ตอนที่ 43 พลังแห่งเงินตรา
แปลโดย เนสยังอันที่จริง โจเซฟมีความคิดที่จะเปิดธนาคารมาตั้งนานแล้ว
หากต้องการจะจัดระเบียบการคลังของประเทศ ธนาคารคือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคารหลวงเสื่อมความนิยมลง ฝรั่งเศสก็แทบจะไม่มี “ธนาคารกลาง” แม้แต่ในนามด้วยซ้ำ ความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมภาคการเงินนั้นแทบจะเป็นศูนย์
นอกจากนี้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงก้าวกระโดด ในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างมหาศาล เพื่อรับประกันว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมจะไม่ถูกขัดขวาง
ดังนั้น การเปิดธนาคารจึงเป็นสิ่งที่โจเซฟต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ตามแผนการที่เขาวางไว้ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุด
เป็นที่รู้กันดีว่า ธุรกิจธนาคารนั้นต้องพึ่งพาขนาดของเงินทุนเป็นอย่างมาก ธนาคารที่มีทุนจดทะเบียน 1 ล้าน ต่อให้คุณจะบริหารจัดการได้ดีเลิศแค่ไหน ก็ยากที่จะไปแข่งขันกับคู่แข่งที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านได้
เดิมทีโจเซฟตั้งใจจะรอให้เปลี่ยนทรัพยากรในมือเป็นเงินสดได้มากกว่านี้เสียก่อน แล้วค่อยทุ่มเงินลงทุนในอุตสาหกรรมธนาคาร
ทว่า การที่กลุ่มทุนธนาคารเข้ามาท้าทายอำนาจของกระทรวงการคลังในตอนนี้ บวกกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น
โชคดีที่ผลกำไรของบริษัทแองเจิลแห่งปารีสนั้นน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง จนถึงขั้นเหนือความคาดหมายของเขาด้วยซ้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจในด้านเงินทุนให้เขาได้อย่างมาก
สิ่งที่เหลือก็แค่ต้องคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร
รถม้าแล่นไปอย่างช้าๆ โจเซฟมองดูต้นไม้และผู้คนที่ผ่านหน้าต่างไป ในใจก็กำลังเรียบเรียงแผนการก่อตั้งธนาคารอย่างเงียบๆ
แม้อุตสาหกรรมธนาคารในศตวรรษที่ 18 จะเริ่มเฟื่องฟูแล้ว แต่หากมองจากประวัติศาสตร์การเงิน ก็ถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น กลอุบายสารพัดที่พวกฉลามการเงินในยุคหลังคิดค้นขึ้นมายังไม่ถือกำเนิดขึ้นเลย สำหรับโจเซฟแล้ว แวดวงการเงินของฝรั่งเศสก็เปรียบเสมือนทวีปอเมริกาในสายตาของโคลัมบัส มันคือดินแดนใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสในทุกหนทุกแห่ง
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แผนการทั้งหมดก็ถูกวาดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากที่เขาตรวจสอบความสมบูรณ์และความเป็นไปได้ของแผนการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดใบหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงความผ่อนคลาย เขาจึงสั่งเอมงว่า:
“จงส่งคนไปแจ้งคุณเบรนต์ ให้เขารีบมาพบข้าให้เร็วที่สุด”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
กว่าสามชั่วโมงให้หลัง เมื่อโจเซฟกลับมาถึงพระราชวังแวร์ซายส์ เขาก็พบว่าเบรนต์ได้มารออยู่ที่นี่แล้ว ผู้จัดการที่ทุ่มเทให้กับการทำงานคนนี้เพื่อประหยัดเวลา ถึงขนาดไม่ได้นั่งรถม้า แต่เลือกที่จะขี่ม้าตรงมาหาเขาทันที
โจเซฟเริ่มต้นด้วยการกล่าวชมเชยในความรวดเร็วของเขา จากนั้นก็เรียกตัวสถาปนิกส่วนพระองค์ จิตรกร ช่างไม้ นักบัญชี และคนอื่นๆ เข้ามาในห้องหนังสือ เพื่อเริ่มแจกจ่ายงาน:
“นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกท่านมีเพียงเรื่องเดียวที่ต้องทำ นั่นคือการใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพื่อทำให้ร้านแฟรนไชส์ของแองเจิลแห่งปารีสเปิดบริการให้ได้มากที่สุด”
เขาหันไปมองเบรนต์:
“เรื่องนี้ข้ามอบอำนาจให้ท่านดูแลทั้งหมด ทรัพยากรทุกอย่างที่ข้ามี ท่านสามารถเรียกใช้ได้เต็มที่ ข้าต้องการให้สาขาแฟรนไชส์อย่างน้อย 3 แห่งในปารีส เปิดให้บริการได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนี้ ให้เปิดร้านค้าเฉพาะทางของเราเองที่แร็งส์ (Reims) เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง”
เมื่อเบรนต์ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียด แม้ว่าก่อนหน้านี้มกุฎราชกุมารจะทรงสั่งให้เตรียมพวกผนังกระจก ตู้โชว์ โคมไฟ หรือแม้แต่เครื่องแบบพนักงานไว้พร้อมแล้ว แต่การตกแต่งผนังและพื้นของร้านสาขาใหม่นั้นต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ยิ่งต้องทำหลายสาขาพร้อมกัน การจะให้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์นั้นแทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เลย…
โจเซฟเห็นสีหน้าของเขา จึงยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า:
“หากเปิดร้านแฟรนไชส์สาขาแรกได้สำเร็จ ท่านจะได้รับเงินรางวัล 1,000 ลีฟร์ หากเปิดสาขาที่สองได้ ท่านจะได้รับ 1,500 ลีฟร์ และหากเปิดสาขาต่อไปได้อีก เงินรางวัลก็จะเพิ่มขึ้นทีละ 500 ลีฟร์”
เขาหันไปมองพวกสถาปนิกและคนอื่นๆ:
“หากเปิดสาขาแรกได้ ทุกท่านจะได้รับเงินรางวัลคนละ 500 ลีฟร์ และหากเปิดสาขาต่อไปได้อีก เงินรางวัลก็จะเพิ่มขึ้นทีละ 200 ลีฟร์”
เมื่อมี พลังแห่งเงินตรา บัฟให้แล้ว ทุกคนก็กลายเป็นซูเปอร์แมนกันหมด!
หัวใจของเบรนต์เต้นแรงขึ้นมาทันที เขาคำนวณอย่างรวดเร็ว หากสามารถเปิดสาขาในปารีสทั้ง 3 แห่งได้สำเร็จ ภายในสัปดาห์นี้เขาก็จะได้รับเงินถึง 4,500 ลีฟร์!
4 สาขา ได้ 7,000, 5 สาขา ได้ 10,000…
และถ้าหากสามารถเปิดแฟรนไชส์ทั้ง 7 สาขา และร้านเฉพาะทางอีก 1 สาขาได้ เงินรางวัลของเขาจะพุ่งสูงถึง 22,000 ลีฟร์เชียวนะ!
เงินสำหรับซื้อคฤหาสน์หลังที่สองมาแล้ว!!
ดวงตาของเขาแทบจะแดงก่ำ และโพล่งออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่า:
“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย! หม่อมฉันขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า ว่าจะไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
เขารีบหันไปโบกมือให้พวกสถาปนิกและจิตรกรอย่างร้อนรน: “มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ ตามฉันมา!!”
คนกลุ่มนั้นโค้งคำนับลาโจเซฟอย่างลวกๆ แล้ววิ่งพุ่งออกไปจากตำหนักที่ประทับราวกับกำลังวิ่งแข่งร้อยเมตร
ณ ลานกว้างนอกพระราชวังแวร์ซายส์ เบรนต์หยิบเหรียญเงิน 10 ลีฟร์ยัดใส่มือคนขับรถม้า แล้วตะโกนสั่งว่า:
“เร็วเข้า! กลับปารีส ด่วนเลย!”
จิตรกรหนุ่มขมวดคิ้ว เขาเพิ่งจะคำนวณจำนวนเงินรางวัลเสร็จ:
“…3 สาขา 2,100 ลีฟร์… ถ้าเสร็จหมด ก็คือ 9,600 ลีฟร์! โอ้ พระเจ้าช่วย! 9,600!!”
หัวใจของเขากระตุกวูบ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ เขาหันไปตะโกนใส่คนขับรถม้าว่า:
“คุณเบรโบ งัดฝีมือทั้งหมดที่คุณมีออกมาเลย! เร็วเข้า!”
