ตอนที่ 134 มกุฎราชกุมาร: ไอ้สารเลว อย่าหวังว่าจะได้เงินจากฉันไปมากกว่านี้แม้แต่แดงเดียว
แปลโดย เนสยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง หากเป็นพระราชินีที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นข้อมูลร้องเรียนพวกนายทหารกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศส ก็คงเป็นฝีมือของสายลับราชวงศ์ หรือก็คือตำรวจลับนั่นเอง
รวมถึงคดีปืนใหญ่ยิงถล่มบ้านไร่ ก็คงเป็นพวกเขาที่สืบพบเช่นกัน
ถ้าเป็นแบบนี้ ทุกอย่างก็อธิบายได้สมเหตุสมผล ผู้หญิงที่ต้องการปกป้องลูกชายของตนก็ไม่ต่างอะไรกับแม่สิงโตที่กำลังโกรธเกรี้ยว
เขาหันไปมองแบร์ตีเย “ท่านรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”
อีกฝ่ายหดตัวถอยหลังไปเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ ตอบอย่างคลุมเครือว่า “ท่านนายพล ผมย่อมมีแหล่งข่าวเฉพาะตัวครับ”
“ที่สำคัญคือ ผมรับประกันได้ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้ และผมก็มีวิธีแก้ปัญหาให้ท่านด้วย”
มาร์ควิสแซงต์-พรีสต์มองประเมินเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง แล้วพยักหน้าช้าๆ “ตกลง ลองว่ามาสิว่าท่านมีวิธีอะไร”
แบร์ตีเยทบทวนคำพูดในหัวอย่างรวดเร็ว รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับการสอบ พูดตามตรง เขาไม่ค่อยชอบการถูกผลักให้ออกมาอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ แต่องค์มกุฎราชกุมารตรัสว่า ครั้งนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นผู้เหมาะสมที่สุด เพื่อตอบแทนพระกรุณาธิคุณขององค์ชาย เขาจึงรวบรวมความกล้ามาที่นี่
“อันดับแรก ท่านต้องรีบระงับกระแสสังคมให้เร็วที่สุดครับ”
แซงต์-พรีสต์พยักหน้า “แล้วจะทำอย่างไรล่ะ?”
“ประกาศออกไปว่า ทางกองทัพจะลงโทษผู้ที่เป็นต้นเหตุให้องค์มกุฎราชกุมารทรงถูกลอบโจมตีอย่างเด็ดขาด จากนั้นก็หาปลาซิวปลาสร้อยมาสักสองสามคน ตัดสินโทษหนักๆ เพื่อจัดฉากให้ดูสมจริง” แบร์ตีเยประสานมือด้วยความประหม่า และกล่าวต่อ “สำหรับคนพวกนั้นที่ใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มบ้านไร่ โดยเฉพาะหัวโจกที่ชื่อเตโอโดล ทางที่ดีควรนำตัวมาไต่สวนแบบเปิดเผย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ยุติธรรมให้กับกองสารวัตรทหารครับ”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามโบกมือขัดจังหวะด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย “ที่ท่านพูดมามันก็มีประโยชน์ แต่ถ้ายังคงมีคนส่งจดหมายร้องเรียนพวกนายทหารมาไม่หยุดหย่อน เรื่องนี้ก็ไม่มีวันจบสิ้นเสียที”
แบร์ตีเยพยักหน้า “ใช่ครับท่านนายพล และจุดนี้แหละที่ผมสามารถช่วยได้”
“ท่านน่ะหรือ? ท่านจะทำอะไรได้?”
ต้นตอของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่องค์มกุฎราชกุมารทรงถูกลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ หากองค์ชายยอมออกหน้าตรัสกับพระราชินีว่าทรงให้อภัยคนที่ ‘ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง’ ในกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศส ประกอบกับเบซองวาลและนายทหารอีกหลายคนถูกลงโทษอย่างหนัก เชื่อว่าพระราชินีก็คงจะไม่เอาความเรื่องนี้อีกต่อไป
แซงต์-พรีสต์ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ตอนนี้บาดแผลขององค์มกุฎราชกุมารก็ยังไม่หายดี พระองค์ย่อมต้องทรงกริ้วกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศสอย่างมาก แล้วจะไปตรัสช่วยพวกนั้นได้อย่างไร?”
