ตอนที่ 54 “โรงเรียนตำรวจหวงผู่”
แปลโดย เนสยังบนแท่นพิธีของโรงเรียนตำรวจ โจเซฟสวมชุดเครื่องแบบตำรวจปารีสสีน้ำเงินสลับขาวชุดใหม่เอี่ยม เขาส่งยิ้มเป็นกันเองให้กับครูฝึกและนักเรียนที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงดังก้องว่า: “ก่อนอื่น ข้าขอแสดงความยินดีกับพวกท่านทุกคน ที่จะได้ก้าวขึ้นมาเป็นตำรวจแห่งฝรั่งเศสอันทรงเกียรติ!
“ใช่แล้ว ในตอนนี้ผู้คนแทบทุกคนต่างก็ดูถูกเหยียดหยาม หรือแม้กระทั่งรังเกียจตำรวจ แต่ขอให้พวกท่านจงเชื่อข้าเถิดว่า ประวัติศาสตร์อันเลวร้ายเหล่านั้นจะจบสิ้นลงที่รุ่นของพวกท่าน!
“ตำรวจแห่งฝรั่งเศส จะกลายเป็นอาชีพอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อย และปราบปรามอาชญากรรม
“นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกท่านจะได้รับการเคารพยกย่องและเป็นที่รักของทุกคน และจะมีหญิงสาวมากมายแย่งชิงกันเพื่อจะได้แต่งงานกับพวกท่าน”
หลังจากปลุกขวัญกำลังใจเสร็จ โจเซฟก็เริ่มเข้าสู่ประเด็นสำคัญ: “ข้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นอาจารย์ใหญ่ของพวกท่าน
“เป็นอาจารย์ใหญ่เพียงหนึ่งวัน ก็ถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ไปตลอดชีวิต!
“ขอให้พวกท่านจงจดจำไว้ว่า ไม่ว่าพวกท่านจะต้องเผชิญกับความยากลำบากใดๆ หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายแค่ไหน อาจารย์ใหญ่ของพวกท่านก็จะยืนหยัดอยู่เบื้องหลัง และคอยสนับสนุนพวกท่านตลอดไป!
“ต่อให้วันหนึ่ง พวกท่านจะเรียนจบและก้าวออกจากโรงเรียนตำรวจแห่งนี้ไป หรือแม้กระทั่งในวันที่พวกท่านแก่ชราจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตำรวจได้อีกต่อไป โรงเรียนแห่งนี้ก็จะยังคงเป็นสายใยอันเป็นนิรันดร์ ที่เชื่อมโยงข้ากับพวกท่านไว้ด้วยกันตลอดไป!”
ผู้คนด้านล่างต่างก็รู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ได้ พวกเขารู้สึกเพียงว่า การได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนตำรวจปารีสแห่งนี้ ช่างเป็นดั่งความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยแท้ หากไม่มีกฎระเบียบคอยบังคับไว้ เกรงว่าคงจะมีคนตะโกนร้อง “อาจารย์ใหญ่จงเจริญ” ออกมาตั้งนานแล้ว
โจเซฟชูมือขึ้นแล้วสะบัดลงอย่างแรง: “โรงเรียนตำรวจปารีส เริ่มเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้!”
ครูฝึกและนักเรียนทุกคนต่างก็พร้อมใจกันยกมือขึ้นแตะหมวกเพื่อทำความเคารพ พร้อมกับตอบรับเสียงดังก้อง: “รับทราบ!”
