You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เหล่านายทหารมองดูโต๊ะประชุมสุดหรูถูกยกออกไป และแทนที่ด้วยโต๊ะไม้ธรรมดาๆ ขนาดเล็กด้วยความฉงน

โจเซฟชี้ไปยังห้องที่มีเสาและเพดานประดับประดาด้วยลวดลายเรขาคณิตอันซับซ้อน และมีพรมแขวนประดับอยู่บนผนัง ก่อนจะกล่าวกับทุกคนว่า:

“ข้าหวังว่าการประชุมวางแผนการรบหลังจากนี้ จะจัดขึ้นในเต็นท์ของกองทัพนะ โปรดจำไว้ให้ขึ้นใจ สิ่งที่เราต้องทำก็คือการรบ และต้องรบให้ชนะ ดังนั้น ทุกท่วงท่าของทุกคน รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว จะต้องเกี่ยวข้องกับการรบทั้งสิ้น ส่วนเรื่องความสะดวกสบายและการโอ้อวดน่ะ เก็บไว้หลังจากรบชนะ แล้วกลับไปที่ปารีสก่อนค่อยว่ากันเถอะ”

ในปัจจุบัน นายทหารในกองทัพทั่วยุโรปมักจะมีพฤติกรรมแบบพวกขุนนางชอบเสวยสุข อย่างเช่น ในแนวหน้าที่เต็มไปด้วยควันปืน ก็ยังจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ หรืองานเต้นรำอะไรพวกนั้น เผลอๆ บางคนก็ยังพาเมียน้อยมาร่วมบัญชาการรบด้วยซ้ำ

กองทัพองครักษ์มกุฎราชกุมารในเรื่องนี้ถือว่ามีความยับยั้งชั่งใจมากแล้ว แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะหลงเหลือพฤติกรรมเก่าๆ อยู่บ้าง โจเซฟจึงต้องคอยเตือนพวกเขาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อขจัดนิสัยเสียเหล่านี้ให้หมดไป

สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นายทหารมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการรบมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลบเลือนช่องว่างระหว่างทหารกับนายทหารให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทหารเกิดความเชื่อมั่นและเคารพศรัทธาในตัวนายทหารของตนอย่างหมดใจ

บรรดานายทหารที่จบจากโรงเรียนตำรวจปารีส ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำขอของมกุฎราชกุมารเลยแม้แต่น้อย เพราะในการฝึกซ้อมปกติ พวกเขาก็ถูกฝึกมาแบบนี้อยู่แล้ว

คนที่ไม่ค่อยจะชินที่สุดย่อมหนีไม่พ้นคนของกองทัพมูแล็ง แต่พวกเขาก็ยังคงเดินตามแบร์ตีเยและนายทหารจากโรงเรียนตำรวจ โค้งคำนับแล้วตอบรับเสียงดัง: “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

จากนั้น นายทหารระดับสูงกว่าสิบคนก็ไปยกเก้าอี้ไม้ธรรมดาๆ มานั่งล้อมรอบกระบะทรายที่อยู่กลางห้อง

กระบะทรายนี้ได้รับการควบคุมการสร้างโดยแบร์ตีเย ปรมาจารย์ด้านการสำรวจและทำแผนที่ระดับแนวหน้าของยุโรป มันจึงมีความละเอียดและแม่นยำสูงมาก

โจเซฟพยักหน้าให้แบร์ตีเย ก่อนจะไปนั่งที่ริมสุดของโต๊ะ เขารู้ตัวดีว่าตนเองมีความสามารถแค่ไหน เขาเพิ่งจะได้เข้าคอร์ส ‘เรียนเสริม’ วิชาทหารที่โรงเรียนตำรวจปารีสมาได้ไม่ถึงปี หากต้องมาบัญชาการรบจริงๆ ก็คงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญตัวจริงอย่างแบร์ตีเยนี่แหละ การที่เขามาอยู่ที่นี่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเพื่อช่วยปลุกขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหาร และช่วยรักษาความสามัคคีระหว่างนายทหารที่มีภูมิหลังแตกต่างกันให้แนบแน่น

แบร์ตีเยเดินมาอยู่ด้านหน้าสุด เขาเล่าสรุปสถานการณ์ทางฝั่งแอลจีเรียให้ฟังคร่าวๆ อีกครั้ง ก่อนจะพูดว่า:

