ตอนที่ 85 ทักษะที่สืบทอดมาจากพันธุกรรม
แปลโดย เนสยังกรุงปารีส เขตแซ็ง-แฌร์แม็ง (Saint-Germain)
ภายในคฤหาสน์หรูที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของถนนแซ็ง-แฌร์แม็ง กำลังมีการจัดงานซาลอน (Salon) ขึ้น
มาดามวาลวิลล์ เจ้าของคฤหาสน์ กำลังรับฟังคำพูดอันแฝงไปด้วยปรัชญาของแขกผู้มาร่วมงาน พร้อมกับปรบมือเบาๆ อย่างเคลิบเคลิ้มเป็นระยะ
บรรดาคนรับใช้ต่างก็นำขนมและผลไม้มาเสิร์ฟให้แขกแต่ละคน หรือไม่ก็คอยรินไวน์องุ่นราคาแพงลงในแก้วที่ว่างเปล่า
หลังจากที่เด็กหนุ่มหลายคนกล่าวเปิดงานเพื่ออุ่นเครื่องเสร็จ ชายวัยกลางคนที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เขาก็ได้รับเสียงโห่ร้องยินดีจากแขกในงานแล้ว:
“คุณมารัต รอฟังความคิดเห็นอันเฉียบคมของคุณอยู่นะครับ!”
“ไฮไลต์ของงานวันนี้มาแล้ว”
“คุณมารัต บทความของคุณเขียนได้ยอดเยี่ยมมากเลยครับ ผมอ่านมันตั้งหลายรอบแหนะ!”
“เงียบกันหน่อย ให้คุณมารัตพูดเถอะ…”
มารัตยิ้มพลางทาบอกทำความเคารพผู้คนรอบๆ ก่อนจะยกมือขวาขึ้น แล้วเอ่ยเสียงดังว่า:
“วันนี้ ผมอยากจะมาพูดคุยเกี่ยวกับสถานที่ที่สกปรกโสมม และดำมืดที่สุดในปารีส นั่นก็คือศาลสูงสุด!
“ทุกท่านคงจะได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้ว ว่าเมื่อสองวันก่อน พวกเขาถึงขนาดส่งตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์ไปคุกคามสำนักพิมพ์ ‘ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์’ อย่างไม่มีเหตุผล แถมยังพยายามจะสั่งปิดสำนักพิมพ์แห่งนั้นด้วย!
“ไอ้พวกบ้า! ไอ้พวกหนอนแมลงวันโสโครก! พวกเขาใช้อำนาจในการตรวจสอบ เพื่อปิดกั้นไม่ให้บทความที่เปิดเผยความจริงของปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์ ได้รับการตีพิมพ์ พวกเขาคือศัตรูของเสรีภาพ!
“ไอ้พวกผู้พิพากษาหน้าซื่อใจคดเหล่านั้น พวกเขาคิดว่าหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเพียงแค่ของเล่นที่พวกเขาสามารถปู้ยี่ปู้ยำได้ตามใจชอบ และคิดว่าตัวเองจะสามารถควบคุมความคิดของประชาชนได้…”
คำปราศรัยของเขานั้นทั้งดุดันและเฉียบคม น้ำเสียงและท่าทางของเขาก็เปี่ยมไปด้วยพลัง หากจะพูดถึงเรื่องการปลุกระดมมวลชนแล้วล่ะก็ ความสามารถของเขาถือว่าอยู่ในระดับทะลุปรอทเลยทีเดียว
ผู้คนที่นั่งล้อมรอบเขาอยู่หลายสิบคนต่างก็พากันส่งเสียงสนับสนุนเป็นระยะๆ พร้อมกับปรบมือให้อย่างเกรียวกราว
คนเหล่านี้ล้วนเป็นนักข่าวที่มีอิทธิพลอย่างมากในปารีส และมารัตก็คือผู้นำทางความคิดที่มีอำนาจมากที่สุดในแวดวงนี้
หลังจากที่มารัตใช้การปราศรัยอันยอดเยี่ยมเพื่อกำหนดทิศทางของงานแล้ว หัวข้อการสนทนาในงานซาลอนทั้งหมดก็วนเวียนอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์ศาลสูงสุด มาดามวาลวิลล์ถึงกับมองเขาด้วยสายตาเทิดทูน พร้อมกับเร่งรัดให้พนักงานจดบันทึก จดเนื้อหาการปราศรัยทั้งหมดไว้ให้ครบถ้วน
มารัตหยิบแก้วไวน์ตรงหน้าขึ้นมา แล้วทำท่าทางชื่นชมให้กับนักข่าวที่กำลังปราศรัยอยู่ ก่อนจะหันไปกระซิบกับนักข่าวหนุ่มผมชี้ฟูที่มีสายตาเฉียบคมซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาว่า:
“ไวเคานต์เดอมูแล็ง (Desmoulins) เพื่อนเก่า เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
เดอมูแล็งพยักหน้าอย่างนอบน้อม: “ชะ… ใช่ครับ ไม่ได้เจอคุณมาปีกว่าแล้ว ผมพะ… พยายามหาโอกาสไปเยี่ยมคุณอยู่ตลอด แต่ก็กะ… กลัวว่าจะไปรบกวนคุณเข้า”
มารัตยิ้ม: “คุณก็รู้ ว่าผมต้อนรับคุณเสมอ อ้อ ผมจำได้ว่าคุณเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลสูงสุดอยู่หลายปีใช่ไหม?”
