ตอนที่ 177 กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศส
แปลโดย เนสยัง“โอ้? พวกเขาช่างรู้จักใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของรัฐบาลได้ดีเสียจริง” ในดวงตาของโจเซฟมีประกายเย็นชาพาดผ่าน
หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีคลัง เขาก็มีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศสอย่างถ่องแท้ เงินที่รัฐบาลกู้ยืมมา มีส่วนสำคัญที่มาจากขุนนางผู้มั่งคั่ง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละยี่สิบ หากรวมเงินที่ขุนนางนำไปลงทุนในธนาคาร และซื้อพันธบัตรรัฐบาลเข้าด้วยแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มคนที่รับซื้อหนี้สินของรัฐบาลมากที่สุด
นั่นก็หมายความว่า หากขุนนางไม่ยอมให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลอีกต่อไป การคลังของประเทศก็จะต้องล้มครืนในไม่ช้า ในประวัติศาสตร์ ไอ้พวกนี้ก็เคยรวมหัวกันตั้ง “สมาคมต่อต้านภาษี” ใช้การไม่ยอมจ่ายภาษีมาข่มขู่ราชวงศ์ และในท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
มิน่าล่ะบรีแยนถึงได้ร้อนใจรีบวิ่งแจ้นมาหาตนที่ปารีสขนาดนี้ เขาคงกลัวว่าพวกขุนนางจะแตกหักกับรัฐบาลจริงๆ
บรีแยนมีสีหน้าวิตกกังวล “ฝ่าบาท พระองค์คิดว่าควรจะชะลอการสอบสวนเนกเกร์ไว้ก่อน แล้วให้เขาจ่ายค่าปรับออกมาก้อนหนึ่งดีไหมพ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ ท่านถูกพวกขุนนางนั่นทำให้หวาดกลัวไปแล้วหรือ?”
“เปล่าหรอกพ่ะย่ะค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น” บรีแยนปากบอกว่า “ไม่ใช่” แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความกังวล “แต่พระองค์ก็ทรงทราบดี หากพวกเขายอมทำแบบนั้นจริงๆ ต่อให้เป็นแค่ชนกลุ่มน้อย การคลังก็จะ…”
บรีแยนยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่โจเซฟกลับบุ้ยใบ้ไปทางรถม้าของตน “เอาอย่างนี้แล้วกัน เราไปที่พระราชวังแวร์ซายส์กันก่อน ค่อยๆ คุยกันระหว่างทาง”
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ภายในรถ โจเซฟเอ่ยถามขึ้นว่า “อาร์คบิชอปบรีแยน เมื่อก่อนก็เคยมีกรณีธนาคารล้มละลายเหมือนกัน เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ไหม?”
บรีแยนพยายามนึกย้อนก่อนจะส่ายหน้า “ฝ่าบาท เมื่อก่อนส่วนใหญ่จะมีธนาคารมีปัญหาแค่แห่งเดียว อีกทั้งไม่ได้พัวพันกับคดีความ กระบวนการล้มละลายจึงไม่ได้รวดเร็วขนาดนี้ ผู้คนยังมีเวลาจัดการกับการลงทุนในธนาคารของตนได้พ่ะย่ะค่ะ
“แต่คราวนี้ธนาคารเบรังเยร์ล้มเร็วเกินไป ประกอบกับในอนาคตจะมีธนาคารอีกนับสิบแห่งที่ต้องล้มละลาย ทุกคนจึงถูกทำให้หวาดกลัวกันไปหมดพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ที่พวกขุนนางแสดงท่าทีตอบโต้อย่างรุนแรง ก็เป็นเพราะธนาคารเบรังเยร์ไม่ได้จัดการเรื่องสิทธิเรียกร้องหนี้ให้เรียบร้อย และไม่ได้เปิดเผยแผนการชำระหนี้ด้วยสิทธิเรียกร้องหนี้ แต่กลับทิ้งนักลงทุนทุกคนไปเฉยๆ อย่างนั้นสิ?”
“โดยรวมแล้วก็เป็นเช่นนั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
โจเซฟหรี่ตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ดังนั้น ถ้าตอนนี้มีใครสักคนออกหน้ารับซื้อธนาคารเบรังเยร์ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญากับพวกขุนนางว่าจะยอมรับและชำระคืนเงินลงทุนของพวกเขา พวกเขาก็จะพอใจและแยกย้ายกันไปทันทีใช่ไหม?”