จากนั้น เบซองซง ผู้อำนวยการตำรวจปารีสก็เดินขึ้นมาบนเวที และประกาศว่า: “ขอเชิญมกุฎราชกุมารเป็นผู้ประดับยศให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ของกรมตำรวจปารีส”
สิ้นเสียงประกาศ ชายในชุดเครื่องแบบตำรวจกว่าสิบคนภายใต้การนำของอัลเดน ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงกลางแท่นพิธี พวกเขายืดอกเชิดหน้าและยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
พิธีการนี้เป็นสิ่งที่เบซองซงจัดเตรียมไว้ ซึ่งโจเซฟก็ลอบชื่นชมลูกน้องคนนี้อยู่ในใจอย่างหนัก
แม้ตำแหน่งเหล่านี้จะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่พิธีการนี้ก็มีไว้เพื่อบอกให้ทุกคนรับรู้ว่า ตำแหน่งที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นสิ่งที่มกุฎราชกุมารประทานให้ และพวกเขาต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจว่า พวกเขากำลังทำงานรับใช้ใครอยู่
โจเซฟรับเอาเข็มกลัดปกคอเสื้อและกระดุมข้อมือทองเหลืองที่สลักเป็นรูปดาบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของยศร้อยตำรวจโท (Secondary Police Commissioner) มาจากเบซองซง และเป็นผู้ประดับมันให้กับผู้ที่ได้รับการเลื่อนขั้นในครั้งนี้ทีละคนด้วยตนเอง
เมื่อการประดับยศเสร็จสิ้น ครูฝึกของโรงเรียนตำรวจก็นำกำลังตำรวจที่มารับการฝึกอบรมตามรอบปกติ มาแสดงการจัดกระเบียบแถวให้มกุฎราชกุมารทอดพระเนตร เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด
หลังจากที่นักเรียนแยกย้ายกันไปอย่างเป็นระเบียบ โจเซฟก็เริ่มเดินชมโรงเรียนตำรวจที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นใหม่แห่งนี้ โดยมีฟรีเอนท์ อธิการบดีฝ่ายวิชาการคอยเดินนำทาง
ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของกรมตำรวจก็เดินตามมาเป็นผู้ติดตามอยู่ด้านข้าง
เบซองซงแกล้งเดินช้าลงสองสามก้าว และส่งซิกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงหน้าเหลี่ยมคนหนึ่ง คนหลังจึงรีบเดินขยับเข้ามาใกล้
เบซองซงขมวดคิ้วถามเสียงเบา: “เรื่องนั้นทำไมเจ้าถึงยังไม่ลงมืออีก?”
“ท่านผู้อำนวยการ ความจริงแล้วข้าน้อยเตรียมการเสร็จตั้งแต่สองวันก่อนแล้วขอรับ” ตำรวจหน้าเหลี่ยมรีบอธิบาย “แต่พอดีมีเจ้าหน้าที่จาก ‘หน่วยกิจการประจำวัน’ คนหนึ่งบอกว่า เขามีวิธีที่ดีกว่านั้นขอรับ”
“โอ้?”
ตำรวจหน้าเหลี่ยมรีบเล่าแผนการนั้นให้ฟังอย่างรวดเร็ว เบซองซงฟังจบก็เผยรอยยิ้มออกมา: “สมแล้วที่เป็นลูกไม้ถนัดของพวกนั้น วิธีนี้ไม่เลวเลยจริงๆ”
ตำรวจหน้าเหลี่ยมก็ยิ้มรับ: “ข้าน้อยก็คิดเช่นนั้นขอรับ การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะได้สั่งสอนพวกธนาคารเฮงซวยนั่นอย่างสาสมแล้ว ยังไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ให้เอาผิดได้อีกด้วย ข้าน้อยจึงให้พวกเขากลับไปเตรียมตัวกันใหม่ขอรับ”
เบซองซงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ: “ดีมาก รีบลงมือให้เร็วที่สุดล่ะ”
“ขอรับ!”
โจเซฟเดินตรวจตราตั้งแต่หอพักของโรงเรียนตำรวจไปจนถึงสนามฝึกซ้อม พลางลอบส่ายหน้าอยู่ในใจ หอพักนั้นดูซอมซ่ออย่างที่สุด เห็นได้ชัดว่าถูกดัดแปลงมาจากบ้านผุพังในสลัม ส่วนสนามฝึกซ้อมนั้น แม้จะปรับหน้าดินจนราบเรียบแล้ว แต่ก็ราบเรียบซะจนไม่มีอะไรเลยจริงๆ เกรงว่าคงจะเอาไว้ใช้ฝึกแค่การจัดแถวและการวิ่งเท่านั้น
แต่เรื่องนี้ก็พอจะเข้าใจได้ ท้ายที่สุดแล้ว ที่นี่ก็เพิ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างมาได้เพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น
แต่นี่มันคือโรงเรียนหวงผู่… แค็ก… โรงเรียนตำรวจปารีสของเขานะ จะปล่อยให้มันดูซอมซ่อแบบนี้ได้อย่างไร? ยิ่งตอนนี้เขามีเงินทุนอยู่ในมือแล้ว ก็ต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยมาตรฐานระดับท็อปสิ!
