You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ในห้องส่วนตัวอีกห้องบนชั้นสองของโถงประมูล เจ้าหญิงมาเรียจำเสียงของเคลมองตีนได้ตั้งแต่ตอนที่นางเสนอราคาครั้งแรกแล้วเสียงเจื้อยแจ้วหนวกหูดังคับพระราชวังแวร์ซายส์มาทั้งวัน อยากจะลืมก็ยังยาก

มาเรียไม่คิดเลยว่านางจะมาแย่งสร้อยคอเส้นนี้กับตน แต่ไม่นานก็เข้าใจนางเดินทางมาถึงปารีส ก็เพื่อมาแย่งเขาไปจากตนไม่ใช่หรือ?

เมื่อมาเรียมองไปยัง “ปรารถนาแห่งดวงดาว” ที่มกุฎราชกุมารเคยสวมใส่อีกครั้ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่า นี่อาจจะเป็นการซ้อมรบเพื่อตัดสินแพ้ชนะระหว่างพวกนางก็ได้

ใครได้สร้อยคอไป คนนั้นก็จะได้เขาไป!

เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา แววตาของนางก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว หันไปกระซิบกับสาวใช้ว่า

“3 แสนลีฟร์”

สาวใช้พยักหน้ารับทันที แล้วขานราคานั้นให้นักประมูลฟัง

แม้ว่าในโถงประมูลจะมีคุณหนูจากราชสำนักแวร์ซายส์หลายคนที่จำได้ว่า “ปรารถนาแห่งดวงดาว” เป็นของที่มกุฎราชกุมารสวมใส่ในภาพวาด และตั้งใจจะเสนอราคาประมูลด้วย แต่ยังไม่ทันที่พวกนางจะตั้งสติได้ ราคาก็ถูกปั่นขึ้นไปจนถึงระดับที่น่าตกใจเสียแล้ว พวกนางจึงต้องยอมถอยทัพกลับไปทีละคน

แน่นอนว่า นั่นไม่ได้รวมถึงเคลมองตีน

“3 แสน 5 หมื่น!” นางเบิกตากลมโตกว้าง เสนอราคาเพิ่มขึ้นไปอีกห้าหมื่นลีฟร์เช่นกัน

“4 แสน” สาวใช้ของมาเรียขานรับแทบจะในทันที

“5 แสน!”

“5 แสน 5 หมื่น”

เคลมองตีนทำท่าจะเสนอราคาต่อ แต่จู่ๆ ก็ชะงักไปเหมือนว่าเงินจะหมดแล้ว

ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นแค่เด็กอายุ 10 ขวบ ตอนนี้มีรายได้แค่เงินรายปีเท่านั้น รวมกับเงินที่พ่อให้มาตอนมาปารีส 2 แสนลีฟร์ “ทรัพย์สินรวม” ของนางมีเพียง 5 แสน 6 หมื่นลีฟร์เท่านั้น

มันไม่พอให้เสนอราคาเพิ่มอีก 5 หมื่นแล้ว

“5 แสน 6 หมื่นลีฟร์!” นางกัดฟันขานราคาที่เป็นขีดจำกัดสูงสุดของตัวเองออกไป

เมื่อมาเรียได้ยินว่านางเพิ่มราคาแค่ 1 หมื่นลีฟร์ ความรู้สึกโล่งอกก็พลันบังเกิดขึ้น นางส่งสัญญาณให้สาวใช้ “6 แสน”

นางอายุ 15 ปีแล้ว มีคฤหาสน์เป็นของตัวเอง แถมยังมีบ่อปลาอีกหนึ่งแห่ง ฐานะร่ำรวยกว่าสาวน้อยโลลิมาก

การแย่งชิงสร้อยคอในครั้งนี้ นางมั่นใจว่าตัวเองชนะแน่

และก็เป็นไปตามคาด หลังจากที่สาวใช้ของนางขานราคา “6 แสน” โถงประมูลก็เงียบสงบลง

เคลมองตีนร้อนใจจนกระทืบเท้า แต่ก็ทำได้เพียงทนฟังเสียงนักประมูลประกาศก้องว่า “6 แสนลีฟร์ ครั้งที่หนึ่ง”

นางกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาคลอเบ้า ไม่รู้ทำไม นางถึงมีความรู้สึกรางๆ ว่า หากสูญเสีย “ปรารถนาแห่งดวงดาว” ไป ก็จะสูญเสียมกุฎราชกุมารไปด้วย

“โอ้ ยอดรัก เจ้าเป็นอะไรไป?”