บรีแยนทำหน้าขมขื่น “แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยากจะรับซื้อเลยนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าธนาคารเบรังเยร์จะต้องเผชิญกับค่าปรับมากน้อยเพียงใด…”
เขาพูดพลางชะงักไป ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“พระองค์ทรงหมายความว่า จะยกเว้นค่าปรับให้ธนาคารหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟรีบส่ายหน้าทันที หากไม่ทำการลงโทษ ก็เท่ากับปล่อยให้ธนาคารที่เกี่ยวข้องเหล่านี้กอบโกยผลประโยชน์จากรัฐบาลไปฟรีๆ ตั้งหลายสิบล้านหรืออาจถึงร้อยล้านลีฟร์เลยน่ะสิ!
ปัญหาในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ว่าจะชดใช้เงินลงทุนของพวกขุนนางได้อย่างไรต่างหาก
เขาลองทบทวนกลยุทธ์การดำเนินงานทางการเงินของธนาคารในยุคหลังดูทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่พบวิธีแก้ปัญหาที่พร้อมใช้งานเลย ส่วนบรีแยนยิ่งหมดปัญญา ได้แต่มองเขาด้วยสีหน้าอมทุกข์
ต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว โจเซฟนึกถึงเรื่องที่พวกขุนนางชั้นสูงเหล่านี้คอยขัดแข้งขัดขาเขา และคอยบ่อนทำลายประเทศชาติมาตลอด ในใจก็รู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาชกหมัดลงบนเบาะที่นั่งอย่างแรง กัดฟันพูดว่า “ยึดเงินของไอ้พวกนี้ไปให้หมดเลยดีไหม!”
ก่อนจะถอนหายใจออกมา รู้ดีว่านี่ก็เป็นเพียงแค่คำพูดประชดประชันเท่านั้น…
ช้าก่อน… เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ แม้จะไม่สามารถยึดเงินของพวกขุนนางได้ แต่ก็สามารถชะลอการจ่ายเงินให้พวกเขาไปก่อนได้นี่!
หากสามารถรอไปได้สักห้าหรือเจ็ดปี ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสก็จะคลี่คลายลง ถึงตอนนั้นก็จะมีกำลังจ่ายเงินเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น จำเป็นต้องใช้กลไกบางอย่าง เพื่อให้พวกขุนนาง “สมัครใจ” ทิ้งเงินเอาไว้
เมื่อพูดถึงกลไก เขาก็นึกถึง “การแปลงหนี้เป็นทุน” ขึ้นมาทันที แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก กลไกการถือหุ้นในยุคนี้ยังไม่สมบูรณ์นัก และด้วยจำนวนเงินมหาศาลขนาดนี้ก็คงจัดการได้ยาก
งั้นก็ปรับเปลี่ยนสักหน่อย อย่างเช่น “แปลงหนี้เป็นกองทุน”…
เมื่อรถม้าแล่นออกจากเขตเมืองปารีส โจเซฟก็เงยหน้ามองบรีแยน บนใบหน้าเผยรอยยิ้ม “หากไม่มีใครรับซื้อ ก็ให้ธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสของฉันเป็นคนซื้อเอง”
“ธนาคารของพระองค์หรือ?” บรีแยนตกใจ “ฝ่าบาท หากพระองค์ต้องการรับซื้อธนาคารเบรังเยร์ ไม่เพียงแต่ต้องใช้เงินทุนในการรับซื้อเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมเงินก้อนโตไว้จ่ายคืนเงินลงทุนของขุนนางที่อาจจะมาถอนตัวอีกด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ
“และต่อให้พระองค์จะรวบรวมเงินทุนมารับซื้อธนาคารเบรังเยร์ได้ แต่ก็ยังมีธนาคารอีกสิบกว่าแห่งที่จะต้องล้มละลาย พระองค์คงไม่สามารถรับซื้อได้ทั้งหมดหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟหัวเราะ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ความจริงแล้วฉันอยากจะกว้านซื้อมาให้หมดเลยต่างหาก”
“แต่พระองค์จะไปหาเงินทุนมากมายขนาดนั้นมาจากไหนล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟส่ายหน้า “แทบไม่ต้องใช้เงินเลยต่างหาก