ใบหน้าของเดอมูแล็งแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย เขาตอบด้วยความโกรธแค้น: “ชะ… ใช่ครับ ก็อย่างที่คุณบอกนั่นแหละ ทะ… ที่นั่นมันเป็นสถานที่ที่สกปรกโสมมมาก ผะ… ผมทนไม่ไหวจริงๆ ก็เลยลาออกมาเป็นนักข่าว พะ… พ่อของผมมักจะดุด่าผมเรื่องนี้เสมอ เวลาที่เราเจอกัน”
มารัตลดเสียงให้เบาลงอีก: “ถ้าอย่างนั้น คุณก็น่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้พิพากษาคอร์รัปชันพวกนั้นไม่น้อยเลยสิ?”
เดอมูแล็งตอบ: “ระ… รู้เยอะเลยครับ ผะ… ผมถึงขนาดเก็บละ… หลักฐานบางอย่างไว้ด้วย”
ดวงตาของมารัตเบิกกว้างเป็นประกาย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง: “พวกเราจะต้องทำตัวให้เหมือนกับนักรบ! และเปิดเผยความผิดของคนพวกนั้นให้ประชาชนได้รับรู้ด้วยความกล้าหาญ!”
เดอมูแล็งพยักหน้าอย่างจริงจัง: “ผะ… ผมจะทำตามที่คุณบอกครับ! อะ… อ้อ ผมยังรู้จักเพื่อนที่เคยทำงานในศาลอีกหลายคน พวกเขาก็ตะ… ต้องอยากจะทำอะไรสักอย่างเหมือนกันแน่ๆ!”
…
เพียงแค่วันเดียวต่อมา ก็มีต้นฉบับจำนวนมหาศาลถูกส่งออกจากอพาร์ตเมนต์ของเดอมูแล็ง เพื่อส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ ในปารีส
แตกต่างจากบทความที่วิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของระบบศาล หรือบทความที่วิจารณ์การแทรกแซงเสรีภาพในการตีพิมพ์ของศาลที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ต้นฉบับในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น
คดีที่ผู้พิพากษาในศาลสูงสุดรับสินบน และสร้างโศกนาฏกรรมขึ้นมานับไม่ถ้วน
ไม่เพียงแต่จะบรรยายรายละเอียดของคดีได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ถ้อยคำที่ใช้ยังเต็มไปด้วยความสามารถในการปลุกปั่นอารมณ์ ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นฝีมือของมืออาชีพ
ของพวกนี้ย่อมไม่มีใครกล้าตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์อย่างแน่นอน แต่ทีมงานผลิตแผ่นพับกลับมองว่ามันคือสมบัติล้ำค่า พวกเขาจึงเร่งจัดหน้าและตีพิมพ์กันตลอดทั้งคืน
แน่นอนว่า ก็ยังมีสำนักพิมพ์ที่ใจกล้าอย่าง “หนังสือพิมพ์อรุณสวัสดิ์ปารีส” (Paris Morning News) ที่ตีพิมพ์คดีเหล่านี้ลงไปตรงๆ เลย โดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากทางการด้วยซ้ำ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แผ่นพับนับหมื่นฉบับที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกระทำอันสกปรกของผู้พิพากษาศาลสูงสุด ก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมเมืองของปารีส
คดีที่เกิดขึ้นจริงนั้น สามารถดึงดูดความสนใจและสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้อ่านได้มากกว่าทฤษฎีหรือการวิเคราะห์นโยบายใดๆ โดยเฉพาะชะตากรรมอันน่าเวทนาของเหยื่อในคดีเหล่านั้น ซึ่งทำให้ชาวปารีสนับไม่ถ้วนต้องโกรธแค้นจนเลือดขึ้นหน้า
สัญชาตญาณในการประท้วงที่ฝังอยู่ในสายเลือดของชาวฝรั่งเศสถูกกระตุ้นขึ้นมาในทันที ผ่านไปไม่นาน ภายใต้การนำของนักข่าวบางคน ประชาชนชาวปารีสนับร้อยนับพันก็ไปรวมตัวกันที่หน้าศาลสูงสุดโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาพากันตะโกนด่าทอและประท้วงอย่างต่อเนื่อง บางคนที่ใจกล้าหน่อย ก็ถึงขั้นปาดินและอุจจาระข้ามกำแพงศาลเข้าไปด้วย
ผ่านไปอีกครึ่งค่อนวัน ประชาชนก็พบว่า พวกตำรวจเอาแต่เดินวนเวียนอยู่แค่รอบนอกของศาลสูงสุด โดยไม่ได้สนใจที่จะเข้ามาจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงเลย พวกเขาจึงพากันเข้าร่วมการประท้วงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำนวนคนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
