ตอนที่ 94 การพิจารณาคดีต่อหน้าสาธารณชน
แปลโดย เนสยังในศาล ทนายความหนุ่มที่รับหน้าที่เป็นผู้แก้ต่างให้กับฝ่ายผู้เสียหาย เผยรอยยิ้มขณะรับฟังผู้พิพากษากลับดำเป็นขาว โดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ไม่นานนัก ท่ามกลางเสียงร้องไห้โฮของพ่อแม่สองพี่น้องที่ตกเป็นเหยื่อ เวซินิเยร์ก็ยกค้อนไม้ขึ้น แล้วประกาศคำตัดสินว่า: “ศาลขอตัดสินว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืนและฆาตกรรมของลูนาเชต์นั้นไม่มีมูลความจริง จึงขอสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยให้เป็นอิสระ”
ในจังหวะที่ค้อนไม้ในมือของเขากำลังจะฟาดลงบนโต๊ะ ทนายความหนุ่มคนนั้นก็พลันลุกพรวดขึ้นมา และตะโกนเสียงดังว่า: “นี่คือคำตัดสินที่ผิดกฎหมาย! ท่านกำลังเหยียบย่ำกฎหมายอยู่นะ!”
เวซินิเยร์ส่ายหน้า เขาเคยเห็นพวกคนหนุ่มที่ชอบมาตะโกนโหวกเหวกโวยวายแบบนี้มานักต่อนักแล้ว เขาจึงแค่นยิ้มเยาะ แล้วหันไปโบกมือให้ตำรวจศาล: “ลากตัวไอ้หมอนี่ออกไป! อ้อ แล้วเขาชื่ออะไรล่ะ? เขาจะต้องถูกตั้งข้อหาดูหมิ่นศาลต่อไป”
ทนายความหนุ่มตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว: “ผมชื่อ ดองตง! ฌอร์ฌ·ฌัก·ดองตง เชิญท่านฟ้องผมได้ตามสบายเลย!”
เขาชูกระดาษสองสามแผ่นขึ้นเหนือหัว: “แต่ท่านผู้พิพากษาครับ ท่านต้องอธิบายเรื่องจดหมายพวกนี้ก่อนนะ ว่ามันหมายความว่ายังไง!”
“จดหมาย? จดหมายอะไร?” เวซินิเยร์มองดูกระดาษเหล่านั้น รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที นั่นมันเหมือนกับจดหมายที่เขาเขียนถึงวาเรยเยร์เลยนี่นา! แล้วมันไปตกอยู่ในมือทนายความคนนั้นได้อย่างไร?!
จดหมายเหล่านั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สำนักข่าวกรองฯ นำมามอบให้กับทนายความอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ โจเซฟบังเอิญได้ยินฟูเช่พูดถึงชื่อทนายความของผู้เสียหายใน “คดีลูนาเชต์” ว่าชื่อ “ดองตง” เขาจึงรีบสั่งให้คนไปตรวจสอบรายชื่อทนายความที่จดทะเบียนกับศาลสูงสุดทันที และพบว่ามีทนายความที่ชื่อ “ฌัก·ดองตง” อยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
นั่นก็หมายความว่า ทนายความหนุ่มผู้นี้ ก็คือผู้นำกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobin) ในอนาคตนั่นเอง
ในประวัติศาสตร์ ดองตงเป็นคนที่เกลียดชังความอยุติธรรมเข้าไส้ และเขาก็มีทักษะในการปราศรัยที่ยอดเยี่ยมมาก สามารถปลุกระดมผู้คนนับพันให้ลุกขึ้นมาก่อจลาจลได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น โจเซฟจึงตัดสินใจทันที ว่าจะมอบหมายหน้าที่จัดการเวซินิเยร์ในขั้นตอนสุดท้ายให้กับเขา เมื่อต้องเผชิญกับคดีที่มีความเลวร้ายถึงขีดสุดเช่นนี้ ดองตงจะต้องสร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างมหาศาลแน่นอน
ในสถานที่พิจารณาคดี ดองตงกระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ของที่นั่งผู้ฟัง แล้วอ่านเนื้อหาในจดหมายของเวซินิเยร์ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้เสียงดังฟังชัด: “เพื่อนรักของข้า ข้าได้พบกับคนรับใช้ของท่านแล้ว แต่ข้าคงต้องขอความแน่ใจอีกครั้ง ว่าท่านต้องการให้ข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีของลูนาเชต์จริงๆ ใช่ไหม?