“สิทธิเรียกร้องหนี้ของธนาคารเหล่านี้หักลบกับหนี้สินแล้ว โดยทั่วไปก็จะมีสินทรัพย์คงเหลืออยู่หลายล้านไปจนถึงหลายสิบล้านลีฟร์ และด้วยคดีในครั้งนี้ รัฐบาลสามารถสั่งปรับพวกมันในจำนวนที่เท่ากับสินทรัพย์ทั้งหมดได้
“จากนั้นรัฐบาลก็เอาเงินค่าปรับมาลงทุนในธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศส ธนาคารก็สามารถทำการเข้าซื้อกิจการได้โดยไม่มีต้นทุนเลย”
สิ่งที่เรียกว่าสิทธิเรียกร้องหนี้ของธนาคาร ก็คือเงินที่ปล่อยกู้ไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการปล่อยกู้ให้รัฐบาล ส่วนหนี้สินก็คือเงินฝากจากประชาชนทั่วไปและเงินลงทุนจากขุนนาง หลังจากนำทั้งสองส่วนมาหักลบกันแล้ว บวกกับเงินสดและทรัพย์สินอื่นๆ ของธนาคาร ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์สุทธิของธนาคาร
บรีแยนพยายามอธิบายอย่างใจเย็น “ฝ่าบาท ในทางบัญชีมันก็เป็นแบบนั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ แต่หลังจากที่พระองค์ซื้อธนาคารเหล่านั้นมาแล้ว หากมีขุนนางต้องการถอนเงินลงทุนคืน พระองค์ก็ต้องควักเนื้อจ่ายเงินส่วนนี้ไป ส่วนสินทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งก็คือเงินกู้ของรัฐบาล กลับไม่สามารถเรียกคืนได้ในทันทีนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟกล่าวอย่างเรียบเฉย “ขอแค่พวกขุนนางไม่มาถอนเงินลงทุนคืนก็สิ้นเรื่อง”
บรีแยนถอนหายใจ “ฝ่าบาท แต่ถ้าเกิดพวกเขาไม่ให้ความร่วมมือกับพระองค์ล่ะพ่ะย่ะค่ะ? โดยเฉพาะหลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายในครั้งนี้ พวกเขาต้องรู้สึกว่าการเอาเงินไปลงทุนในธนาคารต่อไปมันไม่ปลอดภัยแน่ๆ…”
โจเซฟยิ้มพลางโบกมือปัด “เรื่องนั้นคงปล่อยให้เป็นไปตามใจพวกเขาไม่ได้หรอก”
สองชั่วโมงต่อมา รถม้าก็มาจอดเทียบที่ลานหินอ่อน
โจเซฟเพิ่งจะลงจากรถ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นมาจากหน้าประตูพระราชวังแวร์ซายส์ “เพื่อความมั่นคงทางการเงินของฝรั่งเศส จะต้องหยุดการสอบสวนเนกเกร์เดี๋ยวนี้!”
“ขอฝ่าบาทโปรดประทานความเมตตาและกรุณาด้วยเถิด!”
“ถ้ายังมีธนาคารล้มละลายอีก ต่อไปฉันคงไม่กล้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกแล้ว…”
“ใช่ แล้วก็เงินกู้รัฐบาลด้วย! เราต้องกุมถุงเงินของเราไว้ให้แน่น!”
โจเซฟมองดูขุนนางที่กำลังเดือดดาลเหล่านั้น อดรู้สึกขำไม่ได้ จึงหันไปพยักพเยิดกับบรีแยนที่อยู่ข้างๆ “อาร์คบิชอปบรีแยน ประตูจะถูกพวกเขาปิดตายอยู่แล้ว เราไปที่พระตำหนักเปอติ ทริอานงกันก่อนเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ทั้งสองเดินไปได้ไม่ไกล ก็เห็นร่างอ้วนท้วนร่างหนึ่ง กำลังวิ่งเหยาะๆ เข้ามาพร้อมกับผมลอนยาวที่ส่ายไปมา
“เคานต์โมโนต์?” บรีแยนหยุดเดิน
เสนาบดีมหาดไทยก้มหัวทำความเคารพโจเซฟและบรีแยนตามลำดับ ก่อนจะพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ฝ่าบาท นี่พระองค์กำลังจะเสด็จไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ? คือว่า กระหม่อมมีเรื่องบางอย่างอยากจะเสนอแนะพระองค์สักหน่อย”
โจเซฟยิ้ม “พวกเรากำลังจะไปเข้าเฝ้าพระราชินี พอดีเลย ท่านไปด้วยกันสิ อ้อ ท่านมีเรื่องอะไรหรือ?”