โจเซฟชี้ไปที่หอพักซอมซ่อเหล่านั้น แล้วเอ่ยกับฟรีเอนท์ว่า: “ตรงนั้นให้รื้อทิ้งแล้วสร้างอาคารเรียนใหม่ทั้งหมด ต้องรองรับคนได้อย่างน้อย 2,000 คน ทุกห้องต้องมีเตาผิง และห้องน้ำก็ต้องติดตั้งชักโครกแบบกดน้ำด้วย”
จากนั้นเขาก็หันไปมองสนามฝึกซ้อม: “อุปกรณ์ฝึกซ้อมต่างๆ ต้องเตรียมไว้ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปีนป่าย บันไดเชือก ด่านข้ามสิ่งกีดขวาง บ่อทราย บ่อโคลน ต้องมีให้ครบ ห้ามเอาแต่ฝึกจัดแถวเพียงอย่างเดียวเด็ดขาด…”
เมื่อเดินมาถึงคลังเก็บอาวุธ โจเซฟก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก: “ข้าถามหน่อย ทำไมถึงมีแต่ไม้ง่ามกันจลาจลกับดาบและหอกล่ะ? ปืนคาบศิลาไปไหนหมด?”
ฟรีเอนท์ตอบอย่างน้อยใจว่า: “ฝ่าบาท ตอนที่พระองค์ทรงจัดการกับพวกอันธพาลในย่านแซงต์อองตวน ก็ทรงใช้อาวุธพวกนี้นี่พ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟถอนหายใจยาว: “ตอนนั้นมันไม่มีทางเลือกต่างหากล่ะ หากได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด ปืนคาบศิลาย่อมเป็นอาวุธที่ดีที่สุดอยู่แล้ว!
“ท่านจดเอานะ สั่งซื้อปืนคาบศิลามา 500 กระบอกก่อน เอาปืนรุ่นใหม่ของบริษัทชาร์ลวิลล์ (Charleville) นะ
“แล้วก็ต้องเตรียมดินปืนกับกระสุนตะกั่วไว้ให้เยอะๆ หน่อย ต่อจากนี้ไป ทุกคนจะต้องฝึกซ้อมยิงปืนด้วยกระสุนจริง 10 นัด ทุกๆ สามวัน ส่วนห้องเรียนชั้นเลิศ ต้องได้ซ้อมยิงอย่างน้อยวันละ 8 นัด”
ฟรีเอนท์พยักหน้ารับด้วยความตกตะลึง ตอนนี้ทั้งโรงเรียนมีนักเรียนอยู่แค่สองร้อยกว่าคน แต่พระองค์กลับให้สั่งปืนมาตั้ง 500 กระบอก… แถมปริมาณการซ้อมยิงกระสุนจริงที่ว่ามานั่น ก็ยังมากกว่าพวกทหารระดับหัวกะทิในกองทหารรักษาพระองค์เสียอีก
ทว่าดูเหมือนโจเซฟจะยังไม่พอใจแค่นั้น เขาเอ่ยต่อว่า: “ซื้อม้าศึกมาด้วย เอามาสัก 50 ตัวก่อน แล้วก็ต้องจ้างคนดูแลม้าด้วย นักเรียนในห้องเรียนชั้นเลิศทุกคนจะต้องขี่ม้าเป็น ส่วนคนที่มีพรสวรรค์หน่อย ก็อาจจะสอนทักษะการขี่ม้าฟันดาบ การตั้งแถวพุ่งชน และทักษะอื่นๆ ให้พวกเขาด้วย”
ฟรีเอนท์ถึงกับยืนอึ้งจนทำตัวไม่ถูก เอาเถอะ พระองค์อยากจะได้อะไรก็ซื้อไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ แค่ม้าศึก 50 ตัว ก็ปาเข้าไปตั้งสามแสนกว่าลีฟร์แล้ว
เมื่อเดินชมโรงเรียนจนทั่ว โจเซฟก็รู้สึกยังไม่ค่อยหนำใจนัก เขาเดาะลิ้นเบาๆ แล้วส่ายหน้า: “พื้นที่มันเล็กไปหน่อยนะ”
