ตอนที่ 542 ชายทั้งห้าในกระท่อมไม้
แปลโดย เนสยังท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำแล้ว เวลานี้น่าจะถึงเวลาพักผ่อนของท่านบังเต็กกงแล้ว วันนี้ไปรบกวนท่านมาครั้งหนึ่งแล้ว หากไปรบกวนในยามวิกาลเช่นนี้คงไม่เหมาะสมนัก เผยเชียนจึงจัดการอารมณ์ของตนเอง แล้วเดินกลับไปยังกระท่อมไม้
เมื่อถึงกระท่อมไม้ แม้เผยเชียนจะยังคงรู้สึกเศร้าหมองเมื่อเห็นสถานที่คุ้นเคย แต่ก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งได้ยินเรื่องนี้ จิตใจของเขาสงบลงไม่น้อย
เมื่อก้าวเข้าสู่ลานบ้าน บังทองและคนอื่นๆ กำลังนั่งอ่านตำรากันอยู่ตรงลานกลางบ้าน อาศัยแสงแดดที่ยังพอหลงเหลืออยู่
บังทองยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สูงกว่าคราวก่อนเกือบครึ่งศีรษะ กำลังถือม้วนตำราแกว่งไปมา เมื่อเห็นเผยเชียนเดินเข้ามา เขาก็ชำเลืองมองสีหน้าของเผยเชียนก่อน จากนั้นก็ยิ้มระรื่นลุกขึ้นยืน เดินวนรอบตัวเผยเชียนสองรอบ หัวเราะฮ่าๆ ออกมาสองเสียง แล้วส่ายหัวอย่างภาคภูมิใจ กล่าวว่า “สุนัขจิ้งจอกอย่าได้หยิ่งผยอง อีกาทมิฬอย่าได้โอหัง!”
เผยเชียนไม่พูดอะไร อาศัยจังหวะที่บังทองเดินวนมาใกล้ จู่ๆ ก็ยื่นมือออกไปหนีบหัวโตๆ ของบังทองไว้ใต้รักแร้ แล้วหยอกเย้าว่า “ดีล่ะ เจ้าลูกนกโง่ ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ กล้ามาล้อเลียนข้าแล้วหรือ!”
“อ๊าๆ! ปล่อยนะ เจ้าปลาโง่ อาศัยว่าแรงเยอะกว่ามารังแกข้าอีกแล้ว!” บังทองร้องโวยวาย พยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่ แม้บังทองจะโตขึ้นบ้าง แต่เรี่ยวแรงนั้นเทียบไม่ได้กับเผยเชียนที่ผ่านชีวิตในกองทัพมาเลย จึงไม่สามารถดิ้นหลุดได้ ทำให้จ่าวจือและคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะตามไปด้วย
เผยเชียนหนีบหัวบังทองไว้ อาศัยจังหวะที่คนอื่นไม่ทันสังเกต กระซิบคำว่า “ขอบใจนะ” ที่ข้างหูบังทอง ก่อนจะปล่อยตัวเขาไป
บังทองแค่นเสียง “ฮึ” แล้ววิ่งหนีไปอีกทางหนึ่ง
จ่าวจือ ชีซี และไทสูหมิงต่างก็เดินเข้ามาคารวะทักทายเผยเชียนทีละคน
จากนั้นทุกคนก็มารวมตัวกันนั่งล้อมวงใต้ลานกลางบ้าน…
เผยเชียนมองดูที่นั่งของแต่ละคน จู่ๆ ก็รู้สึกเลื่อนลอย นิ่งอึ้งไปหลายวินาที
ทุกคนเงียบกริบ
เผยเชียนได้สติกลับมา ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ข้าแค่บังเอิญนึกถึงภาพตอนที่เรานั่งล้อมวงถกปัญหาด้วยกันเมื่อก่อนน่ะ… เผลอแป๊บเดียว ดูเหมือนจะผ่านไปนานมากแล้ว… ช่วงนี้พวกท่านยังคงถกปัญหากันอยู่หรือไม่?”
