ตอนที่ 569 คนตกอับ
แปลโดย เนสยังในขณะที่เผยเชียนกำลังเตรียมตัวออกจากเกงจิ๋ว โจโฉก็กำลังเก็บสัมภาระเงียบๆ เขาเตรียมตัวเดินทางออกจากเมืองเงียบกุ๋น มุ่งหน้าไปยังกุนจิ๋ว
ในที่สุดก็ต้องจากกันสินะ…
โจโฉยืนอยู่ใต้โถง หันกลับไปมองทางทิศเหนือ ความทรงจำในอดีตค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัว
หากพูดตามภาษาคนยุคหลัง โจโฉก็คือขุนนางรุ่นที่สาม หรือพูดให้ถูกต้องก็คือขันทีรุ่นที่สาม แม้บิดาของเขาจะไม่ได้ทิ้งชื่อเสียงอันโด่งดังไว้ แต่ในฐานะบุตรบุญธรรมของโจเท้ง ผู้นำขันทีรุ่นก่อน ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ท่ามกลางลูกหลานขันทีในยุคราชวงศ์ฮั่น แม้สุดท้ายจะตายอย่างมีเงื่อนงำ แต่ในวัยหนุ่มเขาก็โดดเด่นไม่น้อย อย่างน้อยก็ในเรื่องการหาเงินและติดสินบน ซึ่งล้ำลึกและน่ากลัวทีเดียว ถึงขั้นซื้อตำแหน่งซานกงอย่างไทเว่ยมาครอบครองได้หลายปี
ดังนั้น โจโฉจึงถือเป็นทายาทของซานกงอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าวิธีการหาเงินอันยอดเยี่ยมของบิดาเขา ก็ได้หล่อหลอมนิสัยใจคอกว้างขวางในการคบเพื่อนของโจโฉ ส่งผลให้โจโฉได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ ได้เลื่อนขั้นในเมืองหลวง… อืม ก็คือตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำประตูเมืองทิศเหนือ
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐ สหายผู้นี้กล้าต่อสู้กับอำนาจมืด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พยายามอย่างเต็มที่เพื่อลบภาพลักษณ์การเป็นทายาทขันทีให้เร็วที่สุด โดยเริ่มจากญาติของหัวหน้าขันที แต่เพราะลงมือหนักเกินไป สุดท้ายก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ผู้นำระดับสูงหลายคนต่างก็ถอนหายใจว่า คนหนุ่มที่มีความสามารถอย่างโจโฉ ไม่ควรมาเสียเวลาอยู่กับตำแหน่งนี้ ช่างเป็นการใช้คนไม่ถูกกับงาน จึงได้เลื่อนขั้นให้เขาเป็นนายอำเภอตุ้นชิว
จากเซียวเว่ยประตูเมืองที่ได้รับเบี้ยหวัดระดับพันสือ กลายเป็นนายอำเภอเล็กๆ รับเบี้ยหวัดระดับหกร้อยสือ…
เอาเถอะ ถือเสียว่าไปฝึกงานในระดับล่างก็แล้วกัน แต่ช่วงเวลาดีๆ มีไม่นาน ผ่านไปไม่ถึงปี โจโฉก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่ฮองเฮาซ่ง น้องสาวของน้องเขยถูกปลดออกจากตำแหน่ง จนต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งขุนนางทั้งหมด กลับไปเป็นคนว่างงานที่บ้านเกิดเมืองเจียวกวน
โชคดีที่เมื่ออำนาจของขันทีได้รับการปรับเปลี่ยน ขันทีรุ่นที่สามที่เคยเปล่งประกายชั่วครู่ผู้นี้ก็ถูกผู้คนนึกถึงอีกครั้ง โจโฉได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนัก ให้ดำรงตำแหน่งอี้หลาง ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอี้หลาง สหายโจโฉได้ถวายฎีกาเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองอยู่หลายครั้ง วิพากษ์วิจารณ์ความเสื่อมโทรมของยุคสมัยด้วยความรับผิดชอบ แน่นอนว่าเรื่องที่น่ายินดีก็คือ ข้อเสนอที่ไม่สำคัญทั้งหมดของโจโฉได้รับการยอมรับจากเบื้องบน
จากนั้นก็เกิดกบฏโพกผ้าเหลือง โจโฉได้เปลี่ยนจากฝ่ายบุ๋นเป็นฝ่ายบู๊อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก วางพู่กัน จับดาบ ดำรงตำแหน่งฉีตูเว่ย สังหารศัตรูนับหมื่น ด้วยผลงานนี้ จึงได้เลื่อนเป็นเจ้าเมืองเจหนำ
จากนั้น จิตใจที่ไม่เคยหยุดนิ่งของโจโฉก็เริ่มกำเริบอีกครั้ง ทำให้ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งในเจหนำ ขุนนางทั้งหลายอยู่อย่างไม่เป็นสุข ขุนนางใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ส่งผลให้ราชสำนักมีคำสั่งโยกย้าย ให้โจโฉไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองตงก้วนในระดับเดียวกัน…
ตงก้วน สถานที่ที่ถูกโจรโพกผ้าเหลืองทำลายจนพินาศย่อยยับ!