พวกผู้หญิงก็รวมตัวกันเป็น “หน่วยสนับสนุน” คอยแจกจ่ายขนมปังและน้ำดื่มให้กับทุกคน ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้พวกคนจรจัดมาร่วมประท้วงด้วยเช่นกัน
การปราศรัยตามท้องถนนก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ปราศรัยบางคนถึงกับได้รับสคริปต์ที่ถูกเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นฝีมือของมารัต ที่เต็มไปด้วยพลังในการปลุกระดม ทำให้ผู้ฟังต่างก็ตื่นเต้นและพากันตะโกนโห่ร้องอย่างไม่ขาดสาย
ณ หัวมุมถนนเซปองต์ (Rue Serpente) ชายในเสื้อคลุมยาวสีเทาเข้มคนหนึ่งกำลังส่ายหน้าและพูดคุยกับชายร่างอ้วนที่อยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าที่ดูขัดแย้งในใจ
เสียงที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนดังมาจากไม่ไกล ดึงดูดความสนใจของคนทั้งสอง: “…สิ่งที่พวกผู้พิพากษาเหล่านั้นเรียกว่าความยุติธรรมและศีลธรรม แท้จริงแล้วมันก็คือเงินยังไงล่ะ! ทรัพย์สมบัติของตระกูลคุณหนูอองเชลี (Angélique) ถูกพวกเขาตัดสินให้ตกเป็นของไอ้สารเลวนั่นอย่างหน้าด้านๆ ส่วนตัวนางกลับต้องถูกไล่ออกจากบ้าน ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บ…”
พวกเขาเหลือบมองตำรวจสองสามนายที่ยืนคุยกันอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะเบียดตัวเข้าไปในฝูงชนที่กำลังฟังการปราศรัยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เสียงปราศรัยยังคงดำเนินต่อไป: “แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ตามคำพิพากษาที่กลับดำเป็นขาวนั่น นางก็ยังคงเป็นหนี้ไอ้สารเลวนั่นอีกก้อนโต! พวกคุณรู้ไหมว่าจุดจบของนางเป็นอย่างไร? นางต้องทำงานจนตายในห้องซักรีดของซ่องโสเภณีตอนอายุแค่ยี่สิบสามปี ร่างกายของนางเต็มไปด้วยแผลหิมะกัด…”
ชายชุดเทารู้สึกถึงความโกรธแค้นที่พุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาบีบบทละครในกระเป๋าแน่น แล้วหันไปพูดกับชายร่างอ้วนว่า: “ฉันตัดสินใจแล้ว กลับไปเราจะเริ่มซ้อมละครเรื่องนี้กันเลย!”
ชายร่างอ้วนเองก็มีสีหน้าโกรธแค้นไม่แพ้กัน เขาพยักหน้าอย่างแรง: “ถ้าอย่างนั้นก็จัดแสดงที่โรงละครกอเมดีฟร็องแซซในวันพุธหน้าเลยไหม?”
“ไม่!” ชายชุดเทาตอบ “เราจะเปิดการแสดงฟรีตามท้องถนน เพื่อให้คนได้ดูกันเยอะๆ ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจะเป็นคนออกเอง!”
เขาคนนี้ก็คือหัวหน้าคณะละครที่เคยร่วมงานกับปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์ ในการจัดแสดงละครเรื่อง “แปรธาตุทะลวงนภา” นั่นเอง
เมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาไปคุยกับสำนักพิมพ์เรื่องสัญญาการดัดแปลงนิยายเรื่องต่อไป เดอนีโคได้มอบบทละครเรื่องหนึ่งให้เขา ซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้พิพากษาออตโตมันที่รับสินบน ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือการเสียดสีศาลสูงสุดแห่งปารีสนั่นแหละ
เดิมทีเขาไม่คิดจะรับเล่นละครเรื่องนี้ เพราะมันอาจจะถูกพวกหน่วยงานตรวจสอบสื่อเล่นงานเอาได้ง่ายๆ แต่การปราศรัยเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเป็นผู้กล้าหาญ!
ยิ่งไปกว่านั้น การรับแสดงละครเรื่องนี้ ก็จะทำให้เขาได้รับสัญญาในการดัดแปลงนิยายของปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มด้วย
(จบตอน)

0 Comments