“จากข้อมูลที่ได้รับมา เหตุการณ์ในครั้งนี้มีทั้งอังกฤษและออตโตมันอยู่เบื้องหลังอย่างชัดเจน ดังนั้น เป้าหมายของพวกเขาจึงไม่ได้มีแค่การฟื้นฟูอำนาจการปกครองของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์เท่านั้น แต่ยังต้องการฉวยโอกาสที่พวกเรายังตั้งหลักในตูนิเซียไม่มั่นคง ขับไล่เราออกไปจากที่นี่ด้วย” เขาทำหน้าเคร่งเครียดกวาดสายตามองทุกคน “หากดูจากสถานการณ์โดยรวมแล้ว เราเสียเปรียบมาก อย่างแรก แอลจีเรียเริ่มเตรียมตัวทำสงครามมาอย่างน้อยก็ 6 วันแล้ว ในเรื่องนี้เราตามหลังพวกเขาอยู่มาก

“อย่างที่สอง กำลังรบของพวกเขามีถึง 23,000 นาย ในขณะที่เรามีทหารอยู่ที่นี่เพียง 7,000 กว่านาย ต่อให้รวมกองทัพพื้นเมืองของเจมิลเข้าไปด้วย อย่างมากก็รวบรวมคนมาได้แค่ 12,000 กว่าคน ในเรื่องกำลังพลเราก็ยังเสียเปรียบอยู่ดี และข้าเชื่อว่าทุกคนก็คงรู้ดี ว่าประสิทธิภาพการรบของพวกทหารพื้นเมืองนั้น แทบจะหวังพึ่งไม่ได้เลย”

บรรดานายทหารต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ กองทัพลุกฮือหลังจากยึดเมืองตูนิเซียได้แล้ว กองกำลังหลายส่วนก็พากันแยกย้ายกลับบ้านเกิด โดยเฉพาะพวกทหารจากชนเผ่าพื้นเมือง ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงแค่ชาวนา การจะให้ตามไปปล้นสมบัติของนายทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ก็พอไหว แต่พอรบเสร็จ ก็ต้องกลับไปทำนาอยู่ดี ตอนนี้จึงเหลือกำลังพลเพียง 15,000 กว่าคนเท่านั้น แถมยังต้องแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆ ของตูนิเซียอีก

“ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการรบของข้าศึก” แบร์ตีเยกล่าวต่อ “ทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียถือเป็นกองกำลังหลักที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมากในกองทัพของออตโตมัน แม้คนที่มาแอลจีเรียจะเทียบไม่ได้กับกองทหารที่เชี่ยวชาญที่สุดของออตโตมัน แถมยังมีพวกบอสเนียปะปนมาด้วย แต่ก็ประมาทไม่ได้อย่างแน่นอน”

เขาหันไปส่งสัญญาณให้ทหารยามที่หน้าประตู: “เกี่ยวกับเรื่องความแข็งแกร่งของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์แอลจีเรียนั้น ข้าคิดว่าคนจากกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียพวกนี้น่าจะรู้ดีที่สุด พยุงพวกเขาเข้ามาเถอะ”

ทหารยามรีบควบคุมตัวนายทหารจากกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียสามคน เข้ามาในห้องประชุม

แบร์ตีเยหันไปถามพวกเขาว่า: “ตามความคิดของพวกเจ้า ประสิทธิภาพการรบของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์แอลจีเรียเมื่อเทียบกับพวกเจ้าแล้วเป็นอย่างไร?”

นายทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ที่มีอายุมากที่สุด มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวังว่า: “ปาชา พวกมันแข็งแกร่งกว่าพวกข้ามากขอรับ พวกมันมักจะไปเกณฑ์ทหารใหม่จากอานาโตเลีย และยังคงฝึกซ้อมทหารอยู่ถึง 5 วันต่อสัปดาห์ด้วย”

นายทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์อีกคนพูดเสริมว่า: “อาวุธบางส่วนของพวกมัน เผลอๆ จะยังดีกว่าของกองทัพสุลต่านเสียด้วยซ้ำ”

เมื่อเหล่านายทหารฝรั่งเศสได้ยินดังนั้น ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่าคู่ต่อสู้ในครั้งนี้ จะไม่ได้อ่อนหัดเหมือนกับกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียอย่างแน่นอน

โจเซฟกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้เลย แอลจีเรียเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าตูนิเซียมาก แถมยังมีขั้วอำนาจถึงสามกลุ่มที่คอยแย่งชิงความได้เปรียบกันอยู่ หากกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ของพวกเขาไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ก็คงจะถูกอีกสองขั้วอำนาจกลืนกินไปนานแล้ว

“ดังนั้น นี่จึงอาจจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากมากทีเดียว”

อองเดร ผู้บัญชาการกองทัพมูแล็ง ส่งสัญญาณให้นำตัวนายทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ทั้งสามคนออกไป ก่อนจะชี้ไปที่แม่น้ำเมเดอร์ดา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองตูนิเซียบนแผนที่:

“ในสภาวการณ์ที่เราเสียเปรียบเรื่องกำลังพล การใช้แม่น้ำเป็นแนวป้องกัน ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เป้าหมายของข้าศึกจะต้องเป็นเมืองตูนิเซียอย่างแน่นอน ขอเพียงเราสามารถรักษาที่นี่ไว้ได้ พวกมันก็ไม่มีวันได้รับชัยชนะ”

แม่น้ำเมเดอร์ดาไหลพาดผ่านตูนิเซียตั้งแต่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ก็ยังมีภูเขาตูนิส ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเทือกเขาแอตลาสตั้งตระหง่านอยู่ หากต้องการจะตีเมืองตูนิเซียให้แตก ก็จำเป็นจะต้องข้ามแม่น้ำสายนี้ไปให้ได้

การตั้งแนวป้องกันตามแม่น้ำที่นี่ จึงเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว

อองเดรพูดจบ ก็มีนายทหารหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย

แต่แบร์ตีเยกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย: “แต่บิแซร์ตาและทางตอนเหนือของไครรูอาน ล้วนตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำเมเดอร์ดานะ หากเราตั้งแนวป้องกันตามแม่น้ำ ก็เท่ากับเป็นการยกพื้นที่เหล่านี้ให้กับข้าศึกไปโดยปริยาย”

เหล่านายทหารรีบหันมามองเขา: “แล้วท่านมีข้อเสนอแนะอย่างไรล่ะ?”

แบร์ตีเยใช้นิ้วเคาะไปที่ทิศตะวันตกของบิแซร์ตา: “การจะเดินทางจากอันนาบาเข้ามาในตูนิเซียได้ จะต้องผ่านที่นี่ เมืองแฟร์รีวีล ซึ่งอยู่ระหว่างทะเลสาบอิชกูลและทะเลสาบบิแซร์ตา เราจะไปดักซุ่มโจมตีพวกแอลจีเรียที่นี่แหละ!”

อองเดรขมวดคิ้ว: “แต่ว่า ท่านพันโท ที่นั่นเป็นที่ราบนะ หากเลือกที่จะสู้กันที่นี่ เราก็จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าเราหลายเท่าตัว”

คำพูดของเขาได้มองข้ามกองทัพคนพื้นเมืองของเจมิลไปโดยปริยาย

นายทหารจากโรงเรียนตำรวจคนหนึ่งพูดขึ้นมาทันที: “แต่มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถปกป้องบิแซร์ตาไว้ได้”

นายทหารที่อยู่ข้างๆ เขาก็พยักหน้าเห็นด้วย: “หากต้องสูญเสียบิแซร์ตาไป ก็จะเป็นการปลุกขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังที่เหลืออยู่ของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซีย และนั่นก็จะสร้างความยุ่งยากให้กับเรามากยิ่งขึ้น”

คนที่ไม่เห็นด้วยร้องโวยวาย: “ท่านเคยคิดบ้างไหม ว่าการทำศึกตัดสินบนที่ราบ หากสถานการณ์พลิกผัน เราจะไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะถอยทัพเลยนะ?”

นายทหารจากโรงเรียนตำรวจก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้:

“หากข้าศึกบุกเข้ากวาดล้างบิแซร์ตา ก็จะทำให้ที่นั่นถูกทำลายอย่างหนัก หากเราไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปกป้องตูนิเซียได้ อำนาจบารมีที่เราเพิ่งจะสร้างขึ้นมาในหมู่คนพื้นเมือง ก็จะสูญสิ้นไปในพริบตา”

“บางที เราอาจจะควรขอให้ปารีสส่งทหารมาเพิ่มนะ”

“นั่นอาจจะต้องใช้เวลาถึงหนึ่งหรือสองเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น ใครจะไปรู้ล่ะว่าในระหว่างนั้นสถานการณ์สงครามจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร”

“แถมสถานะทางการคลังของเรา ก็ใช่ว่าจะเอื้ออำนวยให้ส่งทหารมาเพิ่มได้อีก”

“ดังนั้น การใช้แม่น้ำเมเดอร์ดาเป็นแนวป้องกันจึงเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว”

“ข้าคิดว่าเราสามารถลองไปสู้ที่แฟร์รีวีลได้นะ!”

ทั้งสองฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ต่างก็โต้เถียงกันอย่างดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีใครสามารถโน้มน้าวอีกฝ่ายได้เลย

ในตอนนั้นเอง โจเซฟก็ลุกพรวดขึ้นมา ขัดจังหวะการโต้เถียงของทั้งสองฝ่าย: “ข้าอยากรู้ว่า เสบียงอาหารของเรามาจากไหน?”

แบร์ตีเยรีบตอบ: “ฝ่าบาท หลักๆ ก็มาจากคุณอากาดงและหอการค้าเป็นคนช่วยรวบรวมให้พ่ะย่ะค่ะ และยังมีอีกส่วนหนึ่งที่กองเรือของเราขนส่งมาจากคอร์ซิกาพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วเรื่องการขนส่งไปที่แนวหน้าล่ะ?”

“เรื่องนั้นสามารถมอบหมายให้กองทัพในพื้นที่จัดการได้พ่ะย่ะค่ะ เราก็แค่ส่งทหารไปคุมสักกองพันก็พอ”

โจเซฟขมวดคิ้วทันที: “สุภาพบุรุษทุกท่าน ขอให้ข้าพูดตรงๆ เถอะ เราคงมีทางเลือกเพียงทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ การเผด็จศึกให้เร็วที่สุด

“ในตอนนี้ ตูนิเซียยังไม่มีแม้แต่รัฐบาลที่สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยด้วยซ้ำ การรวบรวมเสบียงและยุทโธปกรณ์อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ จะต้องพยายามทำลายเส้นทางลำเลียงเสบียงของเราอย่างสุดกำลังแน่นอน

“หากต้องไปติดหล่มกับสงครามยืดเยื้อ ปัญหาเรื่องเสบียงนี่แหละ ที่จะคร่าชีวิตพวกเราได้ทุกเมื่อ!”

เมื่อแบร์ตีเยได้ฟังดังนั้น ก็เผยรอยยิ้มออกมา: “ข้อกังวลของพระองค์ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมากพ่ะย่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้น เราก็ตกลงกันว่าจะไปตั้งแนวป้องกันที่แฟร์รีวีลก็แล้วกัน”

โจเซฟกลับครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า: “หากข้าเดาไม่ผิด พวกแอลจีเรียก็คงจะเตรียมพร้อมที่จะทำศึกตัดสินกับเราที่นั่นเช่นกัน”

“มีความเป็นไปได้สูงมากพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

“ถ้าเช่นนั้น การที่เราเสียเปรียบเรื่องกำลังพล ก็จะทำให้เราต้องสูญเสียอย่างหนัก” โจเซฟส่ายหน้าเล็กน้อย กองทัพองครักษ์นี่เป็นกองกำลังที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นมา จะยอมให้มาตายที่แอฟริกาเหนือแบบสูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด

อองเดรลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า: “ฝ่าบาท ดูเหมือนว่าพระองค์จะเห็นด้วยกับความคิดของกระหม่อมแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”

“ไม่” โจเซฟโบกมือปัด ก่อนจะจ้องมองไปที่ชายแดนระหว่างแอลจีเรียและตูนิเซียบนแผนที่อยู่พักหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มออกมา “เราต้องทำให้ศัตรูคาดไม่ถึง อย่างเช่น การไปเผด็จศึกพวกมันที่อันนาบายังไงล่ะ!”

