You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ล็องแฌร์ทำท่าทางนอบน้อมอย่างมากขณะทำความเคารพเวซินิเยร์ หลังจากแนะนำตัวเสร็จ เขาก็ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ผู้พิพากษา

เวซินิเยร์ตรวจสอบดูว่าตราประทับขี้ผึ้งบนซองจดหมายยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี ถึงได้ค่อยๆ แกะซองออกอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกัน เขาก็แสร้งทำเป็นชวนคุยเรื่องสถานการณ์ทางฝั่งของวาเรยเยร์ไปพลางๆ

สำนักข่าวกรองฯ ได้สืบข้อมูลเรื่องนี้มาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ล็องแฌร์จึงสามารถตอบคำถามได้อย่างฉะฉานและเป็นธรรมชาติ

เวซินิเยร์จึงหยิบแว่นตาขึ้นมาสวม แล้วเริ่มอ่านจดหมาย

ในจดหมาย วาเรยเยร์เริ่มจากการรำลึกถึงความหลังระหว่างพวกเขาสองคน ก่อนจะเอ่ยถึงล็องแฌร์ คนรับใช้ชายที่นำจดหมายฉบับนี้มาส่ง ว่าเขาคือคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของตน สามารถไว้ใจเขาได้อย่างเต็มที่

เวซินิเยร์ไม่ได้พบกับวาเรยเยร์มานานสามสี่ปีแล้ว แต่เขาก็พอจะจำได้ลางๆ ว่าเพื่อนคนนี้มีคนรับใช้ที่ชื่อว่าล็องแฌร์อยู่จริงๆ

เขาจึงอ่านเนื้อหาในจดหมายต่อไป

วาเรยเยร์เขียนในจดหมายว่า ญาติของตน หรือก็คือตระกูลของไวเคานต์มงตรีย์กำลังมีคดีความขึ้นศาล เขาเพิ่งจะทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า เพื่อนเก่าของเขาเป็นผู้พิพากษาเจ้าของคดี เขาจึงอยากจะขอร้องให้เพื่อนเก่าช่วยเป็นธุระจัดการให้ เพียงแต่ช่วงนี้เขามีอาการป่วย จึงได้ส่งคนรับใช้มาจัดการเรื่องคดีที่ปารีสก่อน รอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้ เขาจะรีบเดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าด้วยตัวเองทันที

หลังจากนั้น เขาก็ขอให้เวซินิเยร์ช่วยตัดสินคดีให้ลูนาเชต์ได้รับโทษสถานเบา ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้นนั้น ทางตระกูลมงตรีย์ได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว รับรองว่าจะไม่ทำให้เพื่อนเก่าต้องลำบากใจอย่างแน่นอน

ใช่แล้ว ในมุมมองของเวซินิเยร์ ญาติของมงตรีย์ได้กลายมาเป็นวาเรยเยร์ไปเสียแล้ว

เวซินิเยร์เก็บจดหมายลง แล้วหันไปพูดกับล็องแฌร์: “เรื่องของวิกเตอร์ ข้าต้องช่วยอยู่แล้ว เพียงแต่ชายหนุ่มคนนั้นทำเรื่องที่รุนแรงเกินไป แถมยังมีพยานรู้เห็นอีก อย่างน้อยที่สุดก็คงต้องถูกตัดสินให้โดนเฆี่ยน และจำคุกไม่ต่ำกว่าสามสิบปี”

ล็องแฌร์พยักหน้า ก่อนจะถูมือไปมาด้วยความประหม่า แล้วเอ่ยว่า: “ท่านเคานต์ครับ ความจริงแล้ว เจ้านายของผมมีความประสงค์อยากจะให้เขาถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดเลย…”

เวซินิเยร์กำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ประโยคถัดมาของล็องแฌร์กลับทำให้เขาถึงกับตาโต “ไวเคานต์มงตรีย์ยินดีจะจ่ายเงินสามหมื่นห้าพันลีฟร์ครับ”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เวซินิเยร์ก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า: “ทางฝั่งพยานอาจจะจัดการยากสักหน่อยนะ…”