จ่าวจือพยักหน้า กล่าวว่า “แน่นอนว่ายังมีอยู่”
เผยเชียนเริ่มสนใจขึ้นมา ถามว่า “แล้วถกเรื่องอะไรกันบ้างล่ะ?”
จ่าวจือตอบ “หลังจากท่านจากไป พวกเราก็ถกกันเรื่องการปกครองระดับเมืองและอำเภออยู่พักหนึ่ง แล้วก็เรื่องพันธมิตรที่ซวนจ่าว…”
จู่ๆ ชีซีที่อยู่ด้านข้างก็หลุดหัวเราะพรวดออกมา เมื่อเห็นทุกคนหันไปมอง เขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่มีอะไร ข้าแค่ได้ยินจ่าวจือพูดขึ้นมา ก็เลยนึกถึงผู้ชนะในหัวข้อพันธมิตรซวนจ่าวครั้งนั้น…”
สิ้นเสียงของชีซี ก็เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากทุกคน
ไทสูหมิงเกาหัวอย่างเขินอายอยู่ด้านข้าง
“ไทสูหมิง หัวข้อพันธมิตรซวนจ่าวนี้ ท่านเป็นคนชนะหรือ?”
เผยเชียนเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย การที่คนมีสติปัญญาหลักแหลมกลุ่มนี้มาร่วมถกเถียงกัน คำตอบสุดท้ายย่อมต้องน่าสนใจมากแน่ๆ
ไทสูหมิงตอบรับ “อืม” แล้วกล่าวว่า “เรื่องนั้น ฟลุ๊คน่ะขอรับ ตอนนั้นทุกคนพูดได้ดีมาก แล้วข้าก็บอกว่าสุดท้ายแล้วมหาอุปราชตั๋งโต๊ะจะต้องหนี…”
บังทองตบเข่าฉาดหัวเราะลั่น กล่าวว่า “ใช่ๆ เรื่องนี้แหละ โอย ขำจะตายอยู่แล้ว… ตอนนั้นข้ากับชีซีวิเคราะห์ขุนพลทั้งฝั่งซานตงและซานซีจนครบทุกด้าน แต่กลับสู้คำพูดประโยคเดียวของไทสูหมิงไม่ได้…”
“โอ้? ตอนนั้นไทสูหมิงพูดว่าอย่างไรหรือ?”
ไทสูหมิงอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “…ตอนนั้นข้าบอกว่า ตอนที่คนในหมู่บ้านข้าสองคนทะเลาะกัน คนที่สู้ไม่ได้ต้องเป็นฝ่ายหนีแน่นอน…”
เผยเชียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา มิน่าล่ะ บังทองกับชีซีถึงได้หัวเราะกันขนาดนั้น ไม่ใช่การเยาะเย้ยไทสูหมิง แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า เหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง บังทองและชีซีต่างก็พยายามศึกษาเรื่องวัสดุและความหนาแน่นของปมด้ายอย่างลึกซึ้ง แล้วจึงถกเถียงถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา แต่ไทสูหมิงกลับเดินเข้ามา สุ่มดึงปลายด้ายออกมาเส้นหนึ่ง แล้วปมก็คลายออก…
มันช่างน่ากระอักกระอ่วนใจเช่นนี้เอง
เผยเชียนกล่าวว่า “ที่ไทสูหมิงพูดก็ถูก! บางครั้งเรื่องที่ดูซับซ้อนก็อาจจะเรียบง่ายเพียงแค่นี้แหละ อืม… ขอบคุณทุกท่านนะ ข้าเข้าใจเจตนาของพวกท่านแล้ว” แม้ว่าวิธีปลอบใจแบบนี้จะดูแปลกไปสักหน่อย แต่เขาก็ยังรู้สึกขอบคุณมาก
บังทองร้อง “ฮ่า” ออกมา ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปสองฝั่ง กล่าวว่า “มาๆ เมล็ดเงินคนละหนึ่งเม็ด แพ้พนันแล้วต้องจ่ายนะ…”
“หืม?” เผยเชียนทั้งขำทั้งโมโห กล่าวว่า “พวกท่านถึงกับเอาข้ามาเป็นเดิมพันเชียวหรือ… ลองว่ามาสิ คิดคำนวณกันอย่างไร?”
