ตอนที่ 88 เปลี่ยนจุดยืน
แปลโดย เนสยังโจเซฟเห็นมิราโบตกอยู่ในห้วงความคิด ก็รู้ว่าเขาปูทางมาได้มากพอสมควรแล้ว เขาจึงเริ่มเข้าสู่ประเด็นหลัก: “พวกเรามาคุยกันเรื่องร่างกฎหมายภาษีต่อเถอะ”
เมื่อมิราโบได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที: “ฝ่าบาท พระองค์ก็ทรงทราบดี ว่าจุดยืนของพวกขุนนางที่มีต่อร่างกฎหมายฉบับนี้นั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด”
โจเซฟเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง: “ความจริงแล้ว ในเรื่องนี้ พวกท่านกำลังถูกพวกขุนนางเก่าหลอกใช้ต่างหาก!”
มิราโบยิ้มพลางโบกมือ: “ฝ่าบาท มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟหยิบเศษไม้เล็กๆ ที่ใช้เขี่ยสิ่งเจือปนในเยื่อกระดาษขึ้นมา พลางเอ่ยว่า: “ขอเสียมารยาทถามท่านสักหน่อย ท่านมีที่ดินอยู่เท่าไหร่หรือ?”
“หา?” มิราโบรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี “มีที่ดินในปารีสสิบกว่าเฮกตาร์ (Hectare) และมีที่แร็งส์ (Reims) อีกสี่สิบเฮกตาร์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า: “แล้วท่านรู้ไหม ว่าดุ๊กแห่งออร์เลอ็องมีที่ดินอยู่เท่าไหร่?”
“เรื่องนี้ ไม่ทราบแน่ชัดพ่ะย่ะค่ะ แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีสักสี่ห้าพันเฮกตาร์ล่ะมั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วคฤหาสน์ล่ะ?”
“น่าจะสักสิบกว่าแห่งได้มั้งพ่ะย่ะค่ะ?”
“นั่นแหละคือประเด็น หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายภาษีฉบับนี้ก็คือภาษีที่ดิน”
โจเซฟชูเศษไม้ในมือขึ้น: “ตัวอย่างเช่น นี่คือขนาดที่ดินของท่าน ภาษีที่ดินแทบจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่านเลย”
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่เสาของชั้นตากกระดาษที่สูงกว่าตัวคนถึงสองเท่า และหนาเท่ากับเอวของเด็ก: “แต่เสานั่นคือขนาดที่ดินของขุนนางเก่าอย่างดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ภาษีที่ดินส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกเขานั่นแหละที่ต้องจ่าย และนี่ก็คือสาเหตุที่พวกเขาต่อต้านร่างกฎหมายภาษีอย่างหนักหน่วง
“แต่ขุนนางนายทุนอย่างพวกท่าน กลับถูกพวกเขาหลอกใช้ให้มาร่วมกันต่อต้านร่างกฎหมาย แถมยังออกหน้าออกตาเสียใหญ่โต ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็แค่การปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเท่านั้นเอง”
มิราโบอึ้งไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่ามกุฎราชกุมารตรัสได้ถูกต้อง แต่เขาก็รีบหาข้อโต้แย้งทันที: “แล้วภาษีอากรแสตมป์ล่ะพ่ะย่ะค่ะ ในร่างกฎหมายมีการเพิ่มภาษีอากรแสตมป์เข้ามาด้วย ซึ่งมันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและการพาณิชย์อย่างมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
สิ่งที่เรียกว่า ภาษีอากรแสตมป์ ก็คือภาษีที่จัดเก็บเมื่อมีการทำสัญญาหรือยื่นเอกสารทางกฎหมาย
โจเซฟหัวเราะ: “ท่านเป็นถึงหนึ่งในผู้นำของสภาชนชั้นสูง ท่านย่อมต้องเคยอ่านเนื้อหาในร่างกฎหมายมาแล้ว อัตราภาษีอากรแสตมป์นั้นต่ำมาก อันที่จริง จุดประสงค์หลักของภาษีอากรแสตมป์ ก็เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาเป็นผู้รับรองความถูกต้องของสัญญาก็เท่านั้นเอง”
ในตอนที่เขาแก้ไขร่างกฎหมายครั้งก่อน เขาก็ได้ปรับลดอัตราภาษีอากรแสตมป์ลงไปแล้ว เพื่อเป็นการดึงดูดใจพวกขุนนางนายทุนโดยเฉพาะ
เมื่อดูปองต์เห็นว่ามิราโบยังคงลังเลอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา: “เคานต์มิราโบ เห็นได้ชัดเลยนะครับว่า ร่างกฎหมายภาษีฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อการคลังของประเทศ พวกเราไม่มีความจำเป็นต้องไปต่อต้านมันเลย
“ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่าบาทยังทรงให้คำมั่นสัญญาอีกว่า ขอเพียงร่างกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณา พระองค์ก็จะทรงรื้อฟื้นการเจรจา ‘สนธิสัญญาอีเดน’ ขึ้นมาใหม่ และจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรให้สูงขึ้นอย่างมากด้วยครับ”
ดูปองต์นั้นต่อต้าน ‘สนธิสัญญาอีเดน’ อย่างรุนแรง ดังนั้นเมื่อโจเซฟบอกกับเขาว่าสามารถแก้ไขสนธิสัญญาได้ เขาก็ตกลงเป็นพันธมิตรกับมกุฎราชกุมารทันที
แม้ว่าเขาจะไม่มีอำนาจทางการเมืองอะไรมากนัก แต่เขาสามารถโน้มน้าวใจขุนนางนายทุนอย่างมิราโบได้ เขาจึงเป็นคนประสานงานให้เกิดการพบปะในครั้งนี้ขึ้นมา
มิราโฟรีบหันไปมองโจเซฟทันที: “พระองค์ทรงแน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าพวกอังกฤษจะยอมรับ?”