“พวกเราจะลองหาวิธีดูครับ”

จู่ๆ เวซินิเยร์ก็หันหลังกลับ แล้วโบกมือไล่: “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ อีกสองสามวันข้าจะให้คำตอบเจ้า”

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ทันทีที่เวซินิเยร์กลับถึงบ้าน เขาก็รีบเขียนจดหมาย ปิดผนึกด้วยตราประทับขี้ผึ้ง แล้วเรียกบรูโน คนรับใช้คนสนิทของเขามาสั่งการให้รีบเดินทางไปที่เมืองคาอ็องด้วยความเร็วที่สุด เพื่อนำจดหมายไปส่งให้ไวเคานต์วาเรยเยร์

แต่บรูโนยังไม่ทันจะได้ขึ้นรถม้า ‘ช่างทำกระจก’ ในบ้านของเวซินิเยร์ ก็ได้ส่งข่าวไปบอกสายลับของสำนักข่าวกรองฯ ที่ดักซุ่มรออยู่หน้าคฤหาสน์แล้ว

คนสนิทของเวซินิเยร์เดินทางอย่างไม่หยุดพักมาตลอดสองวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองคาอ็อง

เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีถนนสายหลักเพียงเส้นเดียวที่มุ่งตรงสู่ปารีส ในยามนี้ พ่อค้าแม่ค้าสองข้างทางต่างก็กำลังหดคอหนาวสั่น พลางเรียกลูกค้าด้วยท่าทางเบื่อหน่าย

บรูโนกางแผนที่ออกดู ก่อนจะลงจากรถม้าเดินไปหาพ่อค้าที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อสอบถามทางไปบ้านของไวเคานต์วาเรยเยร์

วาเรยเยร์คือ ‘ผู้ช่วยผู้ตรวจการเทศบาล’ ของเมืองคาอ็อง จึงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา พ่อค้าคนนั้นหลังจากได้รับเงิน 5 เดอนีเยเป็นค่าตอบแทน เขาก็ช่วยชี้ทางให้บรูโนอย่างกระตือรือร้น

บรูโนออกเดินทางต่อ เมื่อเข้าใกล้ใจกลางเมือง เขาก็ลงจากรถอีกครั้ง เพื่อสอบถามเส้นทางจากชายหนุ่มคนหนึ่ง

แต่ชายหนุ่มคนนั้นยังไม่ทันจะได้ตอบคำถาม ก็เห็นว่ามีคนกำลังมีเรื่องชกต่อยกันอยู่ไม่ไกล และกำลังเคลื่อนตัวตรงมาทางนี้ เขาจึงตกใจกลัวจนรีบหันหลังวิ่งหนีไปทันที

บรูโนมองซ้ายมองขวา ก่อนจะคว้าตัวชายวัยกลางคนที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดี เพื่อสอบถามทางไปบ้านของวาเรยเยร์อีกครั้ง และเขาก็ได้รับคำตอบที่ตรงกับที่พ่อค้าคนนั้นบอกมาเป๊ะ

เมื่อบรูโนเดินทางมาถึงคฤหาสน์ของวาเรยเยร์ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้ว

คนรับใช้ชายคนหนึ่งได้ต้อนรับเขาเข้าไปในบ้านอย่างกระตือรือร้น บรูโนกวาดสายตามองดูตราสัญลักษณ์ของตระกูลวาเรยเยร์บนกำแพงและราวบันได ในใจก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อมั่น

จากนั้น เขาก็เห็นไวเคานต์วาเรยเยร์ที่กำลังป่วย สวมเสื้อผ้าหนาเตอะมิดชิด ยืนพยักหน้าให้เขาอยู่ที่ชั้นสอง

บรูโนรีบส่งจดหมายของเจ้านายให้คนรับใช้ชาย คนหลังก็เดินขึ้นไปบนชั้นสองและส่งต่อให้วาเรยเยร์อีกที