พระราชินีมารีสังเกตเห็นว่าไหล่ของหลานสาวสั่นสะท้านเล็กน้อย จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง แล้วพระนางก็ทรงเห็นขอบตาที่แดงก่ำของสาวน้อยโลลิ

“เจ้าอยากได้สร้อยคอเส้นนั้นมากเลยหรือ?” พระนางชี้ไปที่ “ปรารถนาแห่งดวงดาว” ที่วางอยู่บนผ้าไหมในลานประมูล แต่จู่ๆ ก็ทรงชะงักไป สร้อยคอเส้นนี้ดูคุ้นตาจังแฮะ…

อ้อ ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่สร้อยคอในภาพวาดสีน้ำมันหรอกหรือ?

พระราชินีทรงเข้าพระทัยทันทีว่าเหตุใดหลานสาวจึงดึงดันจะเสนอราคาให้ได้

เคลมองตีนมองพระราชินีด้วยสีหน้าน้อยอกน้อยใจ แล้วพยักหน้าแรงๆ

“6 แสนลีฟร์ ครั้งที่สอง”

พระราชินีมารีทรงแย้มพระสรวล แล้วตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “ยอดรัก เจ้าเสนอราคาไปเลย ไม่ว่าจะเท่าไหร่ ป้าจะจ่ายให้เอง”

“จริงหรือเพคะ?!”

สาวน้อยโลลิดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อเห็นพระราชินีทรงพยักหน้า นางก็รีบปาดน้ำตาที่คลอเบ้า แล้วพูดขัดจังหวะนักประมูลเสียงดังลั่น “เดี๋ยว! 6 แสน 5 หมื่น!!”

ด้วยการสนับสนุนจากพระราชินีมารี เคลมองตีนจึงเป็นฝ่ายชนะไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อผู้จัดการของบริษัทประมูลประคอง “ปรารถนาแห่งดวงดาว” อย่างนอบน้อมเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว สาวน้อยโลลิก็ทนรอไม่ไหว รีบหยิบสร้อยคอขึ้นมาแนบอก ลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา หลับตาพริ้มดื่มด่ำกับสัมผัสเย็นเฉียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปหาพระราชินีมารี ย่อเข่าทำความเคารพ แล้วยิ้มหวานหยดย้อย

“ขอบพระทัยเสด็จป้าที่รักที่สุดของข้าจริงๆ เพคะ! ข้ารักเสด็จป้าที่สุดเลย!”

ทว่า ในขณะที่นางกำลังดีใจ ชูสร้อยคอขึ้นสูง หมายจะอวดให้พระราชินีดู สร้อยคอกลับไปเกี่ยวเข้ากับอัญมณีเม็ดหนึ่งบนเสื้อผ้าของนาง

ขอบของอัญมณีเกี่ยวด้ายที่ร้อยสร้อยคอขาดสะบั้น ทันใดนั้น เสียง “ซ่า” ก็ดังขึ้น เพชรเม็ดงามเปล่งประกายนับสิบเม็ดร่วงหล่นลงพื้นกระจัดกระจาย

เคลมองตีนยื่นมือออกไปคว้าเพชรกลางอากาศตามสัญชาตญาณ แต่ก็คว้าได้เพียงความว่างเปล่า

นางนิ่งอึ้งไปสามวินาที ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “แงทำไมกัน? ทำไมข้าถึงได้ดวงซวยขนาดนี้ตลอดเลยล่ะ?!”

สาวใช้หลายคนรีบหมอบลงกับพื้น ค่อยๆ งมหาเพชรอย่างระมัดระวัง

พระราชินีมารีก็ทรงตกพระทัยเช่นกัน แต่ไม่นานก็ทรงตั้งสติได้ ทรงดึงตัวหลานสาวเข้ามากอดลูบหลังเบาๆ พลางตรัสปลอบประโลมไม่หยุด

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เคลมองตีนเดินเคียงข้างพระราชินีมารีออกมาจากโถงทิศตะวันออกของพระราชวังตุยเลอรีอย่างเงียบๆ แม้ทางบริษัทประมูลจะรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะซ่อมแซมสร้อยคอให้กลับมาเหมือนใหม่ได้ แต่นางก็ยังคงรู้สึกไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

