ตอนที่ 91 ไร้หลักฐานเอาผิด
แปลโดย เนสยังโจเซฟลองคำนวณเวลาดู ระยะเวลาเส้นตายในการนำร่างกฎหมายภาษีไปจดทะเบียนนั้นเหลือเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น การจะโค่นล้มประธานศาลสูงสุดให้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นปานนี้ ก็คงมีเพียงการใช้กลยุทธ์ที่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ปกติเท่านั้น
เมื่อพูดถึง “กลยุทธ์ที่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ปกติ” เขาก็นึกถึงสำนักข่าวกรองฯ ขึ้นมาทันที เขาจึงหันไปส่งสัญญาณให้เอมง: “รบกวนท่านส่งคนไปเชิญฟูเช่มา…”
แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า วันนี้เขาจะต้องไปเข้าเรียนวิชาการบัญชาการรบทางยุทธวิธีที่โรงเรียนตำรวจอยู่แล้ว: “ไม่ ต้องเตรียมรถม้า ข้าจะไปที่นั่นด้วยตัวเอง”
รถม้าสามคันแล่นออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ตามลำดับ และเข้าสู่เขตเมืองปารีสในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
ทันทีที่รถม้าแล่นข้ามแม่น้ำแซน โจเซฟก็มองเห็นป้ายไม้กระดานขนาดใหญ่ที่สูงกว่าตัวคนถึงสองเท่าตั้งตระหง่านอยู่ที่หัวสะพานฝั่งตะวันออก บนนั้นมีภาพวาดสีน้ำมันขนาดมหึมาวาดประดับอยู่
ในภาพวาดนั้นคือคุณหญิงผู้เลอโฉมในชุดเต็มยศ กำลังถือขวดแก้วใบเล็กไว้ในมือ นั่งอยู่ในบ้านที่ตกแต่งอย่างอบอุ่นและหรูหรา ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความสุขและรอยยิ้มอันพึงพอใจ
ที่ด้านบนสุดของภาพวาด มีตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า คริสต์มาสปีนี้ไม่รับของขวัญอื่นใด จะรับก็แต่มาดามจอยเท่านั้น!
ส่วนด้านล่างก็มีตัวอักษรขนาดเล็กเขียนกำกับไว้ โปรโมชั่นสุดพิเศษรับเทศกาลคริสต์มาสสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาดามจอย รับฟรีกล่องของขวัญสุดหรู
เมื่อรถม้าแล่นไปได้อีกระยะหนึ่ง ก็เห็นชายหนุ่มแต่งตัวสีสันฉูดฉาดสองคนยืนอยู่ริมถนน พวกเขากำลังโบกใบปลิวในมือพลางตะโกนเรียกลูกค้าเสียงดังลั่น: “เมื่อซื้อเครื่องสำอางแองเจิลแห่งปารีสครบ 50 ลีฟร์ รับฟรีคูปองส่วนลด 20% สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาดามจอย!”
โจเซฟลอบพยักหน้าอยู่ในใจ ผู้จัดการเบรนต์ช่างทำงานได้คุ้มค่าเงินเดือนจริงๆ แม้ว่าไอเดียการตลาดนี้จะเป็นของเขาเอง แต่การที่คนในศตวรรษที่ 18 สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้และนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างยอดเยี่ยมปานนี้ ถือได้ว่าเขาคืออัจฉริยะด้านการบริหารอย่างแท้จริง
เห็นทีคงจะต้องพิจารณาเพิ่มเงินโบนัสให้เขาเสียหน่อยแล้ว
ผ่านไปไม่นาน รถม้าก็แล่นเข้ามาจอดในสำนักข่าวกรองฯ
โจเซฟเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องทำงาน แล้วเอ่ยถามฟูเช่: “เวซินิเยร์มีจุดอ่อนอะไรให้เราเอาผิดได้บ้าง?”
เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าหน่วยข่าวกรองผู้นี้ได้ท่องจำข้อมูลมาจนขึ้นใจแล้ว เขาจึงตอบกลับโดยไม่ลังเล: “ในปีแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในปารีส เขาก็รับสินบนและตัดสินให้มรดกของพี่น้องตระกูลอันตวนตกเป็นของลุงของพวกเขาไป
“ปีต่อมา ในคดีรถม้าของขุนนางชนคน เขาตัดสินให้ผู้ที่ถูกชนเป็นฝ่ายจงใจทำให้ม้าตกใจ และให้ชดเชยเงินเพียง 50 ลีฟร์เท่านั้น ซึ่งก็น่าจะรับเงินมาอีกเช่นกัน
“และในปีเดียวกันนั้นเอง ในคดีบุกรุกและฆาตกรรมของคามิลล์ หลักฐานที่มัดตัวฆาตกรกลับหายวับไปจากห้องเก็บหลักฐานของศาลอย่างไร้ร่องรอย ทำให้ฆาตกรถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ ได้ยินมาว่าเป็นเพราะลุงของฆาตกรจ่ายเงินให้ผู้พิพากษาไปถึง 8,000 ลีฟร์
“สองปีให้หลัง คดีฆาตกรรมที่ถนนแซดเดิล (Saddle Street) ขุนนางที่เป็นฆาตกรก็ติดสินบน…”
เขาเล่าเรื่องราวฉาวโฉ่ต่อไปอีกพักใหญ่ ทำเอาโจเซฟถึงกับขมวดคิ้วแน่น เวซินิเยร์ผู้นี้ นับตั้งแต่เป็นผู้พิพากษามา ก็แทบจะรับสินบนและสร้างคดีอยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดพักเลย
โจเซฟเอ่ยขัดฟูเช่: “ถ้าพูดแบบนี้ ข้าก็สามารถส่งคนไปจับกุมเขาได้เดี๋ยวนี้เลยสิ?”