ฟรีเอนท์กำลังจะบอกว่า โรงเรียนมีพื้นที่ถึง 2 ตารางเฮกตาร์ (ประมาณ 12 ไร่) ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการฝึกซ้อมทุกรูปแบบแล้ว แต่กลับได้ยินมกุฎราชกุมารพึมพำเสียงเบาว่า: “ต่อให้ลดปริมาณดินปืนลงแล้ว มันก็ยังยิงทะลุเข้าไปในตัวเมืองอยู่ดี”
คราวนี้ไม่ใช่แค่ฟรีเอนท์เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่ได้ยินประโยคนี้ต่างก็ใจหายวาบ ฟังจากที่ฝ่าบาทตรัสแล้ว นี่พระองค์ทรงตั้งใจจะให้ตำรวจฝึกยิงปืนใหญ่ด้วยอย่างนั้นหรือ?!
โจเซฟคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งฟรีเอนท์ว่า: “ท่านลองไปหาดูซิว่า บริเวณรอบนอกของปารีสพอจะมีที่ดินเปล่ากว้างๆ บ้างไหม ให้ไปซื้อมาสักผืนหนึ่ง
“แล้วก็ไปสร้างสถานที่ที่ดูคล้ายๆ ค่ายทหาร หรือรั้วกันม้าไว้ที่นั่นด้วย เดี๋ยววันหลังข้าจะลองหาปืนใหญ่มาให้… จริงสิ พวกท่านมีใครยิงปืนใหญ่เป็นบ้าง?”
ฟรีเอนท์และคนอื่นๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก และพร้อมใจกันส่ายหน้า
โจเซฟพยักหน้า: “โชคดีที่ดูบัวส์เป็นนายทหารปืนใหญ่ เดี๋ยวข้าจะให้เขามาช่วยสอนให้ก็แล้วกัน อืม… สำหรับช่วงเริ่มต้นแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วล่ะ…”
ณ เขตลูฟร์ ปารีส
ธนาคารลาวิลล์ สาขาที่ใหญ่ที่สุดในปารีส
กลุ่มคนในชุดเครื่องแบบตำรวจสีน้ำเงินสลับขาว แต่กลับมีท่าทางนักเลงโต สะพายไม้ง่ามกันจลาจล โล่ และอาวุธอื่นๆ เดินกร่างผลักประตูธนาคารเข้าไปอย่างถือวิสาสะ
พนักงานธนาคารคนหนึ่งรีบปั้นหน้ายิ้มเดินเข้าไปต้อนรับ: “ใต้เท้าตำรวจขอรับ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้กระผมรับใช้หรือขอรับ?”
“ไม่ได้มีธุระอะไรกับเจ้าหรอก ธนาคารของพวกเจ้านี่แหละที่ต้องพึ่งพาพวกข้า” ตำรวจร่างอ้วนคนหนึ่งตะโกนเสียงแหบพร่า “พวกข้าได้รับแจ้งสายสืบมาว่า วันนี้จะมีกลุ่มโจรบุกมาปล้นที่นี่!”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ลูกค้าในธนาคารที่กำลังฝากเงินหรือทำเรื่องโอนเงินอยู่ต่างก็แตกตื่นราวกับนกที่ตื่นธนู พวกเขารีบทิ้งธุระในมือ แล้ววิ่งหนีออกจากธนาคารไปโดยไม่หันหลังกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
ตำรวจร่างอ้วนหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้อง: “ไป คุมประตูไว้ให้ดี! ใครจะเข้ามาต้องตรวจค้นอย่างละเอียด ห้ามปล่อยให้พวกโจรเล็ดลอดเข้ามาได้เด็ดขาด!”
“ขอรับ!”

0 Comments