ตอนที่ 556 พยัคฆ์กังตั๋งหลบหนี
แปลโดย เนสยังฮองตงพาทหารวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ซุนเกี๋ยนก็ไล่ตามอย่างกระชั้นชิด ส่วนทหารองครักษ์ของซุนเกี๋ยนก็ตามติดอยู่รอบตัวเขา
ปัจจุบัน แม่ทัพผู้บัญชาการทหารส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับทหารส่วนตัวของตนเอง หรือที่มักเรียกกันว่า ทหารในสังกัด ทหารเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการหรือยุทโธปกรณ์ ล้วนดีกว่าทหารทั่วไป แน่นอนว่าทหารเหล่านี้มีความแข็งแกร่งทางร่างกายและทักษะที่เหนือกว่าทหารทั่วไป และมีความจงรักภักดีต่อผู้บัญชาการสูงกว่า ดังนั้น ซุนเกี๋ยนจึงมั่นใจในทหารในสังกัดของเขาเป็นอย่างมาก
ไล่ตามมาได้สองสามลี้ ซุนเกี๋ยนก็ค่อยๆ ดึงบังเหียนม้า สั่งให้ทหารจัดกระบวนทัพใหม่
ฮันต๋งถามอยู่ด้านข้างว่า “ท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงหยุดแล้วล่ะ?”
ซุนเกี๋ยนชี้ไปยังแนวเขาและเนินเขาข้างหน้า พลางกล่าวว่า “ข้างหน้าเป็นภูเขา หากเข้าไปอาจถูกซุ่มโจมตีได้ง่าย” ตรงหน้ามีเนินเขาหลายลูกทอดตัวยาวบดบังสายตา ทหารหนีทัพของแม่ทัพตระกูลฮองกำลังวิ่งหนีเข้าไปในหุบเขาอย่างไม่คิดชีวิต
หากเจอภูเขา อย่าเพิ่งเข้าไป หากเจอป่า อย่าเพิ่งลุยเข้าไป นี่คือความรู้พื้นฐานของแม่ทัพผู้บัญชาการทัพ
คำกล่าวที่ว่า “อย่าไล่ตามศัตรูที่จนตรอก” นั้น ต้องดูว่าอยู่ในสถานที่ใด หากเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล การไล่ตามสักหลายสิบลี้ย่อมไม่มีปัญหา แต่ในพื้นที่ภูเขา การไล่ตามเพียงไม่กี่ลี้ก็อาจถูกซุ่มโจมตีได้
แม้ซุนเกี๋ยนยังคงอยากจะชิงธงรบของแม่ทัพผู้นั้น แต่เจ้านั่นกลับหนีได้เร็วเกินไป…
ขณะที่ซุนเกี๋ยนกำลังค่อยๆ รวบรวมกำลังทหาร จู่ๆ ก็มีเสียงกลองดังกึกก้อง ทหารกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากหุบเขา กระจายกำลังออกไปทั้งสองข้าง ตรงกลางมีธงขนาดใหญ่ประดับด้วยขนนกห้าสีงดงามตระการตา ตรงกลางธงปักคำว่า “ข้าหลวงแคว้นเกงจิ๋ว” ตัวใหญ่โต
ใต้ธงนั้น มีรถม้ากางร่มคันหนึ่ง ข้างหน้ารถมีธงประจำตัวผู้บัญชาการที่ปักคำว่า “เล่า” ปลิวไสวไปตามลม บนรถม้ากางร่มนั้น มีผู้หนึ่งสวมชุดคลุมผ้าไหมปักลายงดงามเปล่งประกาย หนวดยาวปลิวไสวไปตามลม…
กองทหารที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ทหารของซุนเกี๋ยนตื่นตระหนกตกใจ
ฮันต๋งตกใจมาก กล่าวว่า “มีทหารซุ่มโจมตีอยู่จริงๆ ด้วย!”
แต่ซุนเกี๋ยนกลับหรี่ตาจ้องมองไปยังผู้ที่อยู่บนรถม้ากางร่มคันนั้น หันไปถามอย่างแผ่วเบาว่า “อี้กง ผู้ที่อยู่บนรถนั่น… คือเล่าเก๋งเซงใช่หรือไม่?”