“ที่จริงแล้ว ผมเป็นสหายคนสนิทกับบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายองค์มกุฎราชกุมารครับ” แบร์ตีเยเริ่มพูดโกหก จนไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม “แถมในการลอบโจมตีครั้งนี้ เขายังเอาตัวเข้าปกป้ององค์ชาย จนได้รับคำชมเชยจากพระองค์ หากเขายอมช่วยพูดให้ น่าจะมีโอกาสสูงที่จะเกลี้ยกล่อมองค์มกุฎราชกุมารได้สำเร็จครับ”
แซงต์-พรีสต์ได้ยินดังนั้นก็ยืดตัวตรงทันที “ที่ท่านพูดมาเป็นความจริงหรือ?”
“จริงครับ ท่านนายพล”
แซงต์-พรีสต์จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้น ขอถามหน่อยเถอะว่า ท่านต้องการอะไรตอบแทน?”
ในที่สุดก็เข้าเรื่องเสียที!
แบร์ตีเยแอบสูดหายใจลึก กล่าวว่า “ท่านก็รู้ ผมไม่ได้เกิดในตระกูลสูงส่ง ดังนั้นจึงทำได้แค่งานวิจัย อย่างมากก็เป็นได้แค่ผู้บังคับกองพันทหารช่าง”
“แต่ผมมีความฝันอยากจะเป็นนายทหารที่แท้จริง เป็นประเภทที่ได้บัญชาการกองทัพบุกทะลวงข้าศึกในสนามรบ”
“ดังนั้น ผมต้องการตำแหน่งผู้บังคับการกรมครับ”
แซงต์-พรีสต์เผยรอยยิ้มผ่อนคลายออกมาทันที “เรื่องนี้ไม่ยากเลย พันตรีแบร์ตีเย ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมเป็นคนเซ็นอนุมัติให้ท่านย้ายมาที่ปารีสเอง เอาเป็นว่าตอนนี้ผมจะเซ็นใบแต่งตั้งให้ท่านเลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมอีกครั้งก็แล้วกัน อ้อ ตอนนี้ผมคงต้องเปลี่ยนสรรพนามเรียกท่านเป็น พันโทแบร์ตีเย แล้วสินะ”
แบร์ตีเยรีบกล่าวต่อ “ท่านนายพล โปรดรอให้ผมพูดให้จบก่อนเถอะครับ”
“โอ้? ท่านยังมีข้อเรียกร้องอะไรอีกงั้นหรือ?”
“คือว่า กองทหารที่ผมต้องการ จะต้องเป็นกองทหารระดับหัวกะทิครับ”
“ได้สิ” เมื่อเทียบกับปัญหาใหญ่ตรงหน้า ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารชั้นยอดไม่ได้ทำให้แซงต์-พรีสต์รู้สึกลำบากใจเลยแม้แต่น้อย
“อย่างเช่น กองทหารระดับหัวกะทิแบบกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศสน่ะครับ” แบร์ตีเยถูมือไปมา “แล้วก็ ทางที่ดีขอให้ผมได้คัดเลือกทหารด้วยตัวเองด้วยนะครับ”
แซงต์-พรีสต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย นายทหารชั้นผู้น้อยคนนี้ช่างไม่เกรงใจเอาเสียเลย
แต่เขาก็นึกขึ้นมาได้ทันทีว่า ตอนนี้ชื่อเสียงของกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศสได้เน่าเฟะไปหมดแล้ว แถมฐานที่มั่นยังถูกเตะโด่งไปอยู่ที่เมืองมอร์เรต์-ทรอแว็งอีก คาดว่าอีกไม่นานคงได้กลายเป็นกองกำลังชั้นสองไปอย่างแน่นอน
ช่างเถอะ ปล่อยให้เขาเลือกตามใจชอบไปก็แล้วกัน
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าอีกครั้ง “ผมรับปากท่าน”
หลังจากตกลงรายละเอียดทั้งหมดเสร็จสิ้น แบร์ตีเยก็ลุกขึ้นเตรียมตัวขอตัวลากลับ
มาร์ควิสแซงต์-พรีสต์เดินมาส่งเขาที่หน้าประตู จู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านพันโท ท่านช่วยบอกผมได้ไหม ว่าคนใหญ่คนโตที่อยู่เบื้องหลังท่านคือใครกันแน่?”
