา ก็มีโอกาสสูงที่อ้วนเสี้ยวจะหันมาสนใจทางตะวันตก และจัดให้เผยเชียนเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง…
ดังนั้น ในตอนนี้เผยเชียนจึงไม่อาจส่งทหารไปซ่างตั่งได้ เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถปกปิดได้ หากลงมือ อ้วนเสี้ยวย่อมรู้ข่าวอย่างแน่นอน
เผยเชียนกล่าวอย่างช้าๆ “เตียวเอี๋ยนเดิมทีเป็นเพียงบุ๋นจงซือแห่งเป๊งจิ๋ว ไม่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ การที่ท่านขุนพลรถม้าอ้วนเลือกเขาก็คงเป็นเพราะชั่วขณะนั้นยังไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า…”
ดวงตาของชีซีสว่างวาบขึ้น กล่าวว่า “ความหมายของท่านจงหลาง คือ…”
เผยเชียนหัวเราะหึๆ สองสามเสียง กล่าวว่า “…ก็ประมาณนั้นแหละ อย่างไรเสียเรื่องนี้… เตียวเอี๋ยนในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่อาจตีฮูกวนให้แตกได้แน่… พวกเราควรจะค่อยเป็นค่อยไป…”
ชีซีพยักหน้า
เผยเชียนหัวเราะหึๆ อีกสองสามเสียง กล่าวว่า “ได้ยินมาว่า… เคาฮิวและกุยเต๋า ล้วนแต่ละโมบโลภมากในทรัพย์สินของมีค่า…”
ชีซีรีบประสานมือกล่าวทันที “เรื่องนี้ ข้าน้อยยินดีอาสาไปจัดการเอง!”
เผยเชียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง กลับกล่าวว่า “หยวนจื๋อในตอนนี้มีภาระหน้าที่สำคัญยิ่ง จะให้ห่างไปนานๆ ได้อย่างไร… เจ้าคิดว่าจื่อจิ้งจะสามารถรับหน้าที่นี้ได้หรือไม่?”
“จื่อจิ้ง?” ชีซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางคิดพิจารณาพลางกล่าว “…จื่อจิ้งภายนอกดูทื่อทึ่มแต่ภายในเฉียบแหลม แม้จะไม่มีวาทศิลป์อันลื่นไหล แต่ก็มีไหวพริบปฏิภาณซ่อนอยู่ภายใน…”
“แม้มิใช่บัณฑิตนักถกผู้มีชื่อเสียง แต่สำหรับเรื่องนี้…” ชีซีกล่าวต่อ “ทว่าจื่อจิ้งก็บังเอิญเป็นคนอิ่งชวน การไปเยือนกิจิ๋วในฐานะทูต ไม่แน่อาจจะได้ผลดีเกินคาด…”
เผยเชียนและชีซีสบตากันอย่างรู้ใจ ในเมื่อได้ข้อสรุปเรื่องแผนรับมือแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปบอกจ่าวจือทันที อย่างไรเสียไม่ว่าจะเป็นจากคำบอกเล่าของเล่งหูจงหรือจากสถานการณ์ในปัจจุบัน เตียวเอี๋ยนก็ไม่อาจสร้างความคืบหน้าอะไรได้มากนักในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้น สู้กลับไปถึงผิงหยาง รอให้ทุกคนได้พบปะพูดคุยกันก่อน ค่อยจัดการเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย…
××××××××××××××
วันรุ่งขึ้น เผยเชียนอ้างว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง ต้องใช้เวลาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงขอผัดผ่อนไปก่อน แต่ก็แอบบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาจะสนับสนุนท่านเจ้าเมืองอุน จะไม่ยอมนิ่งดูดายปล่อยให้เตียวเอี๋ยนสร้างความเดือดร้อนในซ่างตั่งอย่างแน่นอน จากนั้นจึงแยกย้ายกับขบวนการค้า และมุ่งหน้าสู่ผิงหยางต่อไป
ยิ่งเข้าใกล้ผิงหยางมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะเป็นความกว้างขวางของถนนหนทาง หรือพ่อค้าวานิชที่เดินทางสัญจรไปมา ความเจริญรุ่งเรืองนี้ไม่เหมือนกับดินแดนทางเหนือเลย แต่กลับดูคล้ายกับเมืองซือลี่ในอดีตเสียมากกว่า
ชีซี, จ่าวจือ, ไทสูหมิง ต่างก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นชื่นชม แต่เผยเชียนก็ยังคงคอยเตือนสติพวกเขาว่า “ในช่วงรัชศกจงผิง หลังจากที่พวกคนเถื่อนก่อความวุ่นวายในแดนเหนือ การค้าขายที่เคยมีกับตงเกี๋ยง ซยงหนูใต้ และเผ่าอื่นๆ ก็ถูกตัดขาดไปจนหมดสิ้น ตอนนี้ก็เป็นเพียงการนำปริมาณสินค้าที่สะสมมาหลายปีมาระเบิดออกในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนี้ไป การซื้อขายหนังสัตว์กับเผ่าหูจะค่อยๆ ลดลง และการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างหากที่จะกลายเป็นสินค้าหลัก…”
เผยเชียนกล่าวจบ จู่ๆ ก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก…
ตอนที่อยู่ลกเอี๋ยง ดูเหมือนจะยังมีจิตใจดีงามกว่าตอนนี้มากนัก…
แต่ตอนนี้ ราวกับว่าทุกลมหายใจเข้าออกก็มีแต่เรื่องคิดหาวิธีจัดการกับคนพวกนั้น จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายใด สองมือของตนราวกับอาบชโลมไปด้วยเลือดสดๆ และใต้ฝ่าเท้าก็คงเต็มไปด้วยกองกระดูกขาวโพลนแล้วกระมัง…
เหมือนอย่างถนนสายกว้างที่มุ่งสู่ผิงหยางสายนี้ ถนนที่ถูกปรับปรุงและขยายให้กว้างขึ้นตามแนวถนนเส้นเก่าตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน ดูราบเรียบ เป็นระเบียบ เดินทางสะดวกใช่หรือไม่?