“เรื่องนี้…” ฟูเช่ส่ายหน้า “เกรงว่าจะไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ทำไมล่ะ? สิ่งที่เขาทำลงไปมันมากพอที่จะจับไปแขวนคอได้ตั้งสิบครั้งแล้วนะ!”
ฟูเช่ตอบอย่างกระอักกระอ่วน: “คดีพวกนี้อย่างมากก็มีแค่บันทึกที่กระจัดกระจายอยู่ หรือบางเรื่องคุณมารัตก็เป็นคนบอกหม่อมฉันเองด้วยซ้ำ เรายังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อโจเซฟได้ยินดังนั้น เขาก็ขมวดคิ้ว แต่แล้วเขาก็เข้าใจได้ในทันที ก็เวซินิเยร์เองนั่นแหละที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เขาย่อมต้องระมัดระวังเรื่องการทำลายหลักฐานเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
เขายื่นมือไปทางฟูเช่: “เอาประวัติของเจ้านั่นมาให้ข้าดูหน่อย เผื่อจะมีอะไรที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ไม่นานนัก เอกสารกองโตที่หนาเกือบครึ่งเมตรก็ถูกนำมาวางแหมะอยู่บนโต๊ะตรงหน้าโจเซฟ เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้สำนักข่าวกรองฯ คงจะทำงานหนักกันน่าดู
โจเซฟหยิบเอกสารฉบับบนสุดขึ้นมาเปิดดู ข้างในเป็นบันทึกข้อมูลพื้นฐานของเวซินิเยร์:
“อองรี·ฟรองซัวส์·มิเญต์·เดอ·เวซินิเยร์ อายุ 56 ปี ส่วนสูง 5.5 ฟุต (ของฝรั่งเศส) น้ำหนัก…
“เมื่ออายุ 33 ปี ได้สืบทอดตำแหน่งผู้พิพากษาในเกรอนอบล์ต่อจากบิดา และได้รับเลือกให้เป็นผู้พิพากษาประจำท้องถิ่น”
ผู้พิพากษาในยุคนี้ช่างเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ สามารถผสมผสานระบบสืบทอดทางสายเลือดเข้ากับระบบการเลือกตั้งได้อย่างลงตัว โดยการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับตำแหน่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
“6 ปีต่อมา ถูกย้ายมาที่ศาลสูงสุดปารีส และเมื่ออายุ 51 ปี ก็ผ่านการเลือกตั้งและได้ขึ้นเป็นประธานศาลสูงสุด…
“ทรัพย์สินส่วนตัว…
“ความสนใจ…
“อาหารที่ชอบ…
“สถานที่ที่ไปเป็นประจำ…”
ข้อมูลเกือบทุกอย่างถูกจดบันทึกไว้โดยละเอียดชนิดที่ว่า แม้แต่พ่อแม่หรือภรรยาของเวซินิเยร์ก็ยังไม่อาจรู้จักเขาได้ดีเท่านี้เลย
โจเซฟหยิบเอกสารฉบับต่อไปขึ้นมา นี่คือเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของประธานศาลสูงสุด:
“พันธมิตรทางการเมือง: ดุ๊กแห่งแอกียง, เคานต์เซรูริเยร์…
“ศัตรูทางการเมือง…
“เพื่อนสนิท: ดาซิเยร์ ผู้พิพากษาศาลสูงสุดปารีส อายุ 49 ปี…
“วาเรยเยร์ ผู้ช่วยผู้ตรวจการเทศบาลเมืองคาอ็อง อายุ 51 ปี…
“…
“เพื่อนทั่วไป…
“ศัตรู…”
เอกสารฉบับถัดมาเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในครอบครัวของเวซินิเยร์ ซึ่งรวมไปถึงแผนผังบ้าน ข้อมูลของคนขับรถม้า คนสวน สาวใช้ และอื่นๆ อย่างละเอียด
สิ่งที่ทำให้โจเซฟประหลาดใจที่สุดก็คือ ในเอกสารฉบับนี้มีหมายเหตุพิเศษระบุไว้ด้วยว่า: สาวใช้ประจำห้องนั่งเล่นของเวซินิเยร์ทั้งสองคน ถูกชายหนุ่มที่ฟูเช่ส่งไป “จัดการ” เรียบร้อยแล้ว
ในยามนี้ เด็กสาวทั้งสองต่างก็เชื่อฟังและยอมทำตามคำสั่งของแฟนหนุ่มที่ทั้งหล่อเหลา โรแมนติก และร่ำรวยของพวกเธออย่างไม่มีข้อกังขา ถึงขนาดที่ว่าวันๆ เวซินิเยร์หาวไปกี่ครั้ง พวกเขาก็ยังสามารถสืบรู้มาจากพวกนางได้