โจเซฟพยักหน้า: “ข้าได้พูดคุยกับท่านเอกอัครราชทูตอังกฤษแล้ว ภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสจะถูกปรับขึ้นเป็น 25% ในขณะที่ภาษีนำเข้าสุราของฝรั่งเศสในอังกฤษจะถูกปรับลดลงให้เหลือต่ำกว่า 10%”
รูม่านตาของมิราโบหดวูบ: “เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้! พระองค์ทรงมีวิธีโน้มน้าวพวกคนอังกฤษได้อย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เรื่องนี้เอาไว้พวกเราค่อยมาคุยกันวันหลังเถอะ แต่ข้าขอรับประกันกับท่านได้เลยว่า สนธิสัญญาฉบับใหม่นี้จะต้องได้รับการลงนามอย่างแน่นอน แน่นอนว่า หากท่านยังไม่วางใจ ท่านก็สามารถไปสืบข่าวจากทางฝั่งอังกฤษดูก็ได้”
ในฐานะบุคคลสำคัญทางการเมือง มิราโบย่อมต้องมีช่องทางในการสืบข่าวจากทางฝั่งอังกฤษเป็นของตัวเองอยู่แล้ว
ในที่สุดมิราโบก็เริ่มไขว้เขว
เขารู้ดีว่า หากยังคงใช้อัตราภาษีศุลกากรในระดับปัจจุบันต่อไป อุตสาหกรรมของฝรั่งเศสก็คงจะประคองตัวไปได้ไม่เกินสองปี และจะต้องล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์
และเมื่อถึงเวลานั้น อุตสาหกรรมในมือของเขาก็ย่อมหนีไม่พ้นหายนะเช่นกัน
หากเขาสามารถใช้ร่างกฎหมายภาษีที่แทบจะไม่มีผลกระทบต่อตัวเขาเลย มาแลกกับการลงนามใน ‘สนธิสัญญาอีเดน’ ใหม่ได้ อ้อ แล้วก็ยังมีการบังคับใช้ 《กฎหมายบริษัท》 และ 《กฎหมายสิทธิบัตร》 ตามที่มกุฎราชกุมารเคยตรัสไว้ก่อนหน้านี้อีก มันก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน!
เขาโค้งตัวให้โจเซฟเล็กน้อย: “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับคนหลายฝ่าย หม่อมฉันคงต้องขอกลับไปปรึกษาหารือกับไวเคานต์ดิโค (Vicomte Ducos) และไวเคานต์เพลลิเยร์ (Vicomte Pélissier) ดูก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
คนที่เขาพูดถึงเหล่านี้ ล้วนเป็นตัวแทนของขุนนางนายทุนในสภาชนชั้นสูง ด้วยเงื่อนไขที่มกุฎราชกุมารเพิ่งจะเสนอมาเมื่อครู่นี้ เขาคิดว่าเขามีความมั่นใจมากพอที่จะโน้มน้าวให้พวกเขาเปลี่ยนจุดยืนได้
“แน่นอน ข้าจะรอฟังคำตอบจากท่านนะ”
โจเซฟยิ้มพลางพยักหน้ารับ ก่อนจะผายมือไปทางอ่างแช่เยื่อกระดาษที่อยู่ข้างๆ: “ในเมื่อคุยเรื่องสำคัญจบแล้ว พวกเราก็มาคุยกันเรื่องการทำกระดาษกันต่อเถอะ”
มิราโบยังคงตามไม่ทันเล็กน้อย: “พระองค์หมายถึง การทำกระดาษหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่แล้ว” โจเซฟตอบ “ตอนที่ท่านเพิ่งจะมาถึงที่นี่ ข้าก็เคยพูดเรื่องนี้ไปแล้วนี่นา”
“แต่ว่า…”
โจเซฟพาเขาเดินไปที่ “หม้อต้ม” ขนาดมหึมาเหล่านั้น ก่อนจะหันไปถามคนงานที่ยืนเฝ้าหม้ออยู่: “ช่วยบอกเคานต์มิราโบหน่อยสิ ว่าของที่ต้มอยู่ในหม้อคืออะไร?”