แต่เผยเชียนรู้ดีว่า สองข้างทางของถนนเส้นนี้ แท้จริงแล้วได้ฝังร่างของคนที่ถูกเกณฑ์มาซ่อมถนนไว้มากมาย มีทั้งชาวเกี๋ยง ซยงหนู ทหารกบฏไป๋ปอ และแน่นอนว่าที่มากที่สุดก็คือชาวเซียนเปย…
เผยเชียนรู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที ไม่อยากจะพูดเรื่องการเมืองอันหนาวเหน็บเหล่านี้อีก จึงหันไปยิ้มให้ชีซีและพวก ให้พวกเขาล่วงหน้าไปดูก่อน ส่วนตนเองก็หันหัวม้าไปที่รถม้าของฮองเย่ว์อิง ถามว่า “เย่ว์อิง เป็นอย่างไรบ้าง ยังพอทนไหวหรือไม่?”
ฮองเย่ว์อิงแง้มม่านรถม้าออกเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งเดียว พลางกล่าวว่า “ก็พอทนไหวเจ้าค่ะ เพียงแต่รู้สึกอุดอู้ไปสักหน่อย…”
“อืม ใกล้จะถึงแล้วล่ะ…” เผยเชียนมองดูสีหน้าของฮองเย่ว์อิง ดูเหมือนจะยังพอไหว อาจเป็นเพราะปกตินางก็ไม่ใช่คนประเภทที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง จึงยังพอทนต่อการเดินทางไกลได้
“ถนนเส้นนี้ คือเส้นทางสายตะวันออก (ตงฟางเต้า) ใช่หรือไม่เจ้าคะ?” ฮองเย่ว์อิงถาม
เผยเชียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าตอบว่า “น่าจะใช่ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ถูกทิ้งร้างไปมาก ตอนนี้เพิ่งจะขยายและปรับหน้าดินใหม่…”
ฮองเย่ว์อิงร้อง “อ้อ” ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า “เส้นทางตรงกว้างห้าสิบก้าว ใช้ไม้เป็นราง วันเดียวพันลี้”
“หืม?” เผยเชียนไม่ได้ใส่ใจนัก จึงฟังไม่ถนัด เลยถามซ้ำ
ฮองเย่ว์อิงกะพริบตาปริบๆ ขนตายาวงอนขยับขึ้นลง พลางกล่าวว่า “อันนี้ข้าเคยอ่านเจอในม้วนตำราที่บ้านน่ะเจ้าค่ะ… บอกว่าถนนที่ราชวงศ์ฉินสร้างนั้นกว้างถึงห้าสิบก้าว ตรงกลางยังมีรางไม้ รถม้าสามารถวิ่งบนนั้นได้ วันเดียวคืนเดียวก็เดินทางได้พันลี้… ตอนที่พวกเผ่าหูบุกโจมตีลงใต้ เพียงแค่จุดคบเพลิงแจ้งเหตุที่เทือกเขาอินซาน ทหารก็สามารถรวมตัวกัน และเดินทางขึ้นเหนือไปตามทางตรงสู่เทือกเขาอินซานได้ทันที… เพียงแต่ตอนนี้ส่วนใหญ่น่าจะพังทลายไปหมดแล้วกระมัง… ก็เหมือนกับเส้นทางสายตะวันออกเส้นนี้…”
รางไม้?
รถไฟขบวนเล็กสมัยราชวงศ์ฉิน?
เรื่องนี้เผยเชียนไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ จึงได้แต่ซักถามฮองเย่ว์อิง
ฮองเย่ว์อิงมองเผยเชียน จู่ๆ ก็หัวเราะคิกคักออกมาสองเสียง กล่าวว่า “ที่แท้ท่านพี่ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกเรื่องนะเจ้าคะ… อืม ราชวงศ์ฉินได้วางหมอนไม้ไว้ตรงกลางถนน แล้วปูทับด้วยรางไม้ รถม้าเมื่อวิ่งบนนั้นก็จะสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว พอถึงสถานีก็แค่เปลี่ยนม้า วันเดียวคืนเดียวก็เดินทางได้พันลี้…”
ราชวงศ์ฉินมีเทคโนโลยีล้ำยุคขนาดนี้เชียวหรือ?
ท่ามกลางความกังขา เผยเชียนก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ในแผ่นดินหัวเซี่ยนี้ ยังมีสิ่งใดอีกบ้างที่ถูกประวัติศาสตร์กลบฝังเอาไว้…

0 Comments