“ส่วนเรื่องเงินจำนวนนั้น ทั้งหมดล้วนต้องนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้น ท่านก็รู้ดี แค่ห้องเก็บหลักฐานที่เดียว ก็ต้องใช้เงินถึงหนึ่งหมื่นลีฟร์แล้ว ท้ายที่สุด การทำลายหลักฐานก็ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก…
“ข้าไม่รู้หรอกนะ ว่าพวกเขาจะใช้วิธีไหนจัดการกับพยานคนนั้น แต่ข้าขอสาบานกับท่านเลยว่า ขอเพียงไอ้ช่างไม้นั่นไม่ปริปากพูด ข้าก็จะสามารถตัดสินให้หลานชายของท่านพ้นผิดได้อย่างแน่นอน…
“ลูนาเชต์ผู้โชคร้ายคงจะทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกที่อับชื้นและขึ้นรานั่นมามากพอแล้ว โอ้ เดิมทีเขาคงจะต้องตายอยู่ในนั้น หรือไม่ก็ต้องขึ้นไปบนลานประหาร แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป ในการพิจารณาคดีครั้งหน้า ข้าจะปล่อยตัวเขาออกมาอย่างแน่นอน…”
“ตำรวจศาล! ไปจับตัวเขาเดี๋ยวนี้!” เวซินิเยร์ชี้หน้าดองตง ตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ “มันกำลังโกหก!”
ตำรวจศาลหลายนายยังไม่ทันตั้งตัว เวซินิเยร์ก็ทนรอไม่ไหว เหยียบเก้าอี้กระโดดข้ามโต๊ะพิจารณาคดีออกมา แล้วพุ่งเข้าใส่ดองตงด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
แต่ดองตงกลับหลบหลีกไปตามโต๊ะเก้าอี้ในศาลได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงอ่านเนื้อหาในจดหมายต่อไป
จนกระทั่งเขาอ่านเนื้อหาสำคัญจบ เขาก็วิ่งไปถึงหน้าประตูศาลแล้ว เขาผลักตำรวจศาลที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ออกไป แล้ววิ่งหนีออกจากศาลไปทันที
ที่ด้านนอกศาลสูงสุด มีประชาชนชาวปารีสรวมตัวกันอยู่เป็นพันคน ซึ่งมากกว่าจำนวนคนที่มักจะมาประท้วงตามปกติเสียอีก คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มารัตและเดอมูแล็งเพิ่งจะไปเกณฑ์มา เพื่อให้มาคอยสนับสนุนการพิจารณาคดีในครั้งนี้โดยเฉพาะ
ดองตงพุ่งตัวไปที่รั้วเหล็กของศาล แล้วตะโกนเสียงดังลั่น: “ไอ้คนไร้ยางอายและต่ำช้าเมื่อครู่นี้ มันบังอาจหยามเกียรติกฎหมายต่อหน้าทุกคน! มันตัดสินให้ฆาตกรคนนั้นพ้นผิด!”
ฝูงชนระเบิดเสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้นทันที: “จับฆาตกรไปแขวนคอ!”
“จับไอ้ผู้พิพากษากังฉินนั่นไปแขวนคอด้วย!”
“แขวนคอ! ต้องแขวนคอพวกมัน!”
ดองตงยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ ก่อนจะชูจดหมายในมือขึ้นสูง: “ผมได้หลักฐานการรับสินบนของผู้พิพากษาคนนั้นมาแล้ว ผมจะทำให้เขาได้รับโทษที่เขาสมควรได้รับให้จงได้!”