จากท่าทางของแบร์ตีเยเมื่อครู่ ประกอบกับอำนาจที่เขาควรจะมี เขาประเมินว่าคนผู้นี้อาจจะเป็นแค่ตัวแทนของคนใหญ่คนโตสักคนเท่านั้น
“ท่านนายพล โปรดรอฟังข่าวดีจากผมก็แล้วกันครับ” แบร์ตีเยโค้งคำนับ แล้วรีบมุดตัวเข้าไปในรถม้าทันที
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามมองดูรถม้าที่วิ่งห่างออกไป พึมพำกับตัวเองเสียงเบา “นายพลกุสตีนงั้นหรือ? ไม่สิ เขาไม่น่าจะมีอิทธิพลมากขนาดนี้ในปารีส”
“หรือว่าจะเป็นบารอนเบรอเตย? แบร์ตีเยก็เป็นคนที่เขาแนะนำมานี่นา”
“หรือไม่ก็ อาจจะเป็นพระราชินีเองเลย…”
เขาหัวเราะและส่ายหน้าทันที หากพระราชินีทรงมีความคิดวางแผนการลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ฝรั่งเศสคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นปัจจุบันนี้หรอก
…
โจเซฟพิงตัวอยู่บนเตียงคนไข้ หลังจากฟังแบร์ตีเยเล่าจบ เขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที “เขารับปากเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท แทบไม่ลังเลเลยก็ตกลงทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟตบต้นขาตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียดาย “นั่นแสดงว่า เสนอราคาต่ำไป! รบกวนท่านพรุ่งนี้ต้องไปอีกรอบแล้วล่ะ…”
หลังจากสั่งการเรื่องการ ‘โก่งราคา’ เสร็จ เขาก็กำชับแบร์ตีเยอีกว่า “ข้าจะให้พันตรีดูบัวส์พาคนของโรงเรียนตำรวจไปช่วยท่านคัดเลือกทหาร”
“พวกที่มาจากตระกูลขุนนางใหญ่ หรือพวกที่ใช้เงินซื้อตำแหน่งมา ไม่เอาเด็ดขาด”
“พวกที่เคยทำผิดกฎทหาร หรือมีประวัติอาชญากรรมก็ไม่เอาเช่นกัน”
“จำไว้ว่าต้องเอาอาวุธและม้าศึกไปด้วยทั้งหมด เสบียง เสื้อผ้า หรือเต็นท์ ก็เอาไปให้ได้มากที่สุด อย่าได้เกรงใจ”
แบร์ตีเยเบิกตากว้างมององค์มกุฎราชกุมาร รู้สึกว่าพระองค์ทรงมีพรสวรรค์ในการเป็นโจรปล้นสะดมเสียจริง…
ตกดึก โจเซฟมองดูดวงดาวนอกหน้าต่าง ในหัวคิดทบทวนถึงบุคคลที่ต้องรับมืออย่างละเอียดอีกครั้ง
เขาต้องหา ‘เหยื่อ’ ตัวใหม่ให้มาราตช์แล้ว มิเช่นนั้นอีกฝ่ายจะต้องจ้องเล่นงานพวกนายทหารแห่งกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศสไม่เลิกรา จนกว่าจะฉีกกระชากพวกนั้นจนแหลกคามือแน่
โจเซฟยังไม่มีความจำเป็นต้องแตกหักกับกลุ่มขุนนางสายทหารโดยสิ้นเชิงในตอนนี้ เป้าหมายของเขามาตลอดคือการได้ตัวกองกำลังหัวกะทิของกองทหารรักษาพระองค์ฝรั่งเศสมา และอีกอย่างก็คือการโค่นล้มพวกพรรคออร์เลอองส์อย่างเบซองวาล
ตอนนี้เป้าหมายหลักๆ ก็สำเร็จลุล่วงแล้ว ดังนั้นก็ควรจะรามือลงก่อน เมื่อกองพลฟลานเดอร์ซึ่งภักดีต่อราชวงศ์เข้ามาประจำการในปารีส และไอ้คนทรยศอย่างเบซองวาลถูกเนรเทศไปที่เซเชลส์แล้ว อย่างน้อยเหตุการณ์ที่กองทหารประจำการเอาแต่ยืนดูดายตอนที่เกิดการจลาจลในปารีสตามประวัติศาสตร์ ก็จะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
‘ดยุกแห่งออร์เลอองส์งั้นหรือ?’
โจเซฟส่ายหน้า เจ้านี่มีรากฐานอำนาจหนาแน่นเกินไป ต่อให้จับจุดอ่อนเขาได้ ก็คงเล่นงานได้ไม่ง่ายนัก
‘พวกขุนนางใหญ่ในสภาชนชั้นสูงที่ยังอยากจะแบ่งแยกอำนาจอีกล่ะ?’
เป้าหมายมีมากและกระจัดกระจายเกินไป แถมตอนนี้พวกมาราตช์ก็มีกำลังคนไม่พอ ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ดีเท่าไหร่นัก

0 Comments