โมโนต์รีบก้าวตามมาติดๆ ยิ้มประจบประแจง “ฝ่าบาท เกี่ยวกับคดีของเนกเกร์ ชะลอไว้สักพักน่าจะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้? ทำไมล่ะ?”
“พระองค์ลองทอดพระเนตรดูสิพ่ะย่ะค่ะ มีขุนนางหลายคนที่จะต้องสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลเพราะเรื่องนี้ พระองค์ต้องช่วยพวกเขาไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ? นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของราชวงศ์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟปรายตามองเขาแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
โมโนต์ยังคงพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อม เมื่อรู้ว่าคงปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว จึงได้แต่ถูมืออวบอ้วนไปมาแล้วหัวเราะแห้งๆ
“ฝ่าบาท อันที่จริง กระหม่อมก็เอาเงินไปลงทุนในธนาคารคลาเซนเน่อยู่บ้างเหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ
“แน่นอนว่ากระหม่อมได้ขอถอนเงินส่วนนั้นคืนแล้ว แต่พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าธนาคารต้องใช้เวลาถึง 20 วันในการระดมเงินจำนวนนี้ หากสามารถรอไปอีก 20 วัน แล้วค่อยสานต่อคดีของเนกเกร์…”
“ท่านลงทุนไปเท่าไหร่?”
“เอ่อ ประมาณ 7 แสนกว่าลีฟร์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟนวดขมับ กล่าวเสียงเย็น “ท่านก็รู้ว่าเรื่องของเนกเกร์มีผลกระทบมากแค่ไหน ในเวลานี้ ท่านเลือกที่จะสนับสนุนฉัน หรือจะเลือกเงิน 7 แสนของท่าน?”
เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของโมโนต์ เขาพูดอย่างยากลำบากว่า “ตะ… ต้องสนับสนุนพระองค์อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่ากระหม่อมเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์มาโดยตลอด แต่ทางธนาคาร…”
“ก็ดี” โจเซฟบุ้ยใบ้ไปทางพระตำหนักเปอติ ทริอานง “เดี๋ยวตามฉันไปเกลี้ยกล่อมพระราชินีด้วยกัน”
“หา? เกลี้ยกล่อมเรื่องอะไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“ให้พระองค์เป็นผู้ออกหน้า ก่อตั้ง ‘กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งฝรั่งเศส’ ขึ้นมาน่ะสิ”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
พระราชินีมารีทอดพระเนตรมองทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะหันไปตรัสกับบรีแยนว่า “ท่านแน่ใจนะ ว่าไอ้ ‘กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม’ นี่ จะทำให้คนพวกนั้นเลิกมากวนใจฉันได้?”
บรีแยนรีบตอบ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมขอรับรอง”
โจเซฟพูดเสริม “และยังช่วยลดหนี้สินของประเทศลงได้อย่างมากด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ความคิดเห็นของสองรัฐมนตรีที่พระราชินีทรงไว้วางใจเป็นอย่างมากทำให้พระองค์ทรงเชื่อมั่น ในที่สุดก็ทรงพยักหน้าตอบรับ “ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่พวกท่านบอกเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่ได้ใช้เงินรัฐบาลอยู่แล้ว”
พระองค์ทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย “แต่อาร์คบิชอปบรีแยนเพิ่งจะพูดถึง ‘กองทุน’ หรือ ‘สิทธิเรียกร้องหนี้’ อะไรพวกนั้น มันค่อนข้างซับซ้อน ฉันไม่แน่ใจว่าจะจำได้ทั้งหมดก่อนเช้าวันพรุ่งนี้หรอกนะ”