ตำรวจศาลหลายนายพยายามจะเข้าไปขัดขวางดองตง แต่เมื่อต้องเผชิญกับคำขู่ตะคอกของคนนับพัน พวกเขาก็ได้แต่ยืนตัวสั่น ไม่กล้าก้าวเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
ความจริงแล้ว ที่ห่างออกไปเพียงสิบกว่าก้าว ก็มีตำรวจกว่าสามสิบนายยืนเตรียมพร้อมอยู่แล้ว หากตำรวจศาลกล้าลงมือ พวกเขาก็จะพุ่งเข้าไปช่วยดองตงออกมาทันที
ดองตงตะโกนต่อ: “เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนั้นทำลายหลักฐาน ผมขอเสนอให้เปิดการพิจารณาคดีต่อหน้าสาธารณชน ณ ที่แห่งนี้เลย!”
ฝูงชนก็ส่งเสียงตะโกนสนับสนุนอีกครั้ง:
“พิจารณาคดีต่อหน้าสาธารณชน!”
“ใช่แล้ว! เอาให้พวกเราได้เห็นกันจะจะไปเลย!”
“ลากคอผู้พิพากษาที่ปล่อยฆาตกรออกมาเดี๋ยวนี้!”
ฝูงชนที่โกรธแค้นได้ยืนรวมตัวประท้วงอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน และก็มีคนมาร่วมสมทบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งถึงช่วงพลบค่ำ อัครมหาเสนาบดีบรีแอนน์ก็มาปรากฏตัว และให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่า ศาลอาญาสิทธิ์ราชวงศ์จะเป็นผู้รับผิดชอบ และจะเปิดการพิจารณาคดีรับสินบนของเวซินิเยร์ต่อหน้าสาธารณชน ที่จัตุรัสหน้าศาลสูงสุด ผู้คนจึงเริ่มทยอยกันสลายตัวไป
เวลาห้าทุ่ม เวซินิเยร์สั่งให้ลูกน้องตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ประท้วงหลงเหลืออยู่ข้างนอกแล้ว เขาจึงเปลี่ยนไปใส่ชุดคนขับรถม้า แล้วแอบหนีออกไปทางประตูหลังอย่างเงียบๆ
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ สายลับจากสำนักข่าวกรองฯ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาจากในมุมมืดอยู่ตลอดเวลา
รถม้าของเวซินิเยร์เพิ่งจะแล่นผ่านถนนไปได้แค่สองสาย ก็มีคนตะโกนเสียงดังขึ้นว่า: “ผู้พิพากษาที่สมรู้ร่วมคิดกับฆาตกรอยู่ที่นี่!”
“ทุกคนเร็วเข้า! เวซินิเยร์อยู่นี่!”
