You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ นักวิจารณ์ระดับห้าดาวชื่อดังชาวอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า “ฟ้ากว้างดินใหญ่ พ่อใหญ่ที่สุด” คำบัญชาจากผู้เป็นพ่อ ย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว

โจเซฟมองไปทางรถม้าอย่างจนใจ แล้วหันไปสั่งเอมัง “ไปพระราชวังแวร์ซายส์ก่อน ขึ้นรถแล้วข้าค่อยดูละเอียดๆ อีกที”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

ไม่นาน รถม้าหลายคันก็แล่นออกจากสำนักวางแผนอุตสาหกรรม

ภายในห้องโดยสาร โจเซฟทยอยแกะซองจดหมายออกทีละฉบับ

จดหมายถูกส่งมาจาก ‘พ่อค้าคนกลาง’ ทั้งสามคนที่ไปกว้านซื้อเสบียงจากต่างประเทศให้เขา เพื่อความปลอดภัย จึงใช้รหัสลับในการเขียน

โจเซฟรับสมุดถอดรหัสมาจากเอมัง และเริ่มแปลข้อความอย่างยากลำบาก

ในจดหมาย ‘พ่อค้าคนกลาง’ ได้รายงานสถานการณ์การจัดซื้อเสบียง ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นไปในทิศทางที่ดี สองล็อตแรกสามารถซื้อธัญพืชจากอังกฤษ แอฟริกาเหนือ ยุโรปตะวันออก และที่อื่นๆ ได้รวมเกือบเจ็ดหมื่นเซเตียร์ ข้าวโพดหนึ่งหมื่นเซเตียร์ และมันฝรั่งอีกสามหมื่นกว่าเซเตียร์

เซเตียร์คือหน่วยวัดที่ใช้กันทั่วไปในยุคนั้น 1 เซเตียร์เท่ากับ 4.43 บุชเชล ส่วนจะเทียบเท่ากับน้ำหนักของเสบียงเท่าไหร่นั้น… ก็ไม่แน่นอน

เพราะบุชเชลเป็นหน่วยวัดปริมาตร ในทางปฏิบัติก็คือใช้ถังขนาดใหญ่มาใส่เสบียง ใส่จนเต็มก็คือ 1 บุชเชล อย่างเช่น ถ้าใส่ธัญพืชก็จะหนักประมาณ 45-50 ปอนด์ฝรั่งเศส ส่วนมันฝรั่งก็จะอยู่ที่ 55-60 ปอนด์ฝรั่งเศส

นั่นก็หมายความว่า ในช่วงเวลานี้ ‘พ่อค้าคนกลาง’ ทั้งสามได้กว้านซื้อเสบียงจากทั่วทุกมุมโลกมาได้เกือบยี่สิบล้านปอนด์แล้ว

และตามที่พวกเขารายงาน เป็นไปตามที่โจเซฟสั่งไว้ ทุกครั้งที่ไปถึงเมืองไหน พวกเขาจะยอมเสียเงินจ้างคนที่มีอิทธิพลในพื้นที่ให้ตีพิมพ์ข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ และเสบียงอาจจะมีมากเกินความต้องการ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังห่างไกลจากฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาอยากจะพูดยังไงก็พูดได้

หลังจากนั้น ราคาเสบียงในท้องถิ่นก็จะเริ่มลดลง ‘พ่อค้าคนกลาง’ ถึงจะเริ่มเข้าไปกว้านซื้อ พอราคาขยับขึ้นมานิดหน่อย พวกเขาก็รีบถอนตัวทันที ดังนั้นเสบียงหลายสิบล้านปอนด์นี้ จึงเป็นราคาประเมินที่ถูกซื้อมาได้ในราคาปกติแทบทั้งสิ้น

เขาคำนวณคร่าวๆ ในใจ หากกว้านซื้อด้วยความเร็วระดับนี้ ก่อนพายุลูกเห็บจะมาเยือนในเดือนกรกฎาคม ก็น่าจะซื้อเสบียงได้ประมาณห้าร้อยล้านปอนด์

หากพึ่งพาเสบียงพวกนี้เพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตความอดอยากครั้งใหญ่ไปได้แน่ แต่ตอนนี้เกือบหนึ่งในสามของแคว้นในฝรั่งเศสเริ่มปลูกมันฝรั่งแล้ว ผลผลิตน่าจะเพิ่มสูงขึ้นมาก และจะไม่เสียหายเพราะลูกเห็บจนเก็บเกี่ยวไม่ได้ด้วย

เมื่อทั้งสองส่วนผนึกกำลังกัน การผ่านพ้นฤดูหนาวปีนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนปีหน้า… คงต้องรอดูกันไปก่อน

แน่นอนว่า ยังมีปัญหาอีกข้อก็คือ รัฐบาลต้องมีเงินมากพอที่จะซื้อเสบียงห้าร้อยล้านปอนด์นี้ให้ได้ด้วย