คนงานรีบก้มหน้าตอบอย่างนอบน้อม: “เป็นไม้ขอรับ นายท่าน”
“ไม้หรือ?” มิราโบมองโจเซฟด้วยความประหลาดใจ “เมื่อครู่นี้พระองค์ไม่ได้บอกว่าจะทรงทำกระดาษหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟพยักหน้า: “นี่คือขั้นตอนแรกของการทำกระดาษ เมื่อต้มไม้จนเปื่อยแล้ว เราก็จะสามารถนำไปทำกระดาษได้ แน่นอนว่า ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ข้าคิดค้นขึ้นนะ”
มิราโบร้องออกมาด้วยความเหลือเชื่อ: “พระองค์ทรงสามารถนำไม้มาทำกระดาษได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?!”
เขามีความรู้เกี่ยวกับการทำกระดาษอยู่บ้าง โดยปกติแล้ว วัตถุดิบที่ใช้ทำกระดาษก็คือเศษผ้า หรือพวกผ้าลินิน และอย่างมากก็ผสมเส้นใยจากเปลือกไม้ลงไปนิดหน่อยเท่านั้น
“ใช่แล้ว ไม้หลิวกับไม้สนน่ะ” โจเซฟพยักพเยิดไปทางนอกโรงงาน “เพิ่งจะตัดมาเมื่อเช้านี้เอง”
เขาหันไปถามคนงานที่อยู่ข้างๆ: “ขอถามหน่อย หม้อนี้ต้มมานานแค่ไหนแล้ว?”
คนงานมองดูนาฬิกา: “หกชั่วโมงครึ่งแล้วขอรับ นายท่าน”
“น่าจะใกล้ได้ที่แล้วล่ะมั้ง…” โจเซฟเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะเขาเคยเห็นขั้นตอนการทำกระดาษจากไม้ในสารคดีเท่านั้น เขาจึงสั่งคนงานว่า “รบกวนพวกเจ้าช่วยเทเยื่อไม้ออกมา แล้วนำไปกรองและฟอกขาวทีนะ อ้อ ใช้วิธีแบบดั้งเดิมที่พวกเจ้าเคยทำนั่นแหละ”
“ขอรับ นายท่าน”
คนงานเจ็ดแปดคนเดินเข้ามาล้อมวง ช่วยกันยกหม้อต้มขนาดมหึมาไปวางไว้บนชั้นไม้ เปิดฝาออก แล้วเทของเหลวสีเหลืองที่กำลังเดือดพล่านลงในอ่างหินทรงสี่เหลี่ยม
มิราโบจ้องมองของเหลวเหล่านั้นด้วยความตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม้จะสามารถต้มจนกลายเป็นสภาพแบบนี้ได้
พวกคนงานเริ่มใช้เครื่องมือต่างๆ ตักเอาเศษสิ่งเจือปนออกจากน้ำไม้ จากนั้นก็มีคนนำขวดสารฟอกขาวที่มีส่วนผสมของคลอรีนขวดเล็กๆ มาค่อยๆ หยดลงไปในอ่างหินอย่างระมัดระวัง พร้อมกับคนให้เข้ากันอย่างต่อเนื่อง
จากนั้น พวกคนงานก็เติมน้ำลงไปในอ่างเยื่อกระดาษเป็นจำนวนมาก แล้วก็คน และกรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาวุ่นวายอยู่กับขั้นตอนอันซับซ้อนเหล่านี้อยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง
ในขณะที่เยื่อกระดาษยังไม่ทันจะเย็นลงดี ก็มีคนงานอีกกลุ่มหนึ่งถือ “ตะแกรง” ทรงสี่เหลี่ยมเดินเข้ามา พวกเขาจุ่มตะแกรงลงไปในเยื่อกระดาษอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เยื่อกระดาษเคลือบติดก้นตะแกรงจนทั่ว ก่อนจะค่อยๆ เขย่าและยกขึ้นมา
เมื่อมิราโบเห็น “แผ่นฟิล์มเหนียวๆ” แผ่นบางๆ ที่เคลือบอยู่บนก้น “ตะแกรง” หัวใจของเขาก็เต้นระรัวขึ้นมาทันที หากวิธีนี้สามารถทำกระดาษออกมาได้จริงๆ มันก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมโลกอย่างแน่นอน!
เมื่อเทียบกับวัตถุดิบในการทำกระดาษในอดีตอย่างเศษผ้า หรือผ้าลินินแล้ว ไม้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าได้มาฟรีๆ เลยทีเดียว ซึ่งมันจะช่วยลดต้นทุนของกระดาษลงได้อย่างมหาศาล
และนั่นก็หมายความว่า เทคโนโลยีการทำกระดาษแบบใหม่นี้ จะสามารถครอบครองตลาดกระดาษของทั่วทั้งทวีปยุโรปได้อย่างแน่นอน!
(จบตอน)

0 Comments