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา บรูโนก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากไวเคานต์วาเรยเยร์ และเขาก็รีบเดินทางกลับปารีสทันทีในคืนนั้น

เพียงแต่เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า คนสวน คนรับใช้ และคนอื่นๆ ในคฤหาสน์นั้น มีหน้าตาเหมือนกับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ริมถนนตรงทางเข้าเมืองคาอ็องไม่มีผิด

ส่วนสาวใช้ที่นำชามาเสิร์ฟให้เขา ก็คือหนึ่งในกลุ่มคนที่ก่อเรื่องชกต่อยกันที่ใจกลางเมืองเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง เพียงแต่เธอได้เปลี่ยนมาใส่ชุดผู้หญิงแล้ว เพราะสำนักข่าวกรองฯ ขาดแคลนสายลับหญิงเป็นอย่างมาก จึงทำได้เพียงให้สายลับชายมาสวมรอยแทน

สำหรับ ‘วาเรยเยร์’ ที่โบกมือทักทายเขานั้น ภายใต้แสงไฟสลัวๆ และระยะทางที่ห่างไกลขนาดนั้น การหาใครสักคนมาแต่งหน้าแต่งตัวให้ดูคล้ายๆ ก็สามารถตบตาคนได้แล้ว ต่อให้แม่แท้ๆ ของวาเรยเยร์มาเห็น ก็คงจะแยกไม่ออกหรอก

และความจริงแล้ว ที่ตั้งจริงๆ ของคฤหาสน์ตระกูลวาเรยเยร์ ก็อยู่ห่างออกไปอีกตั้งหลายกิโลเมตร…

เมื่อบรูโนเดินทางกลับมาถึงปารีส เขาก็มอบจดหมายตอบกลับให้แก่เวซินิเยร์ และรายงานว่าตนได้พบกับไวเคานต์วาเรยเยร์แล้ว แถมยังได้ดื่มชาที่บ้านของเขาอีกด้วย

เรื่องนี้จะไปโทษว่าเขาทำงานบกพร่องก็ไม่ได้ เพราะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารยังไม่พัฒนาเช่นนี้ การจะตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงของใครสักคนในเมืองที่อยู่ห่างไกลภายในระยะเวลาอันสั้นนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ต่อให้เขาจะเดินทางไปที่ศาลาว่าการโดยตรง สำนักข่าวกรองฯ ก็ได้จัดเตรียมคนไว้ดักรออยู่ที่นั่นแล้ว เพื่อให้เขาสามารถมองเห็น ‘ไวเคานต์วาเรยเยร์’ ได้จากระยะไกล

เมื่อมาถึงจุดนี้ เวซินิเยร์ก็ไม่เหลือความสงสัยใดๆ อีก เขาจึงรีบสั่งให้คนไปตามล็องแฌร์มาพบ และบอกว่าเขาสามารถหาวิธีช่วยให้ลูนาเชต์พ้นผิดได้ แต่เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ จึงต้องใช้เงิน 40,000 ลีฟร์

ล็องแฌร์ตกลงทันที แต่ก็มีข้อแม้ว่าอยากจะให้รีบเปิดศาลพิจารณาคดีโดยเร็วที่สุด เพราะหลานชายคนเล็กของไวเคานต์วาเรยเยร์ ซึ่งก็คือลูนาเชต์นั้น เติบโตมาอย่างสุขสบาย จึงทนรับความยากลำบากในคุกไม่ไหวแล้ว

เวซินิเยร์ย่อมตกลงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ

ล็องแฌร์เดินทางกลับไปที่บ้านของไวเคานต์มงตรีย์ และแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบ ส่วนตัวเองก็ไปหาหมอคนหนึ่ง และอ้างว่าพยานที่เห็นเหตุการณ์ในคดีของลูนาเชต์มักจะดื่มเหล้าเมาและทุบตีภรรยาเป็นประจำ เขาจึงยอมจ่ายเงินให้หมอคนนั้นช่วยออกใบรับรองว่าพยานคนนั้นมีอาการป่วยทางจิต

