You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ภายในห้องที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิดบนชั้นสองของพระราชวังปาแล-รัวยาล มาดามซังเบรังกำลังนั่งตัวหดเกร็งด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

เมื่อสิบกว่านาทีก่อน นางยังคงดื่มด่ำอยู่กับความตื่นเต้นที่ได้รับคำเชิญจากดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง แต่ในเวลานี้กลับต้องตัวสั่นเทาและพูดเสียงตะกุกตะกัก: “ทะ… ท่านดุ๊ก ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ… ตอนนั้นดุ๊กแห่งชาทร์เป็นคนเข้ามาหาข้าเอง… อีกอย่าง ข้าก็ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ว่าตัวเองเป็นโรคพรรค์นั้น”

ผิวพรรณของนางเรียบเนียน ไร้ซึ่งความผิดปกติใดๆ เห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าสู่ระยะที่สองของโรคซิฟิลิส คนที่มีร่างกายแข็งแรงหลายคน อาจจะต้องรอถึงสองปีหลังจากติดเชื้อ ถึงจะเริ่มมีอาการของโรคให้เห็นอย่างชัดเจน

ดุ๊กแห่งชาทร์ที่อยู่ข้างๆ พยายามปลอบใจพ่อของตน: “ท่านพ่อ ‘โรคแห่งความรัก’ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ขนาดพระเจ้าฟร็องซัวส์ที่ 1 ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ยังเคยเป็นเลยนะขอรับ…”

“แกหุบปากไปเลย!”

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องตวาดเสียงดังขัดจังหวะเขา ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่มาดามซังเบรังอย่างดุดัน: “เจ้าจงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟังอย่างละเอียดเดี๋ยวนี้”

“คือ… คือวันที่ท่านสั่งให้ข้าไปยั่วยวน… ไปหามกุฎราชกุมาร ท่านก็รู้ว่าข้าทำงานพลาด พระองค์ไม่ได้สนใจข้าเลย จากนั้น ดุ๊กแห่งชาทร์ก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง…”

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก็ทุบโต๊ะอย่างบ้าคลั่งด้วยความเดือดดาล บนพื้นห้องหนังสือเต็มไปด้วยเศษซากของถ้วยชาและเตาเผาเครื่องหอมที่แตกกระจาย

“เป็นเพราะไอ้หลุยส์ โจเซฟ บัดซบนั่น!” ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย กัดฟันพึมพำกับตัวเอง “มันจะต้องรู้ล่วงหน้าแล้วแน่ๆ ว่านังซังเบรังนั่นป่วย ก็เลยตั้งใจหลอกให้ฟิลิปป์เข้าไปในห้องนั้น!

“ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!”

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผู้สืบทอดที่ถูกต้องตามกฎหมายของดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกอย่างมากก็แค่ 20 ปี หรืออาจจะแค่ 10 ปีเท่านั้น

โรคซิฟิลิส ในยุคสมัยนี้ถือเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายและน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง

เขาคว้าที่วางพู่กันมาฟาดลงบนพื้นอย่างแรง พร้อมกับส่งเสียงคำรามต่ำราวกับสัตว์ป่า: “ข้าขอสาบาน ข้าจะไม่มีวันปล่อยแกไปแน่ ข้าจะฉีกร่างพวกแกให้ขาดกระจุย! ขาดกระจุย! ต่อให้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้ามีก็ตาม!”

……

แอฟริกาเหนือ

แอลจีเรีย, มิติญา

ฮอลลิส กงสุลอังกฤษประจำตูนิเซีย เซ็นชื่อลงในเอกสารส่งมอบงานอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะโค้งคำนับให้สจวร์ต กงสุลประจำแอลจีเรียอย่างส่งๆ:

“หลังจากนี้ เรื่องในแอฟริกาเหนือคงต้องฝากท่านดูแลแล้ว ลาก่อน ท่านเซอร์สจวร์ต”

เมื่อข่าวการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตูนิเซียส่งกลับไปถึงลอนดอน ทูตพิเศษของดุ๊กแห่งลีดส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็รีบเดินทางมาที่แอลจีเรียทันที เพื่อประกาศให้สจวร์ตเข้ารับช่วงดูแลกิจการทั้งหมดในตูนิเซียแทน