โจโฉไม่พอใจเป็นอย่างมาก ลาออกจากตำแหน่งด้วยความโกรธแค้น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับชื่อเสียงในกุนจิ๋วอยู่ไม่น้อย และมีภาพลักษณ์ที่ดีในหมู่ชาวบ้าน
โจโฉในวัยหนุ่ม ไม่มีเค้าความเสเพล เย่อหยิ่งจองหอง เหมือนตอนเป็นเด็กวัยรุ่นหลงเหลืออยู่อีกเลย
นับตั้งแต่เข้าสู่เส้นทางขุนนาง โจโฉก็ตั้งใจว่าจะเป็นขุนนางที่ดีให้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ แต่เขาก็ค่อยๆ เข้าใจว่า ในใต้หล้านี้ มีเพียงชาวบ้านเท่านั้นที่ต้องการให้เขาเป็นขุนนางที่ดี นอกเหนือจากนั้น…
ราชสำนักไม่เห็นค่าก็ช่างเถอะ แต่ยังเตะเขาไปมาเหมือนลูกบอลอีก
ความจริงแล้วโจโฉไม่ได้ถูกรังเกียจ แต่เป็นเพราะเขาตั้งใจทำงานมากเกินไป จนทำให้คนรอบข้างตกใจ และตลกร้ายก็คือ คนที่มุ่งมั่นจะรับใช้ชาติ เป็นขุนนางที่ดีและซื่อสัตย์ แต่กลับสามารถลุกขึ้นมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุผลก็มีเพียงข้อเดียว…
เพราะโจโฉมีบิดาที่คบค้าสมาคมกับคนชั่ว รีดไถชาวบ้านทุกวิถีทางมาตลอดชีวิต จึงทำให้หลังจากที่เขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังมีเงินมหาศาลให้หว่าน เพื่อให้เขามีโอกาสลุกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง
โจโฉที่สิ้นหวังกับการเมืองหันไปฝากความหวังไว้ที่กองทัพ ตอนนั้นทางตะวันตกเฉียงเหนือมีกบฏนับแสนนาย สงครามร้อยปีระหว่างราชสำนักกับชนเผ่าเกี๋ยงยังคงไม่เห็นจุดสิ้นสุด หากสามารถสร้างผลงานในสนามรบ ได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพปราบประจิม ได้รับการแต่งตั้งเป็นโหว ก็เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตนี้มีความสุขแล้ว!