คบเพลิงจำนวนมากถูกจุดให้สว่างขึ้นในพริบตา มารัตนำพาคนนับร้อยพุ่งเข้ามารุมล้อม และลากตัวเวซินิเยร์ลงมาจากรถม้า ก่อนจะรุมกระทืบเขาอย่างไม่ปรานี
ที่มุมมืด ตำรวจหลายสิบนายเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะบานปลาย พวกเขาก็รีบเป่านกหวีด แล้ววิ่งเข้าไปแยกฝูงชนออก เพราะพวกเขาไม่สามารถปล่อยให้ผู้ต้องหาถูกกระทืบจนตายได้ มิเช่นนั้นการพิจารณาคดีก็จะไม่มีความหมาย
ส่วนเวซินิเยร์ที่นอนอยู่บนพื้น ก็ถูกกระทืบจนสภาพไม่เหลือเค้าเดิม เขานอนกระตุกอยู่ท่ามกลางกองเลือดอย่างน่าเวทนา
สองวันต่อมา ผู้พิพากษาจากศาลอาญาสิทธิ์ราชวงศ์ ก็ได้เปิดการพิจารณาคดีของเวซินิเยร์ต่อหน้าสาธารณชน ที่บริเวณหน้าศาลสูงสุด
ศาลอาญาสิทธิ์ราชวงศ์เป็นศาลที่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กษัตริย์ ซึ่งในยุคก่อนสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้น ศาลแห่งนี้เคยมีอำนาจบารมีอย่างมาก แต่ต่อมา อำนาจก็ค่อยๆ ถูกโอนย้ายไปให้ศาลสูงสุด จนในปัจจุบัน ศาลแห่งนี้ได้กลายเป็นเพียงหน่วยงานที่มีไว้เพื่อประกอบพิธีการเท่านั้น
บรรดาผู้พิพากษาในศาลนี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะมีวันที่พวกเขาได้มานั่งพิจารณาคดีจริงๆ จังๆ แบบนี้
แต่ภายใต้การจับจ้องของชาวเมืองที่โกรธแค้นนับพันคน ก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามถึงอำนาจในการพิจารณาคดีของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
เวซินิเยร์ที่ถูกกระทืบจนขาหักไปข้างหนึ่ง ถูกพันด้วยผ้าพันแผลไปทั้งตัว และนอนส่งเสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่ข้างๆ
ดองตงได้มอบจดหมายเหล่านั้นให้กับผู้พิพากษา และยังอ้างอีกว่าที่บ้านของเวซินิเยร์ยังมีจดหมายแบบนี้ซ่อนอยู่อีก
ผู้พิพากษาจึงสั่งให้ไปตรวจค้นบ้านของเวซินิเยร์ทันที และไม่นาน พวกเขาก็พบจดหมายที่ “วาเรยเยร์” ส่งมาในห้องหนังสือของเขาจริงๆ
จดหมายที่ส่งไปมาทั้งสองฝ่ายมีเนื้อหาสอดคล้องกัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่มัดตัวเวซินิเยร์ในข้อหารับสินบนเพื่อช่วยลูนาเชต์ให้พ้นผิดได้อย่างแน่นหนา
เวซินิเยร์ที่นอนอยู่บนแผ่นไม้ ก็ยังคงคิดไม่ตก ว่าจดหมายที่เขาเผาทิ้งไปกับมือ ทำไมถึงไปโผล่ในบ้านของเขาได้
ความจริงก็คือ จดหมายที่ “วาเรยเยร์” ส่งมานั้น ถูกเขียนขึ้นมาสองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งไปให้เวซินิเยร์เผาทิ้ง ส่วนอีกฉบับ สาวใช้ของเขาก็แอบนำไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือ
หลังจากนั้น ครอบครัวของมงตรีย์ก็ถูกเรียกตัวมาให้ปากคำ เมื่อต้องเผชิญกับหลักฐานและสายตาที่โกรธแค้นของคนนับพัน สองสามีภรรยาก็รีบสารภาพเรื่องที่ติดสินบนผู้พิพากษาในทันที
ศาลอาญาสิทธิ์ราชวงศ์จึงได้ประกาศคำตัดสินต่อหน้าสาธารณชนว่า เวซินิเยร์มีความผิดฐานรับสินบน ให้ความคุ้มครองอาชญากร และทำลายหลักฐาน ศาลจึงขอตัดสินให้จำคุกเขาเป็นเวลา 50 ปี และเนื่องจากพฤติกรรมอันเลวร้ายของเวซินิเยร์ ศาลจึงขอสั่งให้รื้อฟื้นคดีทั้งหมดที่เขาเคยเป็นผู้พิจารณาขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
ชาวเมืองนับพันที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ ต่างก็พากันส่งเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้อง มีเพียงดองตง มารัต และคนอื่นๆ เท่านั้นที่ดูไม่ค่อยพอใจนัก เพราะคำตัดสินที่พวกเขาต้องการ มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ โทษแขวนคอ
(จบตอน)

0 Comments