ตอนที่ 543 จิตใจคน สัญชาตญาณมนุษย์ และน้ำใจผู้คน
แปลโดย เนสยังเผยเชียนพยักหน้า ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทุกคน พูดตามตรง หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้แบ่งแยกถูกผิดหรือดำขาวอย่างชัดเจน เหมือนอย่างอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุด จะบอกว่าพวกเขาทำผิดอย่างนั้นหรือ?
ผู้คนที่มารวมตัวกันรอบกายพวกเขาในตอนที่ต่อต้านตั๋งโต๊ะเพื่อหวังผลประโยชน์ ก็เพื่อหวังผลตอบแทนเมื่อพวกเขาได้อำนาจในอนาคตไม่ใช่หรือ?
ผู้ที่มีใจฝักใฝ่ราชวงศ์ฮั่นอย่างแท้จริง คงเหมือนอย่างชีซี ที่หวังว่าอ้องอุ้น จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ความสงบได้…
ขณะที่เผยเชียนกำลังครุ่นคิด จู่ๆ ก็พบว่าสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขา จึงอดถามไม่ได้ว่า “เป็นอะไรไป?”
บังทองกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ความเห็นของท่านล่ะ? รีบพูดมา พูดจบจะได้ไปกินข้าวเสียที!”
เผยเชียนหัวเราะฮ่าๆ กล่าวว่า “เอาล่ะ ข้าจะพูดสั้นๆ ก็แล้วกัน… ในมุมมองของข้า ทุกคนต่างก็มีโอกาส แตกต่างกันเพียงแค่รู้ตัวหรือไม่ว่าโอกาสมาถึงแล้ว และมีความสามารถพอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้หรือไม่… เอาล่ะ พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ…”
บังทองกระโดดขึ้นยืน โวยวายว่า “นี่มันความเห็นบ้าอะไรกัน ท่านนี่มันจอมหลอกลวงจริงๆ!” หลังจากอยู่กับเผยเชียนมาพักหนึ่ง บังทองก็เรียนรู้คำศัพท์จากยุคอนาคตไปไม่น้อย
เผยเชียนกางมือออก กล่าวว่า “แล้วจะให้พูดอย่างไรล่ะ จะให้บอกว่าใครได้เปรียบในช่วงเวลาไหน ขอเพียงคว้าโอกาสไหนไว้ได้ ป้องกันวิกฤติไหนได้ แล้วก็จะสามารถกุมชัยชนะไว้ได้อย่างนั้นหรือ? ความจริงก็เหมือนที่ไทสูหมิงบอกนั่นแหละ หลายเรื่องดูซับซ้อน แต่แท้จริงแล้วเรียบง่ายนิดเดียว ก็แค่มีคนกลุ่มใหญ่มุงดูพี่น้องตีกัน ไม่ใช่หรือ?”
บังทองตบมือฉาด กล่าวว่า “พูดมาก็ไม่ผิดหรอก แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ท่านจะยืนอยู่ตรงไหน?”
เผยเชียนมองไปรอบๆ พบว่าสายตาของชีซี จ่าวจือ และไทสูหมิงต่างก็มารวมกันที่เขา รอคอยคำตอบ
เผยเชียนส่ายหน้า ถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นยอมแพ้ “ก็ได้ๆ ข้าพูดก็ได้… ข้าก็จะยืนอยู่วงนอกนั่นแหละ…”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นบังทองก็สะบัดมือ แค่นเสียง “ฮึ” กล่าวว่า “น่าเบื่อชะมัด ไปกินข้าวดีกว่า!”
อีกสามคนก็พึมพำอะไรบางอย่างทำนองว่า “ไม่สะใจเลย” “ไม่ชัดเจนเลย” แล้วก็พากันลุกขึ้นไปกินข้าว ปล่อยให้เผยเชียนถูกทิ้งไว้กลางลานบ้านเพียงลำพัง
“เฮ้! พวกเจ้านี่…”
ดวงดาราพราวระยับเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืน ทางช้างเผือกทอดผ่านฟากฟ้า สว่างไสวงดงามตระการตา
เผยเชียนคลุมเสื้อคลุมตัวใหญ่ ยืนแหงนหน้ามองฟ้าอยู่ริมลำธารนอกกระท่อมไม้
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง บังทองเดินมายืนเคียงข้างเผยเชียน แล้วเอ่ยถาม “เมื่อครู่เหตุใดท่านจึงไม่ฉวยโอกาสพูดให้ชัดเจนไปเลย?”