และก็เป็นไปตามคาด ในช่วงครึ่งหลังของจดหมาย ‘พ่อค้าคนกลาง’ ได้ระบุว่า เงินทุนสองก้อนแรกใกล้จะหมดแล้ว ขอให้องค์ชายเร่งจัดสรรเงินทุนก้อนต่อไปให้ด้วย

นอกจากนี้ พวกเขายังถามถึงเสบียงที่กองพะเนินอยู่ที่ท่าเรือเลออาฟร์ ว่าโจเซฟต้องการให้ขนส่งไปยังที่ใดในประเทศ

โจเซฟอดไม่ได้ที่จะนวดหว่างคิ้ว การขนส่งก็เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวไม่แพ้กัน และแน่นอนว่าปัญหาที่แท้จริงก็คือเงินนั่นแหละ

ต้องรู้ไว้ว่า ความสามารถในการขนส่งในยุคนี้ถือว่าย่ำแย่มาก ต่อให้ใช้ทางน้ำที่ถูกที่สุด ค่าขนส่งก็จะทำให้ราคาเสบียงพุ่งสูงขึ้นอีกเท่าตัว

ก่อนหน้านี้ในรายงานของวาเรนน์ เขาเห็นว่าเงิน 5 ล้านลีฟร์ที่ใช้จัดซื้อมันฝรั่งในมณฑลอัลซาส ลอแรน และอื่นๆ เกือบครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าขนส่ง

และนี่ก็เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลสั่งให้ข้าหลวงตลอดเส้นทางให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่แล้วนะ ไม่อย่างนั้นค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งบานปลายกว่านี้อีก

เมื่อพูดถึงการขนส่งทางน้ำ โจเซฟก็นึกขึ้นได้ว่า ภัยแล้งในปีนี้จะทำให้เส้นทางน้ำบางสายแห้งขอด เมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องจำใจใช้การขนส่งทางบก ซึ่งต้นทุนก็จะพุ่งสูงขึ้นไปอีกหลายเท่า

ในประวัติศาสตร์ ช่วงที่พรรคเฟยยองขึ้นสู่อำนาจ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนเสบียงในปารีส พวกเขาใช้วิธีการต่างๆ มากมายในการเกณฑ์เสบียงจากต่างมณฑล แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเหลวเพราะต้นทุนการขนส่งทางบกที่สูงลิ่ว ทำให้ไม่สามารถส่งเสบียงเข้าปารีสได้ทันท่วงที

และการที่ประชาชนชาวปารีสไม่มีขนมปังจะกิน ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคเฟยยองต้องลงจากอำนาจอย่างน่าสมเพช

ดังนั้น เขาจึงต้องใช้ประโยชน์จากช่วงที่การขนส่งทางน้ำยังใช้ได้ปกติ รีบขนส่งเสบียงจากท่าเรือเลออาฟร์ไปยังที่ต่างๆ ให้เร็วที่สุด

และนี่ก็หมายถึงต้องใช้เงินก้อนโตอีกแล้ว

โจเซฟคำนวณดู งานสัปดาห์แฟชั่นปารีสกำลังจะเริ่มขึ้น น่าจะทำเงินได้บ้าง แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี

รายได้ของบริษัทเทวทูตปารีสตอนนี้ ส่วนใหญ่ต้องเอาไปอุดหนุนกองกำลังรักษาพระองค์แห่งมกุฎราชกุมาร ที่เหลือแต่ละเดือนก็แค่สองแสนกว่าลีฟร์เท่านั้น

โรงงานกระดาษก็กำลังก่อสร้าง อย่างน้อยก็อีกสามเดือนถึงจะเริ่มมีกำไร

รายได้จากค่าลิขสิทธิ์เทคนิคการหมักเบียร์ก็ไม่มากนัก แถมตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูหมักเบียร์ครั้งใหญ่

เขตพัฒนาอุตสาหกรรมในน็องซีก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ยังต้องถมเงินลงไปเรื่อยๆ เรื่องผลกำไรไม่ต้องไปหวังเลย

โจเซฟมองทิวทัศน์ริมทางที่ผ่านเลยไปนอกหน้าต่างรถม้า แล้วแอบถอนหายใจในใจ ‘เงินนี่มันใช้ง่ายแต่หาอยากจริงๆ แฮะ’

‘ดูเหมือนฉันต้องเพิ่มรายรับลดรายจ่ายให้หนักกว่านี้เสียแล้ว’

ในเรื่องของการเพิ่มรายรับ เขาก็ทำมาตลอด ส่วนที่เหลือนั้นล้วนต้องใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลานาน ยากที่จะสร้างผลกำไรในระยะเวลาสั้นๆ