ฮันต๋งใช้มือบังแสงแดด มองไกลๆ พลางกล่าวว่า “อยู่ไกลเกินไป มองไม่ค่อยชัด แต่ได้ยินมาว่าเล่าเปียวผู้ครองเกงจิ๋วสูงแปดฉื่อ รูปร่างหน้าตางดงาม มีหนวดเครางาม… คนผู้นี้…”
ฮันต๋งพูดไปพลาง สบตากับซุนเกี๋ยน จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่า หากเป็นเล่าเปียวจริงๆ นี่คือปลาตัวใหญ่เลยทีเดียว!
ซุนเกี๋ยนคว้าบังเหียนม้าของฮันต๋ง กระซิบสั่งการบางอย่าง ฮันต๋งเข้าใจทันที หันหลังควบม้าถอยกลับไปอย่างเงียบๆ
ซุนเกี๋ยนสั่งให้ทหารในสังกัดของตนจัดกระบวนทัพแนวนอน ซ่อนทหารที่เหลือไว้ด้านหลัง เมื่อเห็นว่าร่างของฮันต๋งค่อยๆ ถูกบดบังแล้ว ก็ส่งทหารออกไปส่งเสียงตะโกนท้าทาย
×××××××××××××
เผยเชียนรู้สึกกังวลกับหนวดปลอมของตนเองเล็กน้อย อีกทั้งยังสวมเสื้อคลุมผ้าไหมทับชุดเกราะ ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว หากเหงื่อออกมาก หนวดปลอมอาจจะหลุดได้…
จู่ๆ เผยเชียนก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดขงเบ้งจึงถือพัดขนนกโบกพัดไปมาตลอดเวลาแม้ในฤดูหนาว… ก็เพราะใส่เสื้อผ้าหลายชั้นมันร้อนนี่เอง! ชั้นในเป็นผ้าป่าน ชั้นกลางเป็นชุดเกราะ ชั้นนอกเป็นเสื้อคลุมผ้าไหม ปิดมิดชิดจนเหงื่อชุ่ม หากไม่ใช้พัดขนนกช่วยพัดให้เย็นลง คงทนไม่ไหวเป็นแน่!
อะแฮ่ม…
แต่ดูเหมือนซุนเกี๋ยนผู้นี้จะรับมือได้ไม่ง่ายเลย…
สมกับเป็นยอดขุนพลในยุคแรกเริ่มของยุคสามก๊ก มีประสบการณ์ทำศึกอย่างโชกโชน การจะซุ่มโจมตีซุนเกี๋ยนผู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
แต่ก็ไม่มีปัญหา ชุดอุปกรณ์ของเผยเชียนก็เตรียมมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แน่นอนว่าหากซุนเกี๋ยนโง่เง่าพุ่งเข้ามาในวงล้อม เขาก็จะประหยัดแรงไปได้มาก
แต่ตอนนี้…
เรื่องราวในนิยายส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องหลอกลวง โชคดีที่เขาไม่ได้หลงเชื่อ
เผยเชียนแอบคิดในใจ ในฐานะแม่ทัพ ผู้บัญชาการกองทัพ จะลงมือไล่ตามกองทหารเล็กๆ ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังฝ่าวงล้อมไปขอความช่วยเหลือด้วยตนเองได้อย่างไร? แถมยังพาทหารม้ามาแค่สามสิบนาย แล้วก็พุ่งเข้าไปในทุกสภาพภูมิประเทศโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง…
เรื่องนี้ อืม คงได้แต่หัวเราะเยาะในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้สติปัญญาของซุนเกี๋ยนจะขาดหายไปชั่วขณะ ก็ยังมีเทียเภา อุยกาย ฮันต๋งอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? นักสู้พวกนี้มัวแต่นอนหลับอยู่ในค่าย ปล่อยให้เจ้านายออกมารบเองหรือ?
เป็นเจ้านายก็ต้องมีมาดเจ้านาย อย่างน้อยก็ต้องทำท่าทางให้เหมือนอย่างที่ข้าทำอยู่นี่…
แต่ไอ้หนวดนี่ มองมุมไหนก็รู้สึกขัดตา โชคดีที่แค่ต้องทำท่าอยู่ไกลๆ ขืนเข้าใกล้กว่านี้ มีหวังความแตกแน่นอน
ในเมื่อคิดจะหลอกใคร ก็ต้องลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู หากเป็นซุนเกี๋ยน จะอยากเห็นเกงจิ๋วตกอยู่ในสภาพเละเทะย่ำแย่กระนั้นหรือ?
ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว มิฉะนั้นคงลงมือโหดเหี้ยมกับบรรดาตระกูลขุนนางและผู้มีอิทธิพลตามรายทางไปนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จากสถานการณ์ที่เผยเชียนได้รับรู้จากเล่าเปียวและชัวฮง พื้นที่แถบเกงจิ๋วนี้ไม่ได้มีจุดยืนที่ชัดเจน นั่นหมายความว่า ใครจะมาเป็นเจ้านายก็ได้ ขอเพียงแค่คนผู้นั้นได้เปรียบและมีความชอบธรรมก็เพียงพอแล้ว…
ดังนั้น เป้าหมายอันดับหนึ่งของซุนเกี๋ยน ย่อมต้องเป็นเล่าเปียวแน่นอน สำหรับซุนเกี๋ยน ขอเพียงกำจัดเล่าเปียวได้ ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย!
ดังนั้น เมื่อตัวเขาที่ปลอมเป็นเล่าเปียวปรากฏตัวต่อหน้าซุนเกี๋ยน แม้ซุนเกี๋ยนจะสงสัย แต่จิตใต้สำนึกก็จะเลือกที่จะเชื่อและลองหยั่งเชิงดู…
เป็นไปตามคาด ซุนเกี๋ยนจัดกระบวนทัพพลางสั่งให้ทหารออกไปส่งเสียงท้าทาย โดยอ้างว่าซุนเกี๋ยนมาเพื่อแบ่งเบาภาระของบ้านเมือง พร้อมอธิบายว่าอำนาจของเล่าเปียวในการปกครองเกงจิ๋วนั้นไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากราชวงศ์ฮั่น ถือเป็นการยึดครองโดยมิชอบ ตนเองเพียงแค่มากวาดล้างความวุ่นวาย…
เผยเชียนย่อมต้องสั่งให้ทหารที่มีเสียงดังกังวานออกไปประกาศจุดยืนทางการเมืองของข้าหลวงแคว้นเกงจิ๋วอย่างเป็นทางการ แสดงถึงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเกงจิ๋วอย่างเด็ดขาด ประณามการรุกรานที่ผิดกฎหมายของซุนเกี๋ยนอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ซุนเกี๋ยนถอนกำลังออกจากพื้นที่เกงจิ๋วโดยเร็ว…
พูดได้ดีทีเดียว
เผยเชียนและซุนเกี๋ยนยืนประจันหน้ากันโดยมีทหารคั่นกลาง ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน พวกเขารู้ดีว่าเวลาที่ยังเจรจาพ่นน้ำลายกันได้ย่อมไม่ใช่เวลาลงมือ และเวลาที่ลงมือได้ก็ย่อมไม่เสียเวลามาเจรจาพ่นน้ำลายอีกต่อไป…
ซุนเกี๋ยนฉวยโอกาสตอนที่ทหารของเผยเชียนยังตั้งขบวนไม่เสร็จ สั่งให้ทหารพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว
เผยเชียนรีบสั่งให้ทหารราบแนวหน้าออกไปรับศึก แต่แล้วเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น…
ไม่รู้ว่าทหารของซุนเกี๋ยนวิ่งมาหลายลี้จนหมดแรง หรือทหารของตนเก่งกาจเกินมนุษย์มนา ถึงกับไล่ต้อนทหารราบของซุนเกี๋ยนจนต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป กระบวนทัพของซุนเกี๋ยนก็เริ่มรวน แล้วก็เริ่มมีคนวิ่งหนี…
ผ่านไปไม่นาน แนวทหารของซุนเกี๋ยนก็พังทลาย ลุกลามไปถึงทัพกลาง แล้วพวกเขาก็หันหลังวิ่งหนีกันอย่างแตกตื่น…
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้เผยเชียนถึงกับอึ้ง เหตุใดซุนเกี๋ยนจึงวิ่งหนีไปแล้วล่ะ?
ไหนว่าไม่ยอมแพ้ไง?

0 Comments