เผยเชียนนิ่งเงียบ
เมื่อครู่เขาจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าบังทองจงใจช่วยเหลือ แต่คำพูดที่มาถึงริมฝีปากแล้ว เผยเชียนกลับเปลี่ยนใจ
เผยเชียนหันไปมองบังทองที่อยู่ด้านข้าง
ตอนนี้บังทองสูงเกือบถึงไหล่เผยเชียนแล้ว และในอนาคตก็จะสูงขึ้นอีก ส่วนสีผิวนั้น… มันเป็นมาแต่กำเนิด คงแก้ไขอะไรไม่ได้ ยังคงดำมืดเหมือนเดิม แต่ประกายในดวงตานั้นฉายแววเด่นชัด…
ว่ากันตามตรง แม้เจ้าหนูนี่จะหน้าตาอัปลักษณ์ไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นดูไม่ได้เสียทีเดียว ทำไมตอนแรกถึงถูกซุนกวนปฏิเสธ แล้วเกือบจะถูกเล่าปี่ไล่ตะเพิดอีกล่ะ?
หรือว่าบังทองเป็นพวกที่มีแนวโน้มอ้วนง่าย พออายุยี่สิบกว่าๆ ก็เริ่มอ้วนฉุ พออ้วนบวกกับหน้าตาแบบนี้ ก็เลยดูน่าเกลียดไปกันใหญ่…
บังทองกระชับผ้าคลุม แล้วถาม “ท่านมองอะไรน่ะ?”
เผยเชียนหัวเราะฮ่าๆ ประชดว่า “ข้ากำลังนึกภาพตอนเจ้าโตขึ้นแล้วหน้าตาอัปลักษณ์น่ะ…”
“เชอะ!” บังทองค้อนขวับ พูดอย่างมั่นใจว่า “ข้าต้องโตขึ้นแล้วหล่อเหลาแน่นอน! ต่อให้ในอนาคตอาจจะไม่ได้ดูสูงส่งสง่างาม แต่การได้เป็นต้นไม้ใหญ่แดนใต้ ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน!”
เผยเชียนเงยหน้าหัวเราะร่า ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ
บังทองแค่นเสียง “ฮึ” เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “…หรือว่า… ท่านกลัวหรือ?”
“…ใช่ บังทอง ข้ากลัว…” เผยเชียนถอนหายใจ กล่าวว่า “ข้ากลัวว่า… ท้ายที่สุดแล้ว ข้าจะกลายเป็นคนที่ทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ…”
บังทองจ้องมองเผยเชียนครู่หนึ่ง แล้วหันหน้าหนี กล่าวว่า “…แต่ถ้าท่านไม่ยอมกลายเป็นคนแบบนั้น ท่านก็จะถูกคนอื่นหาจุดอ่อนพบได้อย่างง่ายดาย…”
เซี่ยงอวี่จับตัวบิดาของเล่าปังไว้ ขู่ว่าหากเล่าปังไม่ยอมจำนน จะต้มบิดาของเขาทั้งเป็น
เล่าปังตอบกลับไปว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ขอแบ่งน้ำแกงเนื้อให้ข้าสักชามด้วยเถิด…”
และหากเล่าปังไม่ทำเช่นนั้น ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาก็คงสูญเปล่า
เผยเชียนพยักหน้า กล่าวว่า “ใช่ ข้ารู้ ดังนั้น… สุดท้ายแล้วข้าก็คงจะกลายเป็นแบบนั้นแหละ… แต่ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าต้องมาพัวพันด้วย… อย่างน้อยก็ไม่อยากให้เข้ามาพัวพันเพียงเพราะคำว่าเพื่อน เกงจิ๋ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะสงบสุขไปได้อย่างน้อยก็สิบกว่าปี…”
เดิมทีเผยเชียนตั้งใจจะใช้ฐานะเพื่อน ในการเกลี้ยกล่อมชีซี จ่าวจือ และแม้แต่ไทสูหมิง แต่เมื่อมาถึงที่นี่ เหตุการณ์ของลุงฮกกลับทำให้เขาตระหนักได้ว่า ในช่วงเวลาต่อจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดสำหรับทุกคน…
การจับคนในครอบครัวเป็นตัวประกัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และเมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับตนเองหรือลูกน้อง ใครจะรับประกันได้ว่าจะสามารถเลือกหนทางที่ถูกต้องได้เสมอ?
หากชีซีในประวัติศาสตร์ยอมทอดทิ้งมารดา การอยู่ข้างกายเล่าปี่ จะไม่ทำให้เขาถูกบัณฑิตตระกูลขุนนางมากมายรุมประณาม เหมือนอย่างที่เกียงอุยโดนกระนั้นหรือ?
ชีซีมีมารดาเพียงคนเดียว หากต้องจัดการล่วงหน้าก็ยังพอง่าย
แต่จ่าวจือล่ะ?
ไทสูหมิงล่ะ?
คนในตระกูลมากมายขนาดนั้น จะบอกให้ย้ายก็ย้าย จะบอกให้ขยับก็ขยับได้ง่ายๆ หรือ?
คนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อน และเพราะพวกเราเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่เชิงเขาลู่ซาน จนเกิดเป็นมิตรภาพต่อกัน เผยเชียนจึงรู้สึกลังเล
การผูกมัดคนเหล่านี้ไว้กับรถม้าศึกของเขา จะดูเห็นแก่ตัวเกินไปหรือไม่…
โลกหล้าเปรียบดั่งเตาหลอม จิตใจคนเปรียบดั่งฟืนไฟ
บังทองขมวดคิ้ว ถามว่า “ท่านหมายความว่า สองอ้วนจะสู้กันไปอีกสิบกว่าปีหรือ?” บังทองดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจความกังวลของเผยเชียน จึงจับประเด็นแค่เรื่องเวลา
เผยเชียนส่ายหน้า “บังทอง เจ้ารู้จักกู่ หรือไม่?”
“…คุณไสยกู่งั้นหรือ?” บังทองถาม
ในสมัยฮั่นอู่ตี้ เคยเกิดคดีคุณไสยกู่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วประเทศ ทำให้ผู้คนนับหมื่นนับพันต้องตาย แม้กระทั่งองค์รัชทายาทในตอนนั้นก็ตายด้วย จึงทำให้คนจำนวนมากรู้จักสิ่งนี้
“กู่ คือการนำแมลงหลายชนิดใส่ไว้ในภาชนะ ให้มันกัดกินกันเอง ตัวที่รอดชีวิตตัวสุดท้าย ก็คือ กู่…” เผยเชียนมองท้องฟ้า แล้วกล่าวว่า “…โลกใต้หล้านี้ ตอนนี้ก็คือภาชนะใบหนึ่ง ส่วนสองอ้วนคือแมลงตัวที่ใหญ่ที่สุดและอ้วนที่สุด… เมื่อสองตัวนี้เริ่มกัดกัน เลือดที่ไหลออกมาและบาดแผลที่เปิดอ้า ก็จะดึงดูดให้แมลงตัวอื่นๆ เข้ามาร่วมวงด้วย…”
ดังนั้นเมื่อเริ่มกัดกินกัน สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ก็จะค่อยๆ ถูกทำลายลง ผลประโยชน์ล้วนๆ จะกลายเป็นมาตรฐานเพียงหนึ่งเดียว
“แล้วท่านจะยืนดูอยู่รอบนอกหรือ? เดี๋ยวแมลงตัวอื่นที่กินจนอ้วนแล้ว มันก็จะมากินท่านอยู่ดี!” บังทองแย้ง
เผยเชียนหัวเราะ กล่าวว่า “ใช่ ไม่ผิดเลย แต่ข้าหวังว่าจะสามารถหาทางหลุดพ้นจากภาชนะใบนี้ได้ ก่อนที่จะถูกกินเสียก่อน”
“แล้วถ้าหาไม่เจอล่ะ?”
“ถ้าหาไม่เจอ… ก็คงต้องดูว่าใครจะกินได้มากกว่า กินได้เร็วกว่าแล้วล่ะ…” เผยเชียนกล่าว “แต่ว่า ตอนนี้ข้าหาแมลงตัวใหญ่ที่ยืนอยู่นอกวงได้บ้างแล้ว…”
“พวกนั้นมันแมลงยักษ์ทั้งนั้น… ด้วยเรือนร่างเล็กๆ ของท่านตอนนี้น่ะหรือ?” บังทองหาวหวอดใหญ่ แล้วพึมพำว่า “ข้าว่าท่านควรจะคุยกับจ่าวจือ ชีซี ให้ดีๆ ไทสูหมิงเองก็ใช้ได้เลยนะ… ข้าจะกลับไปนอนล่ะ… มีคนบอกว่านอนหลับสนิทถึงจะโตไว… คนเรานะ ก็เหมือนแมลงนั่นแหละ ถ้าไม่ได้ส่งเสียงร้องให้แมลงตัวอื่นจดจำได้บ้าง แล้วจะมีความหมายอะไร? ส่วนเรื่องที่ท่านกังวล ข้าว่าไม่จำเป็นหรอก อย่างน้อยก็สำหรับจ่าวจือ ชีซี และไทสูหมิง… กลับล่ะ ข้ากลับก่อนนะ…”
“…อย่างน้อยก็ช่วยลากชีซีไปไกลๆ หน่อย เสียงกรนเจ้านั่นน่ารำคาญชะมัด จะได้นอนหลับสบายๆ หน่อย…” บังทองหาวอีกครั้ง เดินโซเซกลับไป “…ตอนนี้ลิ่วเทาอยู่ในมือข้าแล้วนะ…”
“…เข้าใจแล้ว เจ้าลูกนกโง่…” เผยเชียนพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ
“ฮึๆ เจ้าปลาโง่… ระวังอย่าให้โดนกินง่ายๆ ล่ะ…”
ลิ่วเทา บังเต็กกงได้ถ่ายทอดให้บังทองในที่สุด นั่นหมายความว่าในอนาคต บังทองจะเป็นตัวแทนของตระกูลบังไปช่วงชิงพื้นที่ในหมู่บัณฑิตตระกูลขุนนาง
แน่นอนว่า อีกความหมายหนึ่งก็คือ ตอนนี้บังทองยังอยู่ในช่วงเรียนรู้และเติบโต จึงยังไม่ออกไปรับราชการในตอนนี้…

0 Comments