อีกวิธีหนึ่งก็คือสิ่งที่มหาอำนาจยุโรปในปัจจุบันกำลังทำกันอยู่—นั่นคือการบุกเบิกอาณานิคม

นับตั้งแต่ยุคแห่งการสำรวจเป็นต้นมา อาณานิคมคือแหล่งเสบียงชั้นดีของทุกประเทศ พอถึงช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม มันก็ยิ่งเป็นแหล่งทรัพยากรมหาศาล แถมยังเป็นที่ระบายสินค้าอีกด้วย

ดังนั้น การขยายอาณานิคมจึงเป็นเส้นทางบังคับของประเทศที่อยากมั่งคั่งและแข็งแกร่งอย่างแน่นอน

วิกฤตการคลังของฝรั่งเศสในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากความพ่ายแพ้ในสงครามเจ็ดปี ทำให้ต้องสูญเสียดินแดนอาณานิคมอันกว้างใหญ่ให้กับอังกฤษ ส่งผลให้รายได้จากต่างแดนลดฮวบ

โจเซฟจึงเริ่มคิดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการบุกเบิกอาณานิคมอย่างเป็นธรรมชาติ

ประการแรก ดินแดนตะวันออกไกลนั้นไม่มีกำลังพอจะไปยุ่งด้วยแน่นอน ในประวัติศาสตร์ กว่าฝรั่งเศสจะกลับมามีบทบาทในตะวันออกไกลอีกครั้ง ก็ต้องรอไปอีกเกือบร้อยปีหลังจากเสร็จสิ้นการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ส่วนอเมริกา ตอนนี้แทบจะเป็นพื้นที่อิทธิพลของอังกฤษและสเปนไปหมดแล้ว ที่นั่นแม้จะอุดมสมบูรณ์ แต่ก็อยู่ไกลเกินไป ยากแก่การส่งกองกำลังไปสนับสนุน ปัจจุบัน อาณานิคมของฝรั่งเศสในแถบทะเลแคริบเบียน แค่รักษาไว้ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว

พอมองดูรอบๆ เขาก็พบว่าทางเลือกของชาวฝรั่งเศสในประวัติศาสตร์นั้นมีเหตุผลที่สุด นั่นก็คือแอฟริกาเหนือ

อยู่ใกล้ฝรั่งเศส มีที่ดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ และที่สำคัญคือมีอียิปต์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ระดับโลก หากยึดอียิปต์ได้ และใช้การขุดคลองสุเอซเป็นข้อต่อรองกับอังกฤษ ก็จะทำให้ฝรั่งเศสมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างมหาศาล [หมายเหตุ 1]

เพียงแต่… โจเซฟขมวดคิ้วขึ้นมาทันที อังกฤษมองฝรั่งเศสเป็นศัตรูคู่อาฆาต และคอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิด

หากฝรั่งเศสมีท่าทีจะยึดครองแอฟริกาเหนือ อังกฤษต้องเข้ามาขัดขวางอย่างแน่นอน ในประวัติศาสตร์ นโปเลียนเพิ่งจะยกพลขึ้นบกที่อียิปต์ เส้นทางส่งกำลังบำรุงทางทะเลก็ถูกอังกฤษตัดขาดทันที

ดังนั้น หากอยากจะครอบครองแอฟริกาเหนือ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จะปิดบังอังกฤษได้อย่างไร…

เขาคิดอยู่นานก็ยังหาทางออกไม่ได้ จึงต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน

ในเมื่อการเพิ่มรายรับไม่สามารถทำได้ในเวลาสั้นๆ โจเซฟจึงกลับมาคิดหาวิธีลดรายจ่ายแทน

เขาทบทวนดูรายจ่ายก้อนใหญ่ของฝรั่งเศสในปัจจุบัน และพบด้วยความประหลาดใจว่า รายจ่ายที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นดอกเบี้ยเงินกู้

แต่ละปีต้องจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าสองร้อยล้านลีฟร์!

หากมีเงินก้อนนี้ล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตความอดอยาก หรือการพัฒนาอุตสาหกรรม ก็จะกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย

ทว่า ตอนทำสัญญากู้เงินก็ระบุไว้อย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไป ดอกเบี้ยนี้ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

โจเซฟรู้ดีว่า อีกแค่สองปี รัฐบาลฝรั่งเศสก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงสี่ร้อยล้านลีฟร์…

[หมายเหตุ 1: ในปี 1788 คลองสุเอซยังไม่ถูกขุด การค้าขายจากเอเชียไปยุโรปต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกา ระยะทางกว่าหนึ่งหมื่นไมล์ทะเล แต่ถ้าผ่านคลองสุเอซ ระยะทางจะเหลือเพียงห้าพันไมล์ทะเล ดังนั้น ใครคุมคลองสุเอซได้ ก็เท่ากับคุมเส้นทางการค้ายุโรปได้!]

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note