บังทองเก็บเมล็ดเงินอย่างภาคภูมิใจ พลางกล่าวว่า “ข้าพนันว่าท่านจะเข้าใจได้ตั้งแต่รอบแรก ชีซีกับจ่าวจือพนันว่าเป็นรอบที่สอง ไทสูหมิง… เด็กน้อย ห้ามร่วมวง…”
“ไทสูหมิงยังเด็กอีกหรือ อายุมากกว่าเจ้าเสียอีกกระมัง?” เผยเชียนส่ายหน้า กล่าวว่า “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมั่นใจในตัวข้าขนาดนี้…”
“นั่นมันเรื่องลำดับรุ่น ไม่เหมือนกันหรอก อีกอย่างท่านก็คือปลาโง่อยู่แล้ว…” บังทองส่ายหัวโตๆ
เผยเชียนไม่ใส่ใจความหมายแฝงของบังทอง แต่กล่าวว่า “ในเมื่อวันนี้ทุกคนกำลังมีอารมณ์สุนทรีย์ พวกเรามาถกกันอีกสักหัวข้อดีหรือไม่?”
“ใต้หล้าหรือ?” บังทองถาม
“ประมาณนั้น สองอ้วน” เผยเชียนตอบ
ชีซีหัวเราะหึๆ กล่าวว่า “หัวข้อนี้ พวกเราเพิ่งจะถกกันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเอง”
“อ้อ แล้วพวกท่านมีความเห็นอย่างไรบ้าง?” เผยเชียนถาม
“จ่าวจือคิดว่าเป็นอ้วนเสี้ยว ข้าคิดว่าเป็นอ้องอุ้น ส่วนบังทองกับไทสูหมิงคิดว่าไม่ใช่ทั้งสองคน” ชีซีกล่าว
จ่าวจือพยักหน้าสนับสนุน “อ้วนสุดหยิ่งยโสโอหัง แม้จะมีบริวารมาก แต่ก็เหมือนทรายที่กระจัดกระจาย ส่วนอ้วนเสี้ยวแม้จะอยู่แค่แคว้นกิจิ๋ว แต่อ่อนน้อมถ่อมตน บัณฑิตจากอิจิ๋วก็ขึ้นเหนือไปหาเขากันมาก”
ชีซีสรุปสั้นๆ ให้ใจความว่า “ทว่าอ้องอุ้นมีความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่”
เผยเชียนพยักหน้า แล้วหันไปถามไทสูหมิง “แล้วความเห็นของไทสูหมิงล่ะ?”
ไทสูหมิงกล่าว “ข้า… ข้าคิดว่า พี่น้องทะเลาะกัน แต่กลับมีคนกลุ่มใหญ่มุงดูอยู่ ต่อให้ชนะ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี…”
บังทองพยักหน้าเสริม
“ข้าก็คิดเช่นนี้ อีกอย่าง สองอ้วนก็แสดงออกถึงความรีบร้อนเกินไปสักหน่อย…” เดิมทีบังทองตั้งใจจะพูดอะไรอีก แต่พอชำเลืองมองเผยเชียน ก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป
แต่ตอนนี้เผยเชียนกลับทำใจยอมรับได้มากขึ้นแล้ว จึงถามว่า “ไม่ถูกจารีตหรือ?”
บังทองพยักหน้า ในเมื่อเผยเชียนเป็นคนเปิดประเด็นเอง เขาก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป กล่าวว่า “แม้ว่าธรรมเนียมการไว้ทุกข์ให้ผู้อาวุโสที่จากไป จะไม่ได้มีการกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกผู้คนเย้ยหยัน นี่คือประการแรก ประการที่สอง จนถึงขณะนี้ สองอ้วนยังไม่ได้ชูธง หากก่อนหน้านี้ยังพออ้างได้ว่าทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อแก้แค้นให้ตระกูล แต่ตอนนี้มหาอุปราชตั๋งโต๊ะก็ตายไปแล้ว แต่กลับยังคงซ่องสุมกำลังพลอย่างไม่หยุดหย่อน การกระทำเช่นนี้ย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงข้อครหา…”

0 Comments