โจเซฟรีบพูดขึ้นมาทันที “ลูกสามารถทำหน้าที่แทนเสด็จแม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
พระราชินีทรงแย้มพระสรวลพลางลูบพระเศียรของเขา “ลูกรัก หัวสมองของลูกนี่ใช้งานได้ดีเสมอเลย แม่ล่ะอิจฉาจะตายอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ลูกก็เป็นคนอธิบายก็แล้วกันนะ”
ทั้งสามคนเดินออกมาจากพระตำหนักเปอติ ทริอานง โจเซฟก็พยักพเยิดให้บรีแยน “อาร์คบิชอปบรีแยน งั้นรบกวนท่านช่วยไปประกาศให้พวกขุนนางทราบตามที่ตกลงกันไว้ด้วยนะ”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
บรีแยนเดินจากไป โจเซฟก็หันไปมองโมโนต์ “บอกตามตรง ฉันไม่คิดเลยว่าท่านจะเอาเงินแค่นิดหน่อยมาเป็นตัวแทรกแซงแผนการของฉัน”
โมโนต์ตกใจ รีบพูดว่า “ฝ่าบาท โปรดอภัยให้กระหม่อมด้วย กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจจะ…”
โจเซฟยกมือขึ้นขัดจังหวะ “ท่านวางใจเถอะ เงินของท่านจะไม่หายไปไหนแม้แต่แดงเดียว แถมยังจะเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหุ้นในธนาคารสำรองแห่งฝรั่งเศสของท่าน ผลกำไรในอนาคตจะเพียงพอให้ท่านใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบายไปตลอดชีวิตเลยล่ะ”
เขาทิ้งให้เสนาบดีมหาดไทยยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก แล้วรีบสาวเท้าเดินไปที่ห้องทำงานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับพระราชินีมารีแล้ว ทางด้านกษัตริย์นั้นพูดคุยได้ง่ายกว่ามาก โจเซฟใช้เวลาเพียงสิบกว่านาที ก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้พระองค์ทรงเข้าร่วมงานแถลงข่าว “กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม” ในวันพรุ่งนี้ได้สำเร็จ
อันที่จริง ในช่วงสิบกว่านาทีนี้ กว่าครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปกับการช่วยให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอาชนะความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับผู้คนนับร้อย
…
แอฟริกาเหนือ
ณ คุกที่มีลักษณะคล้ายป้อมปราการทางตะวันออกของเมืองมิติญา ในแอลจีเรีย
ชาร์ลส์ กอบโกยฝุ่นผงบนพื้นมาสร้างเป็นปราสาทหลังเล็กๆ อย่างเบื่อหน่าย พลางหันไปมองช่องระบายอากาศขนาดเท่าฝ่ามือที่อยู่ด้านหลังเป็นระยะ
แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางช่องนั้น ทำให้เขารู้ว่าตัวเองถูกขังอยู่ในที่บัดซบแห่งนี้มานานถึง 8 เดือนแล้ว
ลูกเรือที่ถูกจับมาพร้อมกับเขาก็ทยอยได้รับการไถ่ตัวออกไป หรือไม่ก็กลายเป็นศพไปหมดแล้ว
มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังไม่ได้กลับไป
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสนใจเขาหรอกนะ ตรงกันข้าม เป็นเพราะเขาคือต้นเรือของเรือ “รวงข้าวสีทอง” หลังจากที่กัปตันเสียชีวิตในการโจมตีของโจรสลัดในวันนั้น เขาก็กลายเป็นคนที่มีค่าตัวแพงที่สุดบนเรือลำนี้
พูดตามตรง เขาไม่ชอบค่าตัว “แสนแพง” นี้เลยสักนิด เพราะมันทำให้สภารัฐไม่มีเงินมากพอที่จะมาไถ่ตัวเขา
เสียงฝีเท้าลากพื้นดังมาจากสุดทางเดินอันมืดมิด ชาร์ลส์รีบหมอบลงกับพื้น มองผ่านรอยแตกบนกำแพงไปยังห้องขังข้างๆ ที่นั่นไม่มีใครอยู่
เขาเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที จึงใช้เท้าเตะลูกกรงห้องขังอย่างแรง แล้วลดเสียงตะโกนเรียก “อาลี! อาลี ผู้คุมมาแล้ว นายได้ยินไหม?”