ฮอลลิสทำได้เพียงคร่ำครวญในโชคชะตาที่แสนอาภัพของตนเอง เขาได้ทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้แล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าทำไมจู่ๆ พวกคนพื้นเมืองถึงได้ลุกฮือขึ้นมาก่อกบฏ แถมยังมีท่าทีเข้าข้างฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ยามพลบค่ำ ฮอลลิสเก็บสัมภาระอยู่ในโรงแรมเพียงลำพัง พรุ่งนี้เช้าเขาจะต้องขึ้นเรือกลับอังกฤษแล้ว

“เกษียณแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน” เขาส่ายหน้า ยิ้มเยาะตัวเอง “ครึ่งชีวิตที่เหลือ จะได้กลับไปตกปลาที่บ้านเกิดในวูสเตอร์ได้อย่างสบายใจเสียที”

เสียงผลักประตูดังมาจากด้านหลัง เขาคิดว่าเป็นคนรับใช้ จึงหันไปพูดว่า: “เจมี่ บอกกี่ครั้งแล้ว เรื่องรถม้าไม่ต้องมาถามฉันบ่อยๆ…”

จู่ๆ เขาก็ชะงักไป คนที่เข้ามาไม่ใช่เจมี่ แต่เป็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำ

“ท่านคือ?”

“คุณฮอลลิส คุณทำงานได้แย่มากจริงๆ” ชายชุดดำปิดประตู แล้วพูดเสียงเบา

ฮอลลิสตกใจสุดขีด: “แก แกจะทำอะไร?”

ชายชุดดำนวดข้อมือพลางเดินเข้ามาอย่างช้าๆ: “การที่คุณแอบไปยุยงพวกขุนนางตูนิเซียให้ลอบโจมตีคนฝรั่งเศส มันจะทำให้รัฐบาลของเราลำบากใจเป็นอย่างมาก”

“ไม่ นั่นเป็นคำสั่งของดุ๊กแห่งลีดส์…” ฮอลลิสพูดไปได้ครึ่งประโยคก็ต้องชะงักไป “เขาเป็นคนส่งแกมางั้นหรือ?”

ชายชุดดำไม่ตอบอะไร แต่กลับพุ่งเข้าไปจับตัวเขาไว้ด้วยความรวดเร็ว และใช้เชือกรัดคอเขาอย่างแน่นหนา

เช้าวันต่อมา เจ้าของโรงแรมพยายามเตือนให้คนอังกฤษรีบไปขึ้นเรือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ จึงต้องจำใจเปิดประตูเข้าไปดู แต่กลับพบว่าคนที่อยู่ในห้อง ผูกคอตายอยู่ตรงขอบหน้าต่างเสียแล้ว

……

สจวร์ตไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า อดีตเพื่อนร่วมงานของตนได้ไปเยือนสวรรค์เสียแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำ ก็คือพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อขัดขวางไม่ให้ฝรั่งเศสได้ครอบครองตูนิเซีย

เขากำลังเตรียมตัวไปเข้าพบเดย์แห่งแอลจีเรีย ซึ่งก็คือผู้ปกครองของที่นี่ แต่ใครจะรู้เล่าว่า ซาอีด ทูตพิเศษของสุลต่านแห่งออตโตมัน จะชิงตัดหน้ามาหาเขาที่สถานกงสุลเสียก่อน

ภายในห้องรับรอง ชายวัยกลางคนร่างท้วมที่ไว้หนวดทรงแปดตัว และแต่งกายตามแบบฉบับของชาวออตโตมัน พยักหน้าทักทายสจวร์ต: “ท่านกงสุลที่เคารพ ข้าคิดว่าท่านคงจะได้รับข่าวการกบฏอันน่าสะพรึงกลัวในตูนิเซียแล้ว”

สจวร์ตรีบนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบสั่งให้คนรับใช้นำกาแฟมาเสิร์ฟ พร้อมกับเชิญให้ชาวออตโตมันนั่งลง: “ครับ เฮ้อ นั่นมันช่างเป็นโศกนาฏกรรมจริงๆ ผมได้ยินมาว่า คนตูนิเซียประกาศอย่างเปิดเผยเลยว่าจะแยกตัวออกจากจักรวรรดิออตโตมัน”

ซาอีดพยักหน้าตอบ:

“ข้าคิดว่า ในเรื่องสถานการณ์ของตูนิเซีย ประเทศของเราทั้งสองต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันนะ

“เห็นได้ชัดว่า หากฝรั่งเศสได้ครอบครองท่าเรือของตูนิเซีย การค้าของอังกฤษในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก็จะตกเป็นรองทันที”

สจวร์ตใช้ช้อนเงินคนกาแฟ แกล้งถามอย่างไม่ใส่ใจ: “แล้วท่านคิดเห็นอย่างไรล่ะครับ?”