ทว่าความจริงก็เล่นตลกอย่างรวดเร็ว โจโฉที่อ่านหนังสือลามกและล่าสัตว์อยู่ที่บ้านเกิด ในที่สุดภายใต้การใช้เงินของบิดา ก็ได้รับตำแหน่งทางการทหาร เป็นผู้บัญชาการหมายเลขสี่ของกองกำลังตอบโต้เร็วที่ขึ้นตรงต่อเมืองหลวงแห่งราชวงศ์ฮั่น…
แน่นอนว่า ความจริงไม่มีคำว่าตลกที่สุด มีแต่ตลกยิ่งกว่า
ผู้บัญชาการหมายเลขหนึ่งของกองกำลังตอบโต้เร็วนี้ ก็คือเคียนสิด ขันทีที่โจโฉเคยล่วงเกินจนถึงกระดูกดำตอนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำประตูเมืองทิศเหนือ…
โชคดีที่ผู้บัญชาการหมายเลขสองในแปดเซียวเว่ยแห่งทัพซีหยวน คืออ้วนเสี้ยว เพื่อนสมัยเด็กของโจโฉ
เรื่องราวหลังจากนั้น ก็ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ โฮจิ๋นตาย ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง สวามิภักดิ์ที่ซวนจ่าว ศึกเปี้ยนสุ่ย กบฏที่หลงคัง ในชั่วพริบตา โจโฉก็เหมือนเรือลำเล็กที่ลอยล่องอยู่กลางทะเล วินาทีที่แล้วยังเป็นเจ้าเมืองที่มีทหารในมือมากมาย วินาทีต่อมาก็กลายเป็นสุนัขจรจัดที่มีทหารเหลืออยู่เพียงหยิบมือ ความขมขื่นของชีวิตช่าง…
เหมือนอย่างตอนนี้ ที่ถึงกับต้องไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองตงก้วนที่ตนเคยปฏิเสธไปแล้ว
จะไม่รับได้หรือ?
หึๆ
เปิ่นชูเอ๋ย…
ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนกับเจ้าตอนที่อยู่ลกเอี๋ยงอีกต่อไป
ความจริงแล้ว เหตุผลที่เขาถูกโยกย้าย ถูกเตะกระเด็นไปให้ห่างจากกิจิ๋ว โจโฉจะไม่อยู่แก่ใจได้อย่างไร?
ตอนนี้เป็นช่วงที่อำนาจของอ้วนเสี้ยวกำลังขยายตัวและเป็นรูปเป็นร่าง สถานะของตนทำให้อ้วนเสี้ยว หรือบรรดากุนซือของอ้วนเสี้ยวรู้สึกอึดอัด หรือรู้สึกไม่สบายใจ…
ตอนแรกที่โจโฉเพิ่งมาถึงกิจิ๋ว อ้วนเสี้ยวก็มักจะมาปรึกษาหารือด้วยบ่อยๆ แต่เมื่อความทะเยอทะยานของอ้วนเสี้ยวขยายใหญ่ขึ้น เริ่มมองขึ้นไปเบื้องบนด้วยความตะกละตะกลาม หลังจากที่โจโฉพยายามห้ามปรามอยู่หลายครั้งแต่ไม่เป็นผล ก็เริ่มรู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์กับอ้วนเสี้ยวเริ่มห่างเหินกันแล้ว
เปิ่นชูเอ๋ย…
ตกลงเจ้าต้องการเพื่อนที่คอยตักเตือน หรือต้องการแค่คนประจบสอพลอ?
บรรดากุนซือของอ้วนเสี้ยวสัมผัสได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของอ้วนเสี้ยวต่อโจโฉอย่างรวดเร็ว สำหรับกลุ่มการเมืองเกิดใหม่ ตำแหน่งทุกตำแหน่งในช่วงแรกเริ่มล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ลำดับทุกอย่างล้วนเป็นกุญแจสำคัญ ดีไม่ดีอาจจะได้เป็นขุนนางบุกเบิกแผ่นดิน…
ในเมื่อตำแหน่งของโจโฉเริ่มสั่นคลอน การเบียดให้เขาออกไปอยู่รอบนอกอย่างแนบเนียน จึงกลายเป็นความเห็นพ้องต้องกันของทุกคน ขาดเพื่อนสมัยเด็กของนายท่านไปสักคน ไม่ว่าใครก็มีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้อีกขั้น
ดังนั้น…
อุยคีในชุดคลุมสีดำเดินเข้ามา ประสานมือรายงาน “นายท่าน ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วขอรับ”
โจโฉไม่อยากเป็นคนประจบสอพลอ และก็เป็นเพื่อนที่คอยตักเตือนไม่ได้ จึงจำใจต้องจากไป ไปยังสถานที่ที่ตนเคยรังเกียจ โจโฉหันกลับไปมองทางทิศเหนือเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็ถอนหายใจยาวและลึกซึ้งในใจ แล้วกล่าวว่า “ออกเดินทาง!”

0 Comments