อันนาบาคือกาซาลิงที่อยู่ทางตะวันออกสุดของแอลจีเรีย บรรดานายทหารในห้องประชุมต่างก็มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก

……

ปารีส

พระตำหนักเปอติ ทริอานง

พระราชินีมารีแทบจะลืมกิริยามารยาทที่ควรมี กำหมัดทั้งสองข้างแน่น ตรัสเสียงดังใส่บรีแยนที่อยู่ตรงหน้าว่า: “ก็หมายความว่า กองทัพที่จะไปแอฟริกาเหนือยังไม่ได้ออกเดินทางเลยหรือ?!”

“นี่… เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” บรีแยนก้มหน้าตอบ “พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าสถานะทางการคลังในตอนนี้เป็นอย่างไร งบประมาณ 4 ล้านลีฟร์ที่มาร์ควิสเดอแซงต์-วิรองต้องการนั้น ไม่สามารถอนุมัติได้ทันที…”

เขารีบเสริมขึ้นมาว่า: “เงินจำนวนนี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่จำนวนมันมาก ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสต้องการจะจ่ายเป็นธนบัตร แต่ทางกองทัพกลับยืนกรานที่จะรับเป็นเหรียญเงิน การจะแลกเปลี่ยนก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”

พระราชินีทรงสูดลมหายใจเข้าลึก เห็นได้ชัดว่ากำลังสะกดกลั้นความกริ้วเอาไว้: “ผ่านมา 5 วันแล้ว เขาก็ยังไม่ได้ออกจากค่ายทหารเลย พวกแอลจีเรียอาจจะทำร้ายโจเซฟได้ทุกเมื่อนะ!”

บรีแยนพูดอย่างระมัดระวัง: “ฝ่าบาท การเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวไม่น้อยเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ชาวแอลจีเรียก็น่าจะเหมือนกัน ตอนนี้พวกเขาก็น่าจะยังไม่ได้ออกนอกประเทศเลย

พระราชินีมารีแทบจะเค้นคำพูดลอดไรไรฟันออกมา: “ท่านไปบอกมาร์ควิสเดอแซงต์-พรีส ว่าต้องทำให้กองทัพของมาร์ควิสเดอแซงต์-วิรองเดินทางไปถึงตูนิเซียก่อนพวกแอลจีเรียให้ได้ เราจะขอขอบคุณในความเหน็ดเหนื่อยของเขาจากใจจริง”

……

แอลจีเรีย

ทางตะวันออกของอันนาบา

กองทัพกว่าหมื่นนายในชุดทหารออตโตมันเต็มยศ กำลังเคลื่อนพลไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

ตรงกลางขบวนทัพ คาเฮล ผู้บัญชาการกองกำลังแทรกแซงแห่งแอลจีเรีย มองดูรายงานที่เพิ่งจะได้รับมาด้วยรอยยิ้มอย่างได้ใจ ก่อนจะโยนกระดาษแผ่นนั้นให้กับเจ้าหน้าที่คนสนิท หรือก็คือรองผู้บัญชาการของเขา:

“คนอังกฤษประเมินกองทัพฝรั่งเศสสูงเกินไปแล้ว เมื่อ 4 วันก่อนพวกเขายังหาเสบียงอยู่ที่เมืองตูนิเซียอยู่เลย คาดว่าน่าจะอีกสองสามวันถึงจะออกเดินทางได้”

นี่เป็นข่าวที่กองกำลังที่เหลืออยู่ของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ในตูนิเซียส่งมาให้ เนื้อหาเชื่อถือได้อย่างแน่นอน

ฝ่ายหลังรับรายงานไปอ่านรอบหนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบว่า:

“ท่านนายพล หากดูจากการเคลื่อนกำลังพลของพวกเขา พวกเขามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไปตั้งแนวป้องกันบริเวณแม่น้ำเมเดอร์ดานะขอรับ”

“เจ้ากำลังจะบอกว่าที่นั่นบุกโจมตียากใช่ไหม?” คาเฮลแค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ “ถึงอย่างไรพวกคนอังกฤษก็เป็นคนจ่ายเงิน จะรบนานแค่ไหนก็ช่างปะไร บิแซร์ตาก็ร่ำรวยมาก ในระหว่างนั้น ก็เพียงพอให้พวกเราขนทรัพย์สินของที่นั่นกลับมาที่มิติญาได้หมดแล้ว”