โจเซฟกุมขมับพลางยิ้มขื่น ฟูเช่คนนี้ช่างบ้าบิ่นเสียจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลมา ถึงกับยอมไปล่อลวงเด็กสาวบริสุทธิ์…
เขาวางเอกสารในมือลง แล้วหยิบปึกกระดาษจดหมายกองโตขึ้นมา ก็พบว่าทั้งหมดนี้คือจดหมายส่วนตัวของเวซินิเยร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ฟูเช่รีบเสนอหน้าเข้ามารับความดีความชอบ: “ฝ่าบาท จดหมายพวกนี้ครึ่งหนึ่งได้มาจากห้องมืด (Cabinet Noir) ส่วนที่เหลือก็คัดลอกมาจากในห้องหนังสือของเวซินิเยร์โดยตรงเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ห้องมืด” ที่เขาพูดถึง ก็คือสายลับไปรษณีย์ของตำรวจลับ ที่มีหน้าที่ “ตรวจสอบ” จดหมายต่างๆ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในบรรดาตำรวจลับแล้ว แต่ถึงกระนั้น ห้องมืดก็ยังสู้กลยุทธ์ “สาวใช้” ของฟูเช่ไม่ได้อยู่ดี จดหมายจากห้องหนังสือพวกนั้น ก็น่าจะเป็นผลงานของพวกนางนั่นแหละ
โจเซฟเอ่ยถาม: “ในจดหมายพวกนี้มีหลักฐานที่นำมาใช้ประโยชน์ได้บ้างไหม?”
ฟูเช่ส่ายหน้า: “อันไหนที่พอจะใช้เป็นหลักฐานปรักปรำเขาได้ ก็น่าจะถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟถอนใจอย่างจำยอม ก่อนจะเปิดอ่านเอกสารฉบับสุดท้าย ซึ่งเป็นฉบับที่มีเนื้อหามากที่สุด ภายในนั้นบันทึกข้อมูลของคดีทั้งหมดที่เวซินิเยร์เคยเป็นผู้พิจารณา
ฟูเช่กล่าวต่อ: “ฝ่าบาท ข้อมูลเหล่านี้ล้วน ‘หยิบ’ มาจากห้องเก็บเอกสารของศาลสูงสุดโดยตรง เชื่อถือได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า แล้วเริ่มเปิดอ่าน
คดีแรกเป็นคดีแบ่งมรดก ซึ่งการพิจารณาคดีใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
คดีที่สองเป็นคดีข่มขืนและฆาตกรรม ซึ่งเพิ่งจะเริ่มการพิจารณาคดีไปเมื่อสิบกว่าวันก่อน
เนื้อหาของคดีมีอยู่ว่า ขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งชื่อว่า ลูนาเชต์ เกิดอารมณ์หื่นกระหายขึ้นมาอย่างกะทันหัน จึงได้ลักพาตัวเด็กสาวชาวบ้านวัย 15 ปีเข้าไปในร้านขายภาพวาดสีน้ำมันของเขาแล้วทำการข่มขืน
ระหว่างนั้น น้องชายวัย 9 ขวบของเด็กสาวได้ตามรอยมาจนถึงที่ร้าน และร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ
ด้วยความตกใจ ลูนาเชต์จึงลากตัวเด็กชายเข้าไปในบ้านแล้วลงมือฆ่าทิ้ง หลังจากนั้นเขาก็กลัวว่าความลับจะแตก จึงฆ่าเด็กสาวทิ้งไปด้วย แล้วนำศพไปทิ้งในแม่น้ำแซน
เนื่องจากมีการค้นพบสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ตายหลายชิ้นในร้านของลูนาเชต์ ประกอบกับมีเพื่อนบ้านเห็นเด็กชายเดินเข้าไปในร้าน ลูนาเชต์จึงถูกจับกุมและส่งตัวฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว
โจเซฟอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความสงสารสองพี่น้องคู่นี้ จากบันทึกในแฟ้มคดี คดีนี้เคยเปิดศาลพิจารณาไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ยังไม่ได้มีการประกาศคำตัดสิน

0 Comments