“พวกเราสามารถร่วมกันเสนอแนะให้แอลจีเรียส่งทหารไปปราบกบฏในตูนิเซีย บางทีมันอาจจะทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยได้”

ซาอีดขยับเข้าไปใกล้: “ข้าได้ยินมาว่า อังกฤษได้จ้างทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียกลุ่มหนึ่ง มาช่วยแอลจีเรียป้องกันพวกฝรั่งเศส

“หากกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์แอลจีเรียส่งทหารไปช่วยด้วย ก็จะสามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสในตูนิเซียได้อย่างรวดเร็ว ที่นั่นน่าจะมีทหารฝรั่งเศสอยู่แค่ 3,000 นายเท่านั้น”

สจวร์ตยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย: “อย่างแรก ข่าวกรองของท่านมันล้าสมัยไปแล้วล่ะครับ ในตูนิเซียมีทหารฝรั่งเศสอยู่ถึง 6,000 นาย

“อย่างที่สอง ท่านและจักรวรรดิของท่านจะสามารถสนับสนุนอะไรให้กับปฏิบัติการปราบกบฏในครั้งนี้ได้บ้างครับ?”

ซาอีดรีบเผยรอยยิ้มออกมา:

“ข้าสามารถอ้างพระนามของสุลต่าน เพื่อเรียกร้องให้เดย์แห่งแอลจีเรียส่งทหารไปได้ ท่านก็รู้ว่านี่จะช่วยลดเสียงคัดค้านของสภาแอลจีเรียลงได้อย่างมาก”

แอลจีเรียแตกต่างจากตูนิเซียที่กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ที่นี่มีกลุ่มอำนาจทางการเมืองอยู่สามกลุ่ม คือชนพื้นเมือง กองทัพเรือ และกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ พวกเขาทุกฝ่ายต่างก็ต้องการการสนับสนุนจากออตโตมัน ดังนั้นพวกเขาจึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับท่าทีของสุลต่านมาก

ซาอีดกล่าวต่อ: “เมื่อความสงบเรียบร้อยในตูนิเซียกลับคืนมาแล้ว ข้าเชื่อว่าสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่จะต้องพิจารณามอบสิทธิ์การผูกขาดทางการค้าในตูนิเซียให้กับอังกฤษอย่างแน่นอน”

กงสุลอังกฤษถึงกับตาเป็นประกาย: “อันที่จริง ผมสนใจข้อเสนอของท่านมากเลยครับ”

ซาอีดหมุนข้อมือวาดเป็นวงกลม แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ: “เพียงแต่ว่า สงครามปราบกบฏในครั้งนี้ เกรงว่าจะต้องใช้งบประมาณสักหน่อย…”

สจวร์ตรีบตอบ:

“เรื่องนี้ผมสามารถช่วยได้ครับ 3 แสนปอนด์ ก็น่าจะเพียงพอที่จะใช้ทำสงครามในครั้งนี้จนจบได้”

ซาอีดดีใจมาก โค้งคำนับเล็กน้อยพร้อมกล่าว: “ข้าเชื่อว่าประเทศของเราทั้งสอง จะสามารถกลายเป็นผู้พิทักษ์ความสงบเรียบร้อยในตูนิเซียได้อย่างแน่นอน”

ทั้งสองคนปรึกษาหารือรายละเอียดกันอีกพักใหญ่ ก่อนจะจับมือกันเดินไปที่คฤหาสน์ของเดย์แห่งแอลจีเรีย

สามวันต่อมา ‘ดีวาน’ หรือก็คือรัฐสภาของแอลจีเรีย ได้จัดการประชุมใหญ่ขึ้น

กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์แอลจีเรียรู้สึกเห็นใจ ‘พี่น้อง’ ในตูนิเซียที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลุกฮือของคนพื้นเมืองเป็นอย่างมาก ดังนั้นพอเปิดการประชุมปุ๊บ ก็โวยวายจะให้ส่งทหารไปที่ตูนิเซีย เพื่อปราบกบฏและช่วยเหลือกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ทันที

อันที่จริง นับตั้งแต่ที่ฮุสเซนนำกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์เข้ายึดครองตูนิเซีย พวกเขาก็มักจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของตูนิเซียอยู่เสมอ และได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาโดยตลอด

ทางฝั่งกองทัพเรือก็รีบแสดงความเห็นด้วยทันที

ก่อนหน้านี้ กองเรือร่วมเพิ่งจะยิงเรือของพวกเขาจมไป แถมยังจับกะลาสีบนเรือไปอีก พวกเขาจึงวางแผนที่จะแก้แค้นมาตลอด

และในตอนนี้ ฝรั่งเศสก็ได้ครอบครองท่าเรือในตูนิเซียแล้ว ภัยคุกคามที่มีต่อพวกเขาในอนาคตก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น พวกเขาย่อมต้องอยากให้มีการโจมตีตูนิเซียให้เร็วที่สุด

มีเพียงกลุ่มชนพื้นเมืองของแอลจีเรียเท่านั้น ที่ไม่ค่อยอยากจะเข้าไปพัวพันกับสงครามในครั้งนี้

ทว่า เดิมทีพวกเขาก็มีอิทธิพลน้อยที่สุดใน ‘ดีวาน’ อยู่แล้ว เมื่อได้รับคำแนะนำจากทูตพิเศษของสุลต่านแห่งออตโตมัน ประกอบกับอังกฤษยังรับปากว่าจะให้เงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางทหารหลายแสนปอนด์ พวกเขาจึงยอมปิดปากเงียบ

ในท้ายที่สุด ซูคุริ อาลี ทูวุส เดย์แห่งแอลจีเรีย ก็สามารถขอสิทธิ์ในการบัญชาการทหารรับจ้างชาวแอลเบเนียจากชาวอังกฤษมาได้ และยังได้รับการอนุญาตให้เข้าปล้นสะดมในตูนิเซียได้ด้วย เขาจึงประกาศให้กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ส่งทหารไป 11,000 นาย รวมกับทหารรับจ้างอีก 12,000 นาย มุ่งหน้าไปยังตูนิเซียเพื่อปราบกบฏ และฟื้นฟูอำนาจการปกครองของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ในพื้นที่แห่งนั้น

……

ปารีส

พระราชวังแวร์ซายส์, พระตำหนักเปอติ ทริอานง

พระราชินีมารีตรัสถามนางกำนัลด้วยสีหน้าร้อนรน: “บารอนแห่งเวย์มอเรลออกเดินทางหรือยัง?”

เคาน์เตสเดอแบร์นิแนคโค้งตัวทูลตอบ: “เพคะ ฝ่าบาท เขาออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ตอนนี้น่าจะใกล้ถึงเมืองโปรแว็งส์แล้วเพคะ”

“ดี งั้นก็ดีแล้ว”

พระราชินีลูบพระอุระเบาๆ แต่พระหทัยก็ยังคงเต้นแรง

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีข่าวดีส่งมาจากตูนิเซีย ว่ามกุฎราชกุมารได้ทรงขับไล่กลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียที่เป็นปรปักษ์กับฝรั่งเศสออกจากตำแหน่งไปแล้ว และในตอนนี้ตูนิเซียก็ได้กลับกลายเป็นสวรรค์ของฝรั่งเศสอีกครั้ง

ด้วยความดีพระทัยอย่างยิ่งยวด นางจึงทรงอนุญาตให้ลูกชายขึ้นฝั่งที่ตูนิเซีย เพื่อเที่ยวชมทิวทัศน์อันแปลกตาของที่นั่นตามคำขอ

ทว่า เมื่อคืนนี้กลับมีสัญญาณเตือนส่งมาจากแอลจีเรีย ว่า ‘ดีวาน’ แห่งแอลจีเรียได้ตัดสินใจส่งทหารกว่า 23,000 นาย เข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในตูนิเซียแล้ว

เมื่อนางนึกขึ้นได้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอาจจะถูกม้วนเข้าไปในไฟสงคราม ก็รีบเขียนจดหมายด้วยพระหัตถ์ของนางเองตลอดทั้งคืน ก่อนจะสั่งให้หัวหน้าทหารรักษาพระองค์รีบรุดไปที่ตูนิเซียทันที เพื่อนำตัวมกุฎราชกุมารกลับมา

ประตูถูกผลักให้เปิดออก เสนาบดีกระทรวงสงคราม เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และอัครมหาเสนาบดี บรีแยน ต่างก็รีบก้าวเท้าเข้ามาตามลำดับ

พระราชินีไม่รอให้พวกเขาทำความเคารพ ก็รีบตรัสด้วยความร้อนรนว่า: “พวกท่านคงได้ยินเรื่องสถานการณ์ในตูนิเซียแล้วใช่ไหม? ตอนนี้ข้าต้องการรับประกันความปลอดภัยของมกุฎราชกุมาร!”

นางตรัสจบ ก็พึมพำเสียงเบาอีกว่า: “ข้าไม่น่าปล่อยให้เขาไปที่นั่นเลย พระเจ้า ที่นั่นมีแต่พวกคนเถื่อนทั้งนั้น…”

มาร์ควิสเดอแซงต์-พรีส และเสนาบดีกระทรวงทหารเรือสบตากัน ก่อนจะก้าวเข้าไปทูลว่า: “ฝ่าบาท หากกองกำลังในตูนิเซียรีบอารักขามกุฎราชกุมารหลบหนีออกมา ก็คงไม่มีอันตรายใดๆ หรอกพ่ะย่ะค่ะ

“เพียงแต่ กองกำลัง 6,000 นายที่ส่งไปนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นกองทัพที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่ หากว่า บังเอิญว่าพวกเขาเคลื่อนที่ได้ล่าช้า และถูกกองทัพแอลจีเรียปิดล้อมไว้ที่ตูนิเซียล่ะก็ เกรงว่า…”

พระราชินีมารีรีบตรัสว่า: “แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ? โอ้ ท่านรีบส่งกองทัพไปรับมกุฎราชกุมารที่ตูนิเซียเดี๋ยวนี้เลย!”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” มาร์ควิสเดอแซงต์-พรีส โค้งคำนับ ก่อนจะลองหยั่งเชิงถามว่า “ฝ่าบาท แล้วเรื่องงบประมาณล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”

“ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ก็ให้อาร์คบิชอปบรีแยนเบิกจ่ายให้ท่านไป ข้าต้องการให้ท่านส่งทหารไปเดี๋ยวนี้!”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”

……

ตูนิเซีย

โจเซฟนั่งอยู่ในเต็นท์บนชายหาด กำลังกินอาหารทะเลที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ พลางหารือเกี่ยวกับเอกสารในมือกับโจแอน: “ท่านรู้ไหมว่าคนพื้นเมืองตูนิเซียมีทาสผิวขาวอยู่เท่าไหร่?”

“ยังไม่ได้มีการรวบรวมตัวเลขที่แน่ชัดเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท แต่ทว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ในตูนิเซียตกอยู่ในมือของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ ส่วนชาวเบอร์เบอร์และชาวอาหรับนั้นแทบจะไม่มีใครมีปัญญาซื้อทาสผิวขาวเลย กระหม่อมคาดว่า อย่างมากก็มีแค่ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“ก็ดี” โจเซฟพยักหน้า “ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ให้รัฐบาลตูนิเซียเป็นคนออกเงินไถ่ตัวพวกเขากลับมา ส่วนทาสผิวขาวที่เคยเป็นของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ ก็ให้ปล่อยตัวเป็นอิสระได้เลย”

ตามตัวเลขที่ได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ ในตูนิเซียมีทาสผิวขาวอยู่หลายหมื่นคน ซึ่งก็คือชาวยุโรปที่ถูกโจรสลัดลักพาตัวมานั่นเอง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ หลังจากที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมานานหลายปี พวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้กลับยุโรปอีกแล้ว พวกเขาจึงกลายมาเป็นกำลังหลักสำคัญของผู้อพยพชาวฝรั่งเศสในตูนิเซียโดยปริยาย

โจแอนรีบจดบันทึกลงไปในหน้าสุดท้ายของ ‘พระราชบัญญัติการดำรงชีวิตของทาสผิวขาว’: “นี่อาจจะต้องใช้เงินหลายแสนลีฟร์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

“ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าคุ้มค่าแล้วล่ะ” โจเซฟถามต่อ “อ้อ แล้วเรื่องการสอบคัดเลือกข้าราชการ เตรียมการไปถึงไหนแล้วล่ะ?”

“กำลังเตรียมการอย่างเป็นระบบพ่ะย่ะค่ะ คุณฮิลาดาบอกว่า อย่างช้าที่สุดต้นเดือนหน้าก็น่าจะเริ่มสอบได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟพยักหน้ารับ ในปัจจุบัน ระบบราชการของกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว และตูนิเซียก็ต้องการระบบการปกครองรูปแบบใหม่

โจเซฟจึงอยากจะใช้โอกาสนี้ ทดสอบระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการที่นี่ดูเสียเลย ซึ่งก็คล้ายๆ กับการสอบก.พ. ในยุคหลังนั่นเอง

แน่นอนว่า นอกจากการสอบวิชามนุษยศาสตร์ การบริหาร การจัดการ หรือวิทยาศาสตร์แล้ว ก็ยังมีข้อสอบอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปของฝรั่งเศส รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่องของ ‘ต้นกำเนิดจากโรมัน’ ด้วย

โครงร่างการสอบได้ถูกประกาศออกไปแล้ว หลังจากนี้ก็เข้าสู่กระบวนการ ‘เรียนดีก็ได้เป็นขุนนาง’ แล้วล่ะ

เมื่อการสอบคัดเลือกข้าราชการที่นี่สั่งสมประสบการณ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะกลายเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญในการผลักดันการปฏิรูประบบราชการในฝรั่งเศสของเขาต่อไป

ในขณะที่โจเซฟและโจแอนกำลังคุยกันอยู่ ก็เห็นอิซัคพาเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองตำรวจคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา

ทหารกองกำลังรักษาพระองค์สวิสสองสามคนรีบเข้าไปขวางไว้ และเริ่มตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียด

โจเซฟยิ้มพลางกวักมือเรียกทหารสวิส: “ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”

อิซัคเดินเข้าไปทำความเคารพ แล้วรีบรายงานด้วยความร้อนรน: “ฝ่าบาท นี่คือวิลลี่ที่เพิ่งจะเดินทางมาจากแอลจีเรียพ่ะย่ะค่ะ เขามาส่งข่าวว่า เดย์แห่งแอลจีเรีย ทูวุส ได้ระดมกองทัพใหญ่ถึง 23,000 นาย เตรียมจะบุกโจมตีบิแซร์ตาจากทางอันนาบาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“โอ้?!” โจเซฟลุกพรวดขึ้นมา ขมวดคิ้วถาม “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่?”

“ประมาณ 6 วันก่อนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

ด้วยความเร็วในการสื่อสารในยุคนี้ ข่าวกรองจากมิติญาถูกส่งมาถึงเมืองตูนิเซียได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมากแล้ว

“แจ้งให้นายทหารระดับสูงของกองทัพองครักษ์และกองทัพมูแล็งทราบ ให้รีบจัดการประชุมวางแผนการรบด่วน อ้อ ให้พวกเขาพานายทหารจากกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซียมาด้วยอีกสองสามคน”

โจเซฟกำลังจะเดินจากไป อิซัคก็พูดขึ้นมาอีกว่า: “ฝ่าบาท พูดถึงเรื่องกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ตูนิเซีย จากคำให้การของนายทหารกลุ่มกองกำลังรักษาพระองค์ที่จับกุมมาสอบสวนในช่วงสองสามวันนี้ ชี้ให้เห็นว่า เป็นพวกคนอังกฤษนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ ที่อยู่เบื้องหลังการยุยงให้พวกเขาลอบโจมตีคนฝรั่งเศส แถมอังกฤษยังยอมควักเงินก้อนโต เพื่อใช้เป็นค่าจ้างในการลอบโจมตีด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อก่อนเขาก็สงสัยไอ้พวกชอบป่วนนี่อยู่แล้ว ในที่สุดตอนนี้ก็มีหลักฐานยืนยันแล้ว

เขาสั่งให้อิซัค: “ให้เขียนรายงานเรื่องนี้อย่างละเอียด แล้วให้คนส่งกลับไปที่พระราชวังแวร์ซายส์ด้วย”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

สองชั่วโมงต่อมา ภายในบ้านพักตากอากาศที่อยู่ไม่ไกลจากคาสร์พาลเลซ แบร์ตีเย อองเดร และนายทหารอีกกว่าสิบคน ยืนตัวตรงอยู่รอบโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ ก่อนจะยกหมวกขึ้นและโค้งคำนับมกุฎราชกุมารอย่างเป็นระเบียบ

โจเซฟยกหมวกตอบรับการทำความเคารพ ก่อนจะหันไปมองโต๊ะประชุมที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งสร้างใหม่ คนตูนิเซียไม่ใช้โต๊ะแบบนี้หรอก แล้วหันไปสั่งเอม็องว่า: “รบกวนท่านช่วยยกโต๊ะตัวนี้ออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นโต๊ะที่สามารถวางกระบะทรายได้ก็พอ”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note