ที่มุมระเบียงทางเดินแห่งหนึ่งในโถงทิศตะวันออก เจ้าหญิงมาเรียกัดริมฝีปากแน่น รู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัว

เมื่อครู่นี้นางเห็นชัดเจนว่า เคลมองตีนเดินออกไปพร้อมกับพระราชินีมารี ดังนั้นสาเหตุที่นางชนะประมูลสร้อยคอไปได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีกำลังจะสู้ราคาแล้ว จึงชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

ในใจของนางว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่า แกรนด์ดัชเชสแห่งทัสกานีคือคนที่พระราชินีฝรั่งเศสทรงเลือกสรร ไม่ใช่ตัวนาง

หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้มกุฎราชกุมารจะทรงชอบพอนางมากกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องทรงอภิเษกสมรสกับเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ดี

ที่แท้ตั้งแต่วินาทีแรก นางก็พ่ายแพ้ไปแล้ว

นางเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปพูดกับสาวใช้ว่า

“อลิซ่า เรากลับบ้านกันเถอะ…”

วันรุ่งขึ้น รถม้าของเจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักรซิซิลีทั้งสองแล่นอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนถนนหลวงชานเมืองปารีสฝั่งใต้ ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า

เมื่อไม่นานมานี้เอง บนถนนสายนี้ มกุฎราชกุมารได้นำทหารนับพันนายมาต้อนรับการมาเยือนของนาง แต่บัดนี้กลับเหลือนางเพียงผู้เดียวที่เดินทางกลับ เดิมทีองค์มกุฎราชกุมารตั้งใจจะมาส่งนาง แต่นางก็ปฏิเสธไปหากต้องมาร้องไห้ต่อหน้าเขา มันคงดูไม่งามเอาเสียเลย

แสงแดดทอดยาวเงาของรถม้าออกไปจนสุดสายตา ราวกับมือที่พยายามจะไขว่คว้าปารีสเอาไว้ แต่สุดท้ายก็คว้าได้เพียงความว่างเปล่า

ภายในรถม้า มาเรียลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็นำจดหมายในมือกลับไปวางไว้บนโต๊ะ

ตรงมุมซองจดหมายที่เผยให้เห็น เผยให้เห็นลายมือที่เขียนอย่างเป็นระเบียบและสวยงามของนาง: ฝ่าบาทที่รัก ช่วงเวลาที่ได้อยู่ในปารีสคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของข้า ข้าเฝ้าสวดภาวนาต่อพระเจ้าอยู่เสมอ ขอให้ชีวิตของข้าหยุดนิ่งอยู่ในช่วงเวลาที่เราสองได้เริงระบำอยู่บนม้าหมุนตลอดไป! แม้ว่ามันจะเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ แต่อย่างน้อยข้าก็ยังมีความทรงจำอันล้ำค่านี้ เมื่อกลับไปถึงราชอาณาจักรซิซิลีทั้งสอง ข้าจะสวดภาวนาขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงทั้งวันทั้งคืน และขออวยพรให้พระองค์และแกรนด์ดัชเชสแห่งทัสกานี…

เมื่อคืนนางร้องไห้ขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้ ตั้งใจว่าเช้านี้จะให้สาวใช้นำไปมอบให้โจเซฟ แต่จนแล้วจนรอด นางก็ล้มเลิกความตั้งใจ

บางที เรื่องราวในหัวใจของหญิงสาว ก็ควรจะถูกฝังไว้ก้นบึ้งของหัวใจตลอดไป แทนที่จะปล่อยให้เขาต้องมาลำบากใจเพราะนาง

ในห้องทำงานชั้นสองของพระราชวังตุยเลอรี โจเซฟกำลังพลิกดูรายงานรายรับรายจ่ายของงานสัปดาห์แฟชั่นที่เฟลสเซลส่งมาให้

รายงานค่อนข้างหนา เขาเปิดดูหลายหน้าก็ยังหาผลรวมไม่เจอ จึงเงยหน้ามองประธานคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์แฟชั่นที่อยู่ข้างๆ

ไวเคานต์เฟลสเซลราวกับจะเดาใจได้ รีบรายงานว่า “อ้อ ฝ่าบาท รายรับรวมของช่วงหลายวันนี้อยู่ที่ 4,620,000 ลีฟร์ ส่วนรายจ่ายอยู่ที่ 310,000 ลีฟร์พ่ะย่ะค่ะ”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note