หลังจากพวกเขากลับไป โจเซฟก็หยิบปากกาขึ้นมาเขียนข้อความอย่างรวดเร็วสองสามบรรทัด แล้วส่งให้เอมง พลางสั่งการว่า:
“จงนำแนวคิดนี้ไปโปรโมทตามหนังสือพิมพ์ งานซาลอน (Salon) และงานเต้นรำทุกแห่ง ข้าจะให้งบท่าน 15,000 ลีฟร์ และท่านจะต้องใช้มันให้หมดภายในหนึ่งสัปดาห์”
เอมงไม่เคยเจอคำสั่งแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน เขามองดูกระดาษในมือด้วยความงุนงง ซึ่งบนนั้นเขียนไว้ว่า:
【ในวันที่ 30 พฤศจิกายน หุ้นของบริษัทแองเจิลแห่งปารีสจะเปิดขายต่อสาธารณชนทั่วประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ขอเชิญทุกท่านมาร่วมลงทุน
สโลแกนโฆษณา: “หากยืนอยู่ถูกทิศทางลม ต่อให้เป็นหมูก็สามารถบินขึ้นฟ้าได้ และทิศทางลมแห่งอนาคต ก็อยู่ที่แองเจิลแห่งปารีสนี่เอง!”】
ส่วนด้านหลังก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจและตัวเลขยอดขายของบริษัทแองเจิลแห่งปารีส
วันที่ 30 พฤศจิกายน ก็คืออีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลังพอดี
เขารีบทาบอกโค้งคำนับ แล้วรับคำอย่างจริงจัง:
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะทุ่มเทสุดกำลัง!”
หลังจากนั้น โจเซฟก็สั่งให้คนรับใช้ไปเชิญบรีแอนน์, โมโน และเคานต์โรแบรต์มาร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน
การที่เขาเชิญทั้งสามคนนี้มาก็เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่ สองคนแรกเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในคณะรัฐมนตรี และมีความสัมพันธ์อันดีกับเขา ส่วนโรแบรต์นั้น แม้ในนามจะเป็นเพียงที่ปรึกษาแห่งรัฐ (State Councilor) แต่ในความเป็นจริงเขาคือผู้บัญชาการตำรวจลับขององค์กษัตริย์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์และมีอิทธิพลอย่างมาก
บนโต๊ะอาหารอันหรูหรา โมโนกวาดสายตามองไปรอบๆ และเมื่อไม่เห็น “ผู้ชม” ที่มักจะมาคอยดูมกุฎราชกุมารเสวยพระกระยาหาร เขาก็รู้ทันทีว่ามื้อนี้ไม่ธรรมดาแน่ เขาจึงยิ้มแย้มพลางชูแก้วไวน์ขึ้น:
“ขอให้พวกเราดื่มเพื่อมกุฎราชกุมาร”
ทุกคนรีบขานรับ: “แด่มกุฎราชกุมาร”
เมื่อไวน์ตกถึงท้อง โมโนก็เริ่มกล่าวสรรเสริญความเก่งกาจของโจเซฟในเนเธอร์แลนด์เสียยกใหญ่ ก่อนจะแสร้งทำเป็นชวนคุยเล่นว่า:
“การที่ฝ่าบาททรงนึกถึงพวกเราคนแก่ท่ามกลางพระภารกิจที่รัดตัวเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องดีๆ แน่ๆ ฮ่าๆ”
โจเซฟยิ้มพลางกล่าวว่า:
“ทุกท่านล้วนเป็นสหายสนิทของข้า ความจริงแล้วข้าอยากจะขอให้พวกท่านช่วยอะไรสักหน่อยน่ะ”
บรีแอนน์ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร:
“ฝ่าบาททรงมีเรื่องอันใด โปรดรับสั่งมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟใช้ผ้าเช็ดปากเช็ดมุมปาก ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง:
“ความจริงแล้ว ข้ากำลังวางแผนจะเปิดธนาคาร จึงอยากเชิญชวนพวกท่านมาร่วมถือหุ้นด้วย”
ยิ่งทำงานใหญ่ ก็ยิ่งต้องห้ามฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียว
หากเราแบ่งเค้กให้คนอื่นบ้าง เวลาที่มีใครหน้าไหนกล้ามาหมายปองเค้กชิ้นนี้ เราก็ไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกับเราจะเป็นคนไปสับมือพวกมันให้เอง
และขอเพียงแค่เรากุมอำนาจการตัดสินใจของธนาคารเอาไว้ การแบ่งกำไรออกไปสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
ขุนนางใหญ่ทั้งสามท่านนี้คือผู้ถือหุ้นกลุ่มแรกที่โจเซฟดึงตัวเข้ามาร่วมด้วย แน่นอนว่าหลังจากนี้ก็ยังมีบุคคลระดับบิ๊กบอสอีก เมื่อมีบุคคลเหล่านี้คอยสนับสนุนเป็นฉากหลัง ธนาคารของเขาก็จะสามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคอย่างแน่นอน

0 Comments