นายทหารร่างสูงใหญ่ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของคาเฮลกลับพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า:

“ท่านนายพล จากการลาดตระเวนเมื่อวันก่อน คนตูนิเซียดูเหมือนจะเตรียมตัวข้ามแม่น้ำเมเดอร์ดาจากทางตอนเหนือของไครรูอานนะขอรับ นี่อาจจะเป็นการเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับกองทัพของเราที่บิแซร์ตา”

“ไอ้พวกม็อบชั้นต่ำนั่น มันรบไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ” เจ้าหน้าที่คนสนิทแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูถูก “บนที่ราบของบิแซร์ตา เราสามารถฉีกร่างพวกมันให้ขาดกระจุยได้อย่างง่ายดาย ไอ้พวกกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ดันไปแพ้ให้กับพวกไพร่ชั้นต่ำแบบนี้ได้”

คาเฮลกลับสั่งการว่า:

“เราก็ต้องระวังการซุ่มโจมตีของพวกตูนิเซียด้วย ถ่ายทอดคำสั่ง ให้เพิ่มจำนวนทหารลาดตระเวนอีกหนึ่งเท่าตัว รีบหาตำแหน่งของกองกำลังหลักของพวกกบฏตูนิเซียให้พบโดยเร็วที่สุด”

นายทหารร่างสูงใหญ่มองด้วยความสงสัย:

“ท่านนายพล ข้าแปลกใจนิดหน่อย ทำไมพวกกบฏนั่นถึงไม่รวมกำลังกับพวกฝรั่งเศสล่ะ? การแยกย้ายกันไปแบบนี้ จะทำให้พวกเขาทั้งสองฝ่ายไร้กำลังที่จะมาต่อสู้กับเราตรงๆ นะขอรับ”

คาเฮลแย้งว่า: “ต่อให้รวมกำลังกัน พวกมันก็ไม่มีปัญญามาสู้กับเราได้หรอก พวกกบฏนั่นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังทำไร่ทำนาอยู่เลย จัดแถวให้เป็นระเบียบยังทำไม่ได้เลยมั้ง ข้าสงสัยว่า พวกฝรั่งเศสไม่อยากจะผลาญกำลังรบกับเรามากนัก ก็เลยเลือกที่จะไปตั้งรับตามแนวแม่น้ำมากกว่า”

นายทหารร่างสูงใหญ่ถามต่อ: “แล้วคนฝรั่งเศสกำลังรอทหารหนุนอยู่หรือเปล่า?”

“คนอังกฤษบอกว่า สถานะทางการคลังของฝรั่งเศสไม่อำนวยให้พวกเขาส่งกำลังทหารมาเพิ่มเป็นจำนวนมาก แถมคนอังกฤษก็รับปากไว้แล้วด้วยว่า หากฝรั่งเศสส่งทหารหนุนมา พวกเขาก็จะให้ความช่วยเหลือเราเพิ่มเติมเช่นกัน”

ในขณะที่คาเฮลกำลังพูดอยู่นั้น ก็เห็นทหารลาดตระเวนคนหนึ่งควบม้าเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกล และตะโกนเสียงดังว่า:

“รายงานขอรับ ท่านนายพล พวกแอลเบเนียส่งข่าวมาว่า ทหารลาดตระเวนของพวกเขาพบร่องรอยของคนตูนิเซียแถวๆ เนฟซา ขอรับคำสั่งจากท่านด้วยขอรับ!”

เนฟซาอยู่ทางตะวันออกสุดของอันนาบา แทบจะหลุดออกจากพรมแดนแอลจีเรียแล้ว ทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียในฐานะทัพหน้า ในตอนนี้ได้เดินทางไปถึงที่นั่นแล้ว

คาเฮลหรี่ตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนยันอย่างมั่นใจว่า:

“น่าจะเป็นกองกำลังของชนเผ่าในบิแซร์ตา ที่มาสอดแนมการเคลื่อนไหวของกองทัพเราน่ะ ให้เซมิซเพิ่มการสอดแนมให้เข้มงวดขึ้น และเคลื่อนทัพต่อไป

เซมิซก็คือ นายทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ ที่รับหน้าที่บัญชาการทหารรับจ้างชาวแอลเบเนีย

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note