ทางฝั่งของมงตรีย์ได้นำคฤหาสน์และร้านขายภาพวาดสีน้ำมันไปจำนอง และไปหยิบยืมเงินจากคนรู้จักมาอีก จนสุดท้ายก็สามารถรวบรวมเงินมาได้เพียง 33,500 ลีฟร์เท่านั้น ล็องแฌร์จึงจำต้อง “ควักเนื้อ” จ่ายเงินสมทบให้อีก 6,500 ลีฟร์

เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น ล็องแฌร์ก็กำชับ “ลูกพี่ลูกน้อง” อย่างหนักแน่น ว่าพวกเขาเป็นญาติของจำเลย จึงไม่ควรเข้าไปพูดคุยกับผู้พิพากษาให้มากความ จากนั้นเขาก็พาพวกมงตรีย์ไปที่หน้าคฤหาสน์ของเวซินิเยร์

ไวเคานต์มงตรีย์ยื่นตั๋วเงินของธนาคารให้คนรับใช้ของเวซินิเยร์ และเมื่อเขาเห็นผู้พิพากษาสูงสุดพยักหน้าให้จากทางหน้าต่าง หินก้อนใหญ่ที่ทับอยู่ในใจของเขาก็ถูกยกออกไปในที่สุด

ในคืนนั้น ล็องแฌร์ได้ไปที่บ้านของเวซินิเยร์อีกครั้ง เพื่อเป็นตัวแทนของเจ้านายในการกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ และขอร้องให้เวซินิเยร์ช่วยเขียนจดหมายตอบกลับถึงเจ้านาย เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าตนได้ทำงานสำเร็จลุล่วงแล้ว

เวซินิเยร์เพิ่งจะได้เงินมาถึง 4 หมื่นลีฟร์ เขากำลังอารมณ์ดีสุดๆ จึงยอมเขียนจดหมายยาวเหยียดถึงสามหน้ากระดาษ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการพรรณนาว่าเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากเพียงใดเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นการแอบทวงบุญคุณจากเพื่อนเก่ากลายๆ และในตอนท้ายเขาก็ยังกล่าวชื่นชมคนรับใช้ชายอย่างล็องแฌร์ไปอีกสองสามประโยค

จากนั้น ล็องแฌร์ก็นำจดหมายฉบับนั้นจากไป

ไม่กี่วันต่อมา ก็มีคนส่งจดหมายของวาเรยเยร์ นำจดหมายขอบคุณจากเจ้านายมาส่งให้เวซินิเยร์อีกครั้ง

ผู้พิพากษาสูงสุดเปิดจดหมายอ่านจนจบ แล้วก็โยนมันลงไปเผาในกองไฟทันที พร้อมกับกำชับคนส่งจดหมายว่า ให้กลับไปบอกวาเรยเยร์ด้วย ว่าให้ทำลายจดหมายทั้งหมดที่ส่งไปมาในช่วงนี้ทิ้งให้หมด

เขาเคยผ่านการสร้างคดีอยุติธรรมมานักต่อนักแล้ว จึงรู้ซึ้งถึงความสำคัญของการทำลายหลักฐานเป็นอย่างดี

ห้าวันต่อมา คดีของลูนาเชต์ก็เปิดพิจารณาอีกครั้ง

เริ่มต้นจากการที่พยานรู้เห็นเหตุการณ์ถูกระบุว่ามีอาการป่วยทางจิต คำให้การจึงถือเป็นโมฆะ

จากนั้น ก็มีการตรวจสอบพบว่า “สิ่งของเครื่องใช้” ที่ยึดมาได้จากบ้านของลูนาเชต์นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ของผู้ตาย ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นผลงานของเวซินิเยร์ที่แอบเข้าไปสับเปลี่ยนของในห้องเก็บหลักฐานนั่นเอง

(จบตอน)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note