ในจังหวะที่เจ้าของเสียงฝีเท้าลากพื้นก้าวพ้นออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นขาทั้งสองข้าง แผ่นไม้เตียงในห้องขังข้างๆ ก็ถูกเปิดออกที่มุมหนึ่ง จากนั้นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำผู้มีหนวดเคราเฟิ้มก็ชะโงกหน้าออกมา
ชายคนนั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มุดตัวออกมาจากรูใต้แผ่นไม้เตียง ใช้เวลาเพียงหนึ่งวินาทีในการเอาของระเกะระกะมาปิดปากรูไว้ แล้วก็เปลี่ยนไปทำท่าเอนหลังพิงแผ่นไม้เตียง
ผู้คุมเดินมาถึงหน้าประตูห้องขังของอาลีพอดี ปรายตามองเข้าไปข้างในอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะยัดขนมปังแข็งๆ หนึ่งชิ้นกับซุปสีเขียวอมเหลืองที่ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไรอีกหนึ่งชาม ผ่านช่องเล็กๆ ใต้ประตูห้องขัง
จากนั้นเขาก็ยื่นอาหารกลางวันแบบเดียวกันให้กับชาร์ลส์ แล้วเดินเนือยๆ ไปยังห้องขังถัดไป
ชาร์ลส์ที่หมอบอยู่บนพื้นมองเข้าไปในห้องขังข้างๆ เมื่อเห็นชายหนวดเคราเฟิ้มกำลังกัดขนมปังแข็งๆ คำโต ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เฮ้ย! นายหัดระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยได้ไหม ฉันนึกว่าจะไม่ได้คุยกับนายอีกแล้วซะอีก”
อาลีหัวเราะพลางพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ “ไม่ต้องห่วงน่า ฉันรู้ตำแหน่งของผู้คุมตลอดแหละ เมื่อกี้ก็แค่อยากจะทำงานต่ออีกสักหน่อย
“โอ้ แต่จะว่าไปแล้ว ต่อไปนายคงต้องหาคนอื่นคุยแทนแล้วล่ะ”
“หาคนอื่น?” ชาร์ลส์ตกใจจนต้องลุกขึ้นนั่งตัวตรง “นายเป็นอะไรไป? จะโดนจับแขวนคอแล้วหรือ?”
“ดูพูดเข้าสิ” อาลีเคี้ยวขนมปังอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะลดเสียงลง “อย่างมากอีกสามวัน ฉันก็จะหนีไปได้แล้ว”
“มีคนยอมจ่ายเงินมาไถ่ตัวนายแล้วหรือ?” ชาร์ลส์รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย “แต่ก็ยินดีด้วยนะ ถึงแม้ว่านอกจากนายแล้ว ที่นี่จะไม่มีใครที่พูดภาษาอังกฤษกับฉันได้อีก ฉันคงจะคิดถึงนายแย่”
อาลีเบ้ปากพูดว่า “ไม่มีใครมาไถ่ฉันหรอก แต่อุโมงค์ของฉันกำลังจะขุดทะลุแล้ว”
“อุโมงค์? ฮ่าฮ่า” ชาร์ลส์หัวเราะลั่น “นายคิดว่าสถานที่บัดซบนี่จะสามารถขุดอุโมงค์หนีออกไปได้จริงๆ งั้นหรือ?
“นี่มันคุกที่มีการคุ้มกันแน่นหนาที่สุดในแอลจีเรียเลยนะ!”
เขาก้มตัวลงอีกครั้ง เพื่อให้ขยับเข้าไปใกล้รอยแยกบนกำแพงมากขึ้น “นายรู้ไหม? ขนาดปาชาของตูนิเซียยังถูกขังอยู่ที่นี่เลย โอ้ ได้ยินมาว่าถูกขังอยู่ในห้องใดห้องหนึ่งบนชั้นสองนี่แหละ นายคิดว่าจะอาศัยอุโมงค์ที่เพิ่งขุดมาแค่สองเดือนหนีออกไปจากที่นี่ได้งั้นหรือ? ฮ่าฮ่า”
อาลีบ่นพึมพำอย่างดูถูก “เห็นได้ชัดว่านายไม่เคยใช้ชีวิตในมิติญา”
“ก็ใช่สิ ฉันเป็นคนอเมริกัน เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก” ชาร์ลส์ยักไหล่ “ถูกเชิญมาโดยโจรสลัดผู้มีไมตรีจิตน่ะ”
“นายถึงได้ไม่รู้ไงว่า ปาชาของตูนิเซียหนีไปตั้งนานกว่าสิบปีแล้ว ผู้คุมคุกนี้มีแต่พวกโง่เง่าทั้งนั้น หนีออกไปง่ายจะตาย”
“อะไรนะ? หนีไปแล้ว?” ชาร์ลส์เบิกตากว้าง “จะเป็นไปได้ยังไง?”
“คนในมิติญาเขาก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้นแหละ” อาลีชี้ขึ้นไปข้างบน “คนที่ถูกขังอยู่ข้างบนนั่นมันตัวปลอม เอาไว้ตบตาพวกกองทหารรักษาพระองค์ตอนมาตรวจตราก